เธอเป็นผู้รับเหมาอันดับหนึ่งในกาแล็กซี่ - บทที่ 31 เปิดการค้าภายนอก (รีไรต์)
บทที่ 31 เปิดการค้าภายนอก (รีไรต์)
เมื่อตัดสินใจที่จะออกเดินทางไปกับกู้ตั๋วแล้ว ก็ต้องจัดเตรียมสิ่งต่าง ๆ มากมาย อย่างแรกเธอต้องจัดการเรื่องต่าง ๆ ที่นี่ให้เรียบร้อยก่อน
เธอเรียกทุกคนมาประชุม และประกาศแต่งตั้งให้ลุงเฉิงเป็นผู้ดูแลแทนชั่วคราว มอบหมายให้เขารับผิดชอบดูแลคลังสินค้าร่วมกับป้าเจี่ย ซึ่งเป็นผู้จัดการอยู่แล้ว
ส่วนว่านฉีหยาให้ทำหน้าที่เป็นเหรัญญิก คอยตรวจสอบและบันทึกการนำเข้าส่งออกสินค้าทั้งหมด ทั้งสามคนจะได้ช่วยกันสอดส่องดูแล นับเป็นการสร้างระบบที่สมบูรณ์แบบ
ส่วนร้านค้าใหม่ที่เพิ่งเปิดนั้น เธอยังไม่ได้แต่งตั้งผู้จัดการ แต่ได้เปิดนโยบายใช้แรงงานแลกเปลี่ยนเป็นเหรียญดวงดาว
ไม่มีทางเลือกอื่น ในเมื่อตอนนี้พาราไดซ์ไม่มีรายได้อะไร ก็ไม่มีเหรียญดวงดาว ตอนนี้เงินเดือนของทุกคนจึงเป็นสิ่งของจำเป็นในชีวิตประจำวันทั้งหมด
จากนั้นเธอก็ตรวจสอบฟังก์ชันใหม่ ๆ อย่างละเอียด และต้องตกใจเมื่อเห็นข้อความแจ้งเตือนของระบบว่า
[อีกสามวัน กองกำลังทหารชุดแรกจะเดินทางมาถึง]
เดี๋ยวนะ! ไหนบอกว่าจะคัดเลือกทหารจากชาวพาราไดซ์ไง?!
ลู่จินกู้รู้สึกตกใจมาก รีบเปิดดูรายละเอียดของค่ายทหารทันที โชคดีที่ค่ายทหารมีสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน แม้แต่โรงอาหารก็ยังทำงานอัตโนมัติทั้งหมด
พูดถึงเรื่องนี้เธอเหลือบมองดูแล้วรู้สึกสนใจมาก จนอยากจะติดตั้งครัวอัตโนมัติแบบนี้ให้กับคนของเธอบ้างเหมือนกัน
เพียงแค่กำหนดขอบเขตและปริมาณของวัสดุที่ค่ายทหารสามารถใช้ได้ ก็ไม่ต้องกังวลกับชีวิตความเป็นอยู่ของกองทัพอีกต่อไป
ส่วนเรื่องการฝึกฝน ลู่จินกู้ยังไม่แน่ใจว่าจะดำเนินการอย่างไร คงต้องรอดูอีกทีหลังจากกลับมาแล้ว
หลังจากนั้น เธอก็ไปดูที่ศูนย์กลางการค้า จึงได้รู้ว่าทำไมพลังจิตถึงหมดไปมากขนาดนี้
ที่ร้านค้ามีเครือข่ายในตัวด้วย!
พูดให้ถูกคือมันมีแพลตฟอร์มการซื้อขายที่สมบูรณ์แบบในตัวต่างหาก
เธอสามารถซื้อสินค้าจากภายนอก หรือจะวางสินค้าเพื่อขายก็ได้ ศูนย์กลางการค้ามีระบบขนส่งในตัวอยู่แล้ว การขนส่งสินค้าทั้งขาเข้าและขาออก เธอไม่ต้องกังวลเลย
ฟังก์ชันที่ทรงพลังและสมบูรณ์แบบนี้ คุ้มค่ากับพลังจิตที่เสียไปตอนสร้างมันขึ้นมาจริง ๆ
ถึงอย่างนั้น เขาก็ยังอดไม่ได้ที่จะสั่งสอนเธออีกสองสามประโยค
“ถ้าเธอตายไป ฟังก์ชันดีแค่ไหนก็ไม่มีประโยชน์หรอก!”
ลู่จินกู้มัวแต่สนใจศึกษาฟังก์ชันของร้านค้า เลยทำเป็นไม่ได้ยินที่เขาบ่น
เนื่องจากผลผลิตจากพาราไดซ์นั้นเติบโตเร็วมาก โดยเฉลี่ยแล้วใช้เวลาเพียงสองถึงห้าวันก็สุกงอม ตอนนี้ภายในคลังสินค้าไม่ว่าจะเป็นหมู ไก่ เนื้อสัตว์ และไข่ ต่างกองกันเป็นภูเขาแล้ว
เธอสามารถนำออกมาขายได้บ้างแล้ว
หลังจากคำนวณปริมาณการบริโภคแล้ว เธอก็ตั้งค่าสินค้าขึ้นบนชั้นวาง เมื่อพิจารณาถึงปัญหาเรื่องอาหารที่น่าสงสารของสมาพันธ์แห่งดวงดาว จึงแนบคู่มือการรับประทานไว้กับสินค้าทุกประเภทอย่างละเอียด
เนื่องจากเป็นธุรกิจที่ไม่มีใครเหมือน จึงไม่ลังเลที่จะทำตัวเป็นพ่อค้าหัวใสสักหน่อย ราคาสินค้าอย่างต่ำสุดก็เท่ากับอาหารซองร้อยซอง
อย่างไรก็ตาม ไม่ถึงสามวินาทีหลังจากวางขาย ระบบก็แจ้งเตือนว่า
[ขายหมด]
ไม่น่านะ เกิดอะไรขึ้น?! พวกคนที่ขาดแคลนอาหารแค่จะมานั่งศึกษาว่ามันคืออะไรก็คงต้องใช้เวลาสักพักแล้ว
แม้ว่าพวกเขาจะแค่ลองซื้อไปชิม ก็ไม่น่าจะกวาดซื้อจนหมดร้านแบบนี้สิ
ลู่จินกู้รู้สึกมึนงงไปชั่วขณะ ก่อนจะสังเกตเห็นว่ากู้ตั๋ว กำลังก้มหน้าก้มตาทำอะไรบางอย่างบนจอภาพ คุ้น ๆ ตาเหมือนเคยเห็นที่ไหนมาก่อน…
“นี่คุณซื้อหมดเลยเหรอ?” เธอถามขึ้นด้วยสีหน้าเรียบเฉย พลางชี้ไปที่หน้าจอ
กู้ตั๋วพยักหน้ารับพลางบ่นอุบอิบ “ของพวกนี้เธอมีเท่าไหร่ ฉันก็รับหมด จะเรื่องมากทำไม?”
“…” ถึงอย่างนั้นเธอก็อยากมีลูกค้าคนอื่นบ้างนะ ไม่ใช่มีแค่เขาคนเดียว อีกอย่าง…
“ฉันเตรียมของไว้ให้คุณที่คลังสินค้าแล้วนะ แบบฟรี ๆ เลยด้วย” เน้นเสียงหนัก ๆ ที่คำว่าฟรี ๆ
“ไม่ขี้เหนียวเลยนะ”
ลู่จินกู้พูดพลางยกมือขึ้นกุมขมับ
จากนั้นเธอก็กลับไปตั้งค่าระบบใหม่ โดยกำหนดให้เมื่อสินค้าแต่ละประเภทมีจำนวนถึงจุดที่กำหนด ส่วนเกินจากนั้นจะถูกนำขึ้นร้านค้าออนไลน์โดยอัตโนมัติ
ขณะที่ตั้งค่า เธอหันไปเตือนเขาว่า “อย่าเหมาซื้อหมดแบบนี้อีก ฉันอยากได้ลูกค้าคนอื่น ๆ อีก ไม่ใช่มานั่งเป็นแม่ค้าขายของให้คุณคนเดียว”
เขาดูไม่ค่อยเห็นด้วย คงคิดว่าการเป็นผู้จัดหาสินค้าประจำ คงไม่ใช่เรื่องใหญ่โตอะไร
“ก็ฉันไม่ได้ต่อราคาสักหน่อย”
“ไม่ได้!” เธอเท้าเอวเอ่ยเสียงแข็ง “ตกลงกันไม่ได้แบบนี้ ฉันไม่ไปกับคุณแล้ว”
เมื่อโดนจี้จุดอ่อนเข้าอย่างจัง เขาจึงยอมแต่โดยดี “ครับ ๆ รู้แล้วครับ”
แต่ในใจกลับคิดแผนการร้ายกาจ แค่นี้จิ๊บ ๆ แค่ให้คนในกองทัพมาช่วยซื้อของ เท่านี้เขาก็ไม่ต้องกลัวว่าจะซื้อของไม่หมดแล้ว
เธอไม่รู้เลยว่าเขาแอบคิดแผนร้ายอะไรในใจ มองไปเห็นฟังก์ชันอื่น ๆ ที่น่าสนใจ ฟังก์ชันที่ว่าคือ การตั้งค่า ‘เปิดร้านค้าออนไลน์’ แต่ตอนนี้มีให้เลือกร้านเดียวคือ ซูเปอร์มาร์เก็ต
ดูเหมือนว่าร้านค้าจะต้องมีผู้จัดการร้านก่อน ถึงจะเปิดฟังก์ชันนี้ได้ แต่เอาไว้ก่อนก็ได้ ค่อยบอกพี่โจวต้าให้ช่วยเปิดร้านค้าออนไลน์ของซูเปอร์มาร์เก็ตให้ก็ได้
เดี๋ยวกลับมาค่อยดูสถานการณ์แล้วค่อยคิดเรื่องร้านค้าอื่นก็แล้วกัน
สิ่งที่สำคัญที่สุดของศูนย์การค้า ตอนนี้คือทำภารกิจรวมตัวก่อตั้งกองคาราวานให้สำเร็จ
แต่ตอนนี้ฟังก์ชันนี้ยังเป็นสีเทาอยู่ ไม่สามารถใช้งานได้ คงต้องพักเรื่องนี้ไปก่อน
พอจัดการเรื่องทางนี้เสร็จ ลู่จินกู้ก็รีบดึงกู้ตั๋วไปที่เขตฟาร์มสัตว์ทันที
“ขอยืมพลังจิตหน่อย” เธอพูดขึ้นอย่างไม่เกรงใจ
แบบนี้สะดวกกว่าการคอยยัดอาหารกินเยอะเลย
พาราไดซ์ระดับสามสามารถเปิดพื้นที่เพาะปลูกเพิ่มได้อีกสี่แปลง รวมเป็นสิบแปลง
พื้นที่ทั้งสี่แปลงนี้จะใช้ปลูกต้นไม้ทั้งหมด หลังจากนี้ทุกคนก็จะมีผลไม้กินหลังมื้ออาหารแล้ว
ข้าง ๆ กันนั้นเธอก็ขุดบ่อปลาสองบ่อ… เธออยากกินปลามานานแล้ว
ฟาร์มวัวกับฟาร์มแกะอย่างละหนึ่ง… ถึงเวลาที่นมวัว นมแกะ เนื้อวัว เนื้อแกะ จะได้ขึ้นโต๊ะเสียที
หลังจากที่สร้างสิ่งก่อสร้างเพื่อประโยชน์ใช้สอยมากมายในคราวเดียว ค่าฮวงจุ้ยในเขตพาราไดซ์เลยลดฮวบ
ดังนั้น เธอเลยเลือกปลูกไม้ดอกไม้ประดับเพิ่มอีกหลายชนิด แล้วยังสร้างสวนสาธารณะเล็ก ๆ ใกล้กับบ้านเรือนทางฝั่งตะวันตก ติดตั้งโคมไฟประดับ และวางม้านั่งหินสำหรับพักผ่อนหย่อนใจ
บริเวณนี้ลู่จินกู้วางแผนไว้ว่าจะเป็นย่านที่อยู่อาศัย สภาพแวดล้อมก็ต้องสวยงามร่มรื่นเป็นธรรมดา
แต่หลังจากสร้างสิ่งก่อสร้างเพื่อความสวยงามไปได้ไม่กี่หลัง ระบบก็แจ้งเตือนขึ้นมาว่า
[บ้านแปดหลัง ตรงตามเงื่อนไขการยกระดับเป็นบ้านระดับกลาง ต้องการยกระดับหรือไม่]
พอเปิดดูก็เข้าใจได้ในทันที
บ้านทั้งสิบหลังถูกจัดเรียงเป็นสองแถว ในรูปแบบสองคูณห้า ส่วนสิ่งก่อสร้างเพื่อความสวยงามเหล่านั้นก็ตั้งอยู่บริเวณรอบนอกเป็นหลัก หากอธิบายตามศัพท์ในเกม ก็คือบ้านแปดหลังที่มุมทั้งสองฝั่งอยู่ในขอบเขตพอดี ส่วนบ้านสองหลังที่อยู่ตรงกลางนั้นกลับไม่พอดีกับขอบเขต ทำให้พวกมันถูกยกเว้นจากการยกระดับ
เรื่องนี้แก้ไขได้ง่ายมาก เพียงแค่ปลูกดอกไม้และต้นไม้เพิ่มอีกเล็กน้อยใกล้ ๆ กับบ้านทั้งสองหลัง บ้านทั้งสิบหลังก็ตรงตามเงื่อนไขการยกระดับทั้งหมด
เธอเลือกยกระดับทั้งหมด บ้านที่อยู่ตรงหน้าก็สั่นไหวเล็กน้อย รูปลักษณ์ภายนอกดูสวยงามวิจิตรกว่าเดิมอย่างเห็นได้ชัด
ลุงเฉิงและคนอื่น ๆ ต่างตกตะลึงและดีใจ พวกเขารีบเข้าไปดูข้างใน
เธอก็ไปที่บ้านของว่านฉีหยาเพื่อดูสักหน่อย จึงได้รู้ว่าทำไมลานบ้านก่อนหน้านี้ถึงได้ว่างเปล่าเช่นนั้น
ที่แท้ก็เว้นที่ว่างไว้สำหรับการยกระดับนี่เอง
ตอนนี้บ้านที่เคยมีสองห้อง ก็กลายเป็นบ้านที่มีสามห้อง เพิ่มความเป็นสัดส่วนมากขึ้นในการมีห้องโถงอยู่ตรงกลาง และมีห้องในด้านตะวันตกและตะวันออกอย่างละห้อง ส่วนด้านหลังยังมีหลังคาคลุมทางเดินเพิ่มขึ้นอีกหนึ่งแถวตลอดแนวบ้าน
ดอกไม้ที่ปลูกเองก็มีจำนวนเพิ่มขึ้นมากมาย
สามารถตอบสนองความต้องการใช้ชีวิตของครอบครัวใหญ่ที่มีคนสามรุ่นได้อย่างสมบูรณ์แบบ
ลุงเฉิงและคนอื่น ๆ ต่างก็ตื่นเต้นและหวาดหวั่น “บ้านของหัวหน้ายังเรียบง่ายขนาดนั้น พวกเรากลับได้ย้ายเข้าบ้านหลังใหญ่โตขนาดนี้ก่อนได้ยังไงกัน”
เธอจึงต้องปลอบโยนพวกเขาว่า “ไม่ต้องกังวลนะ รอให้ฉันกลับมาแล้ว ฉันจะยกระดับบ้านของตัวเองแน่นอน จะเอาให้หรูหราใหญ่โตกว่านี้ รับรองว่าจะต้องดีกว่าบ้านของพวกคุณอยู่แล้ว”
เมื่อลู่จินกู้พูดแบบนี้ทุกคนจึงค่อยคลายกังวลลง
หลังจากจัดการเรื่องที่ควรจัดการไปหมดแล้ว เธอก็รีบทำอาหารทันที ตั้งใจไว้แล้วว่าจะไม่กินอาหารเสริมระหว่างการเดินทางเด็ดขาด
ภายในครัวก็ยังมีพืชผลใหม่ ๆ ที่เพิ่งเก็บเกี่ยวมาวางอยู่ เธอยิ้มอย่างเจ้าเล่ห์แล้วก็พับแขนเสื้อลงมือทำ
เมื่ออาหารส่งกลิ่นหอมอบอวล ทุกคนกลับไม่มีกะจิตกะใจจะกินข้าว ต่างก็ยืนมองกลุ่มคนที่กำลังจะขึ้นยานอวกาศอยู่ที่ริมรั้วด้วยความอาลัยอาวรณ์
“พี่สาวคะ หนูไปกับพี่ไม่ได้จริง ๆ เหรอ?” ว่านฉีหยาน้ำเสียงสั่นเครือ
การจากลาอย่างกะทันหัน ทำให้เด็กสาวตระหนักได้ว่าเธอผูกพันกับลู่จินกู้มากเพียงใด
“ครั้งนี้พี่ต้องไปจัดการกับปัญหามลพิษบนดาว 679 นะ แล้วก็พวกคนร้ายบนดาว 7444 ที่เรายังสืบหาตัวตนไม่ได้ ตอนนี้เธอยังไม่ควรเปิดเผยตัวตน อยู่ที่นี่ปลอดภัยที่สุด อีกอย่างที่นี่ก็เป็นบ้านของพี่ ฝากทุกคนช่วยกันดูแลที่นี่ด้วยนะ” เธอพูดอธิบายเสียงเบา ขณะลูบหัวเด็กน้อยอย่างอ่อนโยน
ว่านฉีหยาสะอื้น พยายามกลั้นน้ำตาไว้ “พี่สาววางใจ หนูจะดูแลบ้านหลังนี้เองค่ะ…”
“ฝากด้วยนะ” ลู่จินกู้กล่าวด้วยความจริงใจ ไม่ใช่แค่กับว่านฉีหยา แต่รวมถึงลุงเฉิงและคนอื่น ๆ
“หัวหน้าวางใจเถอะ ขอให้เดินทางปลอดภัยครับ”
ท่ามกลางสายตาอาลัยอาวรณ์ของทุกคน ยานอวกาศก็ทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้า ค่อย ๆ เลือนหายไปในหมู่ดาว…