เธอเป็นผู้รับเหมาอันดับหนึ่งในกาแล็กซี่ - บทที่ 189 ผมคือเพื่อนบ้านของคุณ
บทที่ 189 ผมคือเพื่อนบ้านของคุณ
หลังจากมื้ออาหารที่กินจนท้องตึง ลู่จินกู้ก็เห็นพ่อแม่ยังคงคีบอาหารให้เธออย่างต่อเนื่อง เธอจึงแกล้งพูดด้วยน้ำเสียงออดอ้อน “พ่อคะ แม่คะ ถ้ากินอีกเดี๋ยวท้องหนูจะแตกแล้วนะ”
เธอพูดพร้อมกับแอ่นพุงออกมาแบบเกินจริง แล้วลูบท้องตัวเองป้อย ๆ แสดงให้เห็นว่าในท้องนั้นแน่นไปหมด
พ่อแม่ทุกคนก็เหมือนกันเสมอ กังวลว่าลูกจะกินไม่อิ่ม
ก็เหมือนกับ…
จู่ ๆ เธอก็ชะงัก มึนงงและสับสนในหัว
เหมือนกับใครกันนะ?
เธอคิดไม่ออก
ยิ่งคิดไม่ออกก็ยิ่งรู้สึกทรมานเหมือนมีบางอย่างขาดหายไป ทำให้เธออดไม่ได้ที่จะพยายามคิดต่อไป
แต่แล้วจู่ ๆ เธอก็รู้สึกถึงแรงที่แตะบนไหล่ จึงหันไปด้วยความสับสน เห็นคนข้าง ๆ กำลังขยับปากพูดอะไรบางอย่าง
สักพักหนึ่ง เหมือนกับว่าจิตวิญญาณเธอเพิ่งกลับเข้ามา เสียงของอีกฝ่ายถึงได้เข้ามาในหัว
“เสี่ยวจิน เธอเป็นอะไรไป? ฉันถามว่าเธอชอบดีไซน์แบบไหนน่ะ”
โจวหลิง เพื่อนเก่าและเพื่อนสนิทของเธอมองมาด้วยท่าทีสงสัย
เธอกะพริบตาด้วยความงุนงง แล้วจู่ ๆ ก็จำได้ว่าเธอกำลังทำอะไรอยู่
ไม่นานมานี้ เธอเพิ่งซื้อบ้านหลังหนึ่งโดยจ่ายเต็มจำนวน และวันนี้เธอก็มาพบกับอินทีเรียเพื่อพูดคุยเรื่องการตกแต่ง
แต่เธอกลับรู้สึกแปลก ๆ เหมือนกับว่าเมื่อครู่เธอยังอยู่ที่อื่น…
ในขณะที่คิดเรื่องนี้ เธอก็หลุบตาลงมองที่แบบร่างดีไซน์บนโต๊ะ โดยไม่ได้สังเกตเลยว่าความคิดเมื่อครู่นั้นได้หายไปจากหัวของเธอแล้ว
มันเหมือนกับว่าเธอนั่งอยู่ที่นี่มาตลอด
อินทีเรียคนนี้เป็นที่รู้จักดีในเมืองอวิ๋นในฐานะนักออกแบบตกแต่งภายใน อีกฝ่ายนำเสนอแบบร่างที่มีสไตล์แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงและสวยงามอย่างยิ่ง เมื่อมองดูเธอก็คิดว่าทั้งหมดนี้ก็สวยดี นี่ก็ดูดี นั่นก็น่าสนใจ
แน่นอนว่าค่าบริการก็ย่อมสูงตามไปด้วย
อย่างไรก็ตาม ค่าบริการที่สูงย่อมมาพร้อมกับคุณภาพที่ดี การบริการของอีกฝ่ายยอดเยี่ยมมาก แม้ว่าเธอจะงุนงงและไม่ได้สนใจฟังอยู่พักหนึ่ง แต่อีกฝ่ายก็ไม่ได้แสดงท่าทีรำคาญ กลับอธิบายแบบร่างแต่ละชิ้นตั้งแต่ต้นอีกครั้งอย่างเต็มใจ
แต่ถึงอย่างนั้นก็เถอะ เธอยังคงรู้สึกถึงความไม่สมจริงบางอย่าง
มันเหมือนกับว่าการที่เธอตัดสินใจซื้อบ้านแบบกะทันหันแบบนี้มันมีอะไรบางอย่างที่แปลกไป
แต่เมื่อความเป็นจริงปรากฏอยู่ตรงหน้า เธอก็เลือกแบบร่างสไตล์จีนสำหรับการตกแต่งบ้านใหม่
อินทีเรียยิ้มขณะจัดการกับเอกสาร “คุณลู่มีสายตาที่ดีนะคะ สไตล์จีนกำลังเป็นที่นิยมอยู่ในขณะนี้ แม้ว่าจะมีราคาสูงกว่าแบบอื่น แต่ก็เป็นประเภทที่ยิ่งมองยิ่งสวย แม้จะผ่านไป อีกสิบปี การตกแต่งแบบนี้ก็ยังคงดูไม่ล้าสมัยเลยค่ะ”
เธอยิ้มและพยักหน้าโดยไม่พูดอะไรเพิ่มเติม ส่วนโจวหลิงเพื่อนสนิทของเธออธิบายว่า “ก็เพราะเธอชอบอะไรแบบนี้มากเลยน่ะ ถึงได้เข้ามาทำงานวิจัยเกี่ยวกับประเพณีวัฒนธรรม”
วันต่อมาก็กลายเป็นวันที่วุ่นวายขึ้นมาทันที แม้ว่างานตกแต่งบ้านจะเป็นการว่าจ้างแบบครอบคลุมทั้งหมด แต่ก็ยังมีรายละเอียดเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่เธอต้องเข้ามาตัดสินใจเอง
ทุกครั้งที่มาดูบ้านใหม่ของเธอ ลู่จินกู้มักจะรู้สึกเหมือนว่าเธอควรจะสามารถเปลี่ยนแปลงทุกอย่างได้เพียงแค่คิดหรือมีความตั้งใจเพียงครั้งเดียว
แต่แน่นอนว่าความจริงไม่มีปาฏิหาริย์เช่นนั้นเกิดขึ้น
วันเวลาผ่านไปอย่างรวดเร็วท่ามกลางความยุ่งวุ่นวาย และเมื่อเธอตั้งสติอีกครั้ง ก็พบว่าตัวเองกำลังนั่งอยู่ท่ามกลางกลุ่มเพื่อนร่วมงานที่กำลังเฉลิมฉลองงานขึ้นบ้านใหม่ของเธอแล้ว
ขณะที่ทุกคนกำลังสนุกสนานกันอยู่นั้น จู่ ๆ เสียงกริ่งประตูก็ดังขึ้น
ในฐานะเจ้าของบ้าน ลู่จินกู้จึงบอกให้ทุกคนสนุกต่อไป ส่วนเธอเองก็ลุกขึ้นไปยังประตูบ้าน
ภาพจากกล้องของกริ่งประตูสะท้อนให้เห็นคนที่ยืนอยู่ข้างนอกอย่างชัดเจน
เพียงแค่เห็นหน้าคนคนนั้น ลู่จินกู้ก็รู้สึกเหมือนมีเสียงดัง ‘พรึ่บ’ อยู่ในหัว เธอยืนอึ้งอยู่กับที่
ใบหน้านั้น… ใบหน้านั้น…
ราวกับมีอะไรบางอย่างในสมองของเธอกำลังดิ้นรนพยายามที่จะโผล่ออกมา แต่ก็ถูกบางสิ่งที่มองไม่เห็นกดทับเอาไว้แน่น
สองพลังที่แตกต่างกันโดยสิ้นเชิงกำลังต่อสู้กันอย่างดุเดือดในหัวของเธอ มันไม่ได้ทำให้เจ็บปวด แต่ในหัวของเธอกลับกลายเป็นความสับสนวุ่นวายไปหมดจนแม้แต่การควบคุมร่างกายเพื่อทำอะไรสักอย่างก็ยังทำไม่ได้
เธอยืนเกร็งอยู่ที่หน้าประตูเช่นนั้น ซึ่งทำให้เพื่อนร่วมงานบางคนที่สนิทกันสังเกตเห็น จึงวิ่งเข้ามาถามว่า “เป็นอะไรหรือเปล่า?”
แล้วพวกเขาก็เห็นคนที่อยู่หน้าประตูเช่นกัน ก่อนที่จะเริ่มแซวกันอย่างสนุกสนาน
“ว้าว คนนี้หล่อมากเลยนะ!”
“เสี่ยวจินถึงกับยืนมองตาค้างเลย”
“ฮ่าฮ่าฮ่า หรือวันนี้จะเป็นวันดีสองต่อ? ขึ้นบ้านใหม่แล้วก็ยังเจอรักแรกพบ นี่มันฉากในนิยายหรือไงเนี่ย!”
ลู่จินกู้พยายามจะพูดออกมาว่ามันไม่ใช่อย่างที่พวกเขาคิด แต่สายตาของเธอกลับไม่อาจละไปจากใบหน้าของคนที่ยืนอยู่ตรงนั้นได้เลย
อีกฝ่ายยืนอยู่ที่หน้าประตูอย่างสงบ กดกริ่งเป็นจังหวะสั้น ๆ อย่างสม่ำเสมอ เขาไม่ได้แสดงท่าทีไม่พอใจใด ๆ ที่ไม่ได้รับการตอบสนอง
ลู่จินกู้คิดอย่างคลุมเครือว่าคนคนนี้น่าจะเป็นคนที่นิสัยดีมาก แค่หน้าตาดูดุไปหน่อยเท่านั้นเอง
เพื่อนร่วมงานของลู่จินกู้กดปุ่มสื่อสารของกริ่งประตูแทนเธอและถามว่า “คุณมาหาใครเหรอคะ?”
ชายคนนั้นตอบเสียงทุ้มและมั่นคงว่า “ผมอยู่ข้างบ้าน ได้ยินว่าเพื่อนบ้านใหม่ย้ายเข้ามาวันนี้ ก็เลยมาแสดงความยินดีครับ”
เพื่อนร่วมงานปล่อยมือจากปุ่มและจับเธอเขย่าไปมาด้วยความตื่นเต้น “เสี่ยวจิน เสียงเขาก็หล่อมากเลยนะ โอ๊ย นี่มันเพื่อนบ้านระดับเทพชัด ๆ รีบเปิดประตูให้เขาเข้ามาสิ”
ขณะเดียวกัน คนข้างนอกก็ยกมือขึ้นเล็กน้อย ในมือเขามีถุงใบหนึ่งซึ่งดูเหมือนจะเป็นของขวัญต้อนรับการย้ายเข้ามาใหม่ของเพื่อนบ้าน
การที่เพื่อนบ้านแสดงท่าทีเป็นมิตรขนาดนี้ ถ้าจะปฏิเสธไม่ให้เขาเข้ามาก็คงจะไม่สุภาพเกินไป ลู่จินกู้ยังคงรู้สึกมึนงงแต่ก็ยื่นมือไปเปิดประตู
เพื่อนร่วมงานที่เมื่อครู่ยังคึกคักกันอยู่ ตอนนี้กลับกลายเป็นนิ่งเงียบไปทันทีเมื่อเผชิญหน้ากับเพื่อนบ้านหนุ่มรูปหล่อ พวกเขาผลักเธอไปข้างหน้าแทน จากนั้นก็วิ่งกลับไปที่ห้องนั่งเล่น และหัวเราะคิกคักพลางพูดคุยกันเบา ๆ ด้วยท่าทีตื่นเต้น
ลู่จินกู้รู้สึกกระอักกระอ่วนเล็กน้อย เธอก้มลงหยิบรองเท้าแตะคู่ใหม่เพื่อซ่อนสีหน้า และพูดเสียงเบาว่า “สวัสดีค่ะ ฉันชื่อลู่จินกู้ เชิญเข้ามานั่งข้างในก่อนเถอะค่ะ”
ชายคนนั้นยื่นของขวัญมาให้เธอด้วยท่าทีสงบนิ่งและพูดว่า “ผมชื่อ กู้ตั๋ว…”
ทันทีที่ได้ยินชื่ออีกฝ่าย เธอก็ไม่ได้ยินสิ่งที่เขาพูดอีกต่อไปแล้ว ราวกับมีเสียงระเบิดดังขึ้นในหัวของเธอ ภาพทุกอย่างรอบตัวเธอแตกกระจายออกเป็นเสี่ยง ๆ ทันที
เธอยืนอึ้งอยู่กับที่ ขณะที่ทุกอย่างรอบตัวเธอถูกทุบทำลายไปอย่างรวดเร็วราวกับเป็นเพียงภาพมายาที่หายไป
บ้านใหม่ เพื่อนบ้าน และเพื่อนร่วมงาน… ทุกอย่างหายไปหมดในพริบตา
ลู่จินกู้มองไปรอบ ๆ ด้วยความสับสน พบว่าตัวเองยืนอยู่ท่ามกลางหมอกสีเทาหนาทึบ รอบข้างทุกทิศทางมีเพียงหมอกที่ดูเหมือนกันไปเสียหมด แม้แต่แขนของเธอเองก็ยังมองไม่เห็น
เธอก้มลงมองแต่ก็ไม่อาจมองเห็นพื้นข้างล่างได้ สถานการณ์ที่แปลกประหลาดนี้ทำให้เธอรู้สึกหวาดกลัว และไม่กล้าก้าวเท้าไปข้างหน้า
ใครจะไปรู้ว่ามีอะไรอยู่ในหมอกนี้ ถ้าเกิดข้างหน้าเป็นหน้าผาลึก การก้าวเดินครั้งเดียวอาจทำให้เธอตกลงไปและตายได้
“เฮ้! มีใครอยู่ไหม?” เธอพยายามตะโกนเรียก
แต่สิ่งที่ได้รับกลับมาคือความเงียบ มีเพียงความว่างเปล่าในกลุ่มหมอก ไม่มีใครตอบรับ
เธอพยายามนึกถึงสิ่งที่เธอทำก่อนหน้านี้
ตอนแรกยังพอจำได้ราง ๆ ว่าเพิ่งย้ายบ้านใหม่ และมีเพื่อนบ้านมาร่วมแสดงความยินดี แต่เมื่อพยายามคิดอย่างละเอียด ความทรงจำกลับเหมือนกับปราสาททรายที่ถูกน้ำทะเลซัด ความชัดเจนค่อย ๆ เลือนหาย กลายเป็นภาพเบลอ และในที่สุดก็หายไปโดยสิ้นเชิง
ถ้ามีใครเห็นลู่จินกู้ในตอนนี้ คงจะพบว่าเธอแสดงออกด้วยสีหน้าสับสน เหม่อลอย ราวกับว่าไม่รู้ตัวเลยว่าเกิดอะไรขึ้น
แม้กระทั่งการที่ตัวเองมาอยู่ในสถานการณ์ที่แปลกประหลาดท่ามกลางหมอกนี้ ก็ยังไม่สามารถกระตุ้นความสนใจหรือความตื่นตัวของเธอได้
จากนั้นก็มีเสียงหนึ่งดังขึ้น เสียงนั้นเหมือนกับกำลังพูดถึงสถานการณ์ของเธอ
“ไม่ได้การแล้ว แรงจิตของเธอถูกปิดกั้น อุปกรณ์ไม่สามารถทำงานเป็นแนวทางได้อีกต่อไปแล้ว”
เสียงนั้นฟังดูราบเรียบแต่แฝงความกังวล ราวกับว่ากำลังพยายามจัดการกับสถานการณ์อยู่ที่เหนือความคาดหมาย
“ทำไมกู้ตั๋วถึงปรากฏตัวในความฝันของเธอเมื่อครู่นี้ได้?”
“ไม่แน่ใจ น่าจะเป็นเพราะมีการแทรกแซงพลังจิตของเธอก่อนหน้านี้ ทำให้เราจับสัญญาณไม่ได้”
“แล้วตอนนี้ควรทำยังไง? จะปลุกเธอขึ้นมาเลยไหม?”
“ไม่ได้ แก่นพลังมีพลังงานไม่เพียงพอแล้ว โอกาสในการเชื่อมต่อมีเพียงครั้งเดียว…”
คนกลุ่มหนึ่งยืนอยู่หน้าจอแสง มองภาพของหญิงสาวที่กำลังหลับใหลไร้สติด้วยสีหน้าเคร่งเครียด
“เพิ่มแรงในการเชื่อมต่อ ลองกระตุ้นให้เธอใช้ทักษะอีกครั้ง”
“ท่านครับ ถ้าเพิ่มแรงในการเชื่อมต่อ พลังงานของคริสตัลอาจหมดลงได้ และสมองของเธออาจจะรับไม่ไหว”
“ทำตามคำสั่ง!”
“รับทราบ!”
พวกเขาตอบรับคำสั่งทันที แม้ว่าคำสั่งนี้อาจนำมาซึ่งความเสี่ยงและผลกระทบที่พวกเขาเองก็กังวลอยู่ก็ตาม