เปิดระบบสุดโกงอัปสกิลหมอ - บทที่ 1609 หย่าร้าง - บทที่ 1610 สายโทรออกพิศวง
เมื่อเฉินชางมาถึงกระทรวงสาธารณะสุข รัฐมนตรีเสี้ยวกำลังรอกินข้าวกับตนอยู่
มีคนคุ้นเคยเพิ่มมาอีกคน ฉินหย่งอี้!
“สวัสดีครับรัฐมนตรีเสี้ยว สวัสดีครับอาสาม!”
เสี้ยวรุ่นฟางยิ้มให้ “นั่งเถอะ อยากกินอะไรไหม สั่งเองได้เลย ออกไปแล้วอย่าบอกว่ากระทรวงสาธารณสุขของพวกเราเลี้ยงไม่ดีละ!”
ทุกคนหัวเราะขึ้นมาทันที
ชาวจีนชอบพูดคุยธุระกันบนโต๊ะสุราหรือโต๊ะอาหาร
วันนี้ก็เช่นกัน
เสี้ยวรุ่นฟางเอ่ยอย่างจริงจัง “ศาสตราจารย์เฉิน คุณวางแผนเรื่องโรคพาร์กินสันไว้ยังไง”
พอฉินหย่งอี้ได้ยินคำถามนี้จากเสี้ยวรุ่นฟาง ในใจก็ทอดถอนใจ
นี่คืออิทธิพลที่มาพร้อมกับความสามารถ!
เขามองออกว่าเสี้ยวรุ่นฟางต้องการเลียบเคียงสอบถามเฉินชางอย่างจริงจัง
แบบนี้หมายความว่าอย่างไรน่ะหรือ
หากว่ากันในบางมุม เฉินชางอยู่ในระดับเดียวกับเสี้ยวรุ่นฟางแล้ว
อย่างน้อยก็เป็นแบบนี้ในมุมมองของเสี้ยวรุ่นฟาง!
ฉินหย่งอี้ไม่คิดเลยจริงๆ ว่าเฉินชางจะประสบความสำเร็จเร็วขนาดนี้!
เดิมทีคิดว่าหลังจากมาอยู่เมืองหลวง ตนคงต้องช่วยดูแลหลานเขยคนนี้สักหน่อย แต่ไม่คิดเลยว่า…
วันนี้ตนมีโอกาสมานั่งกินข้าวกับสองผู้นำของกระทรวงสาธารณะสุขได้ก็เพราะอาศัยใบบุญของเฉินชาง
พอได้ยินคำพูดของรัฐมนตรีเสี้ยว เฉินชางก็ไม่ปกปิดและไม่อ้อมค้อม กล่าวไปตามตรง
“เรื่องนี้…เป็นเรื่องใหญ่ครับ! เรื่องหาคนผมจะจัดการเอง ผมไม่ไว้ใจคนอื่น”
เสี้ยวรุ่นฟางมีสีหน้าพอใจหลังได้ยินคำพูดเฉินชาง
ได้ยินเฉินชางพูดแบบนี้ เธอดีใจมาก อย่างน้อยก็ไม่ได้แสร้งคล้อยตามทำตัวคลุมเครือ
เสี้ยวรุ่นฟางยิ้ม “อืม คุณคิดไว้แล้วก็ดี”
“ถ้าคุณต้องการอะไรก็ไปหาผู้อำนวยการฉินหรือผู้อำนวยการเติ้งได้เลย คุณคุ้นกับพวกเขาอยู่แล้ว ไม่ต้องเกรงใจ!”
“เรื่องนี้ก็อย่างที่คุณพูดนั่นแหละ เป็นเรื่องใหญ่ ถึงฉันจะไม่ใช่หมอ แต่ช่วงนี้ก็ได้ยินพวกเขาพูดถึงอยู่บ่อยๆ”
“เบื้องบนให้ความสำคัญกับเรื่องนี้มาก ให้ฉันติดต่อพูดคุยกับคุณบ่อยๆ ถ้ามีปัญหาอะไร ให้รีบแก้ไขโดยเร็ว”
“ต้องทำให้สาขานี้ กลายเป็นสาขาวิชาอันดับต้นๆ ของโลก!”
ได้ยินเสี้ยวรุ่นฟางพูดแบบนี้ เฉินชางย่อมมีความสุขมาก
ถ้าอยากวิจัยโรคพาร์กินสันนี้ให้ดี ไม่ใช่เรื่อง่ายแน่นอน เพราะเกี่ยวข้องกับหลายด้านเกินไป
อีกทั้งต้องการบุคลากรมากกว่านี้!
ลำพังแค่เฉินชางกับทีมของเขา ยังไม่เป็นที่น่าพอใจ
“ขอบคุณครับ รัฐมนตรีเสี้ยว!”
เสี้ยวรุ่นฟางพยักหน้า “กินข้าวก่อนเถอะ”
ก่อนเฉินชางจะขอตัวลา จู่ๆ เสี้ยวรุ่นฟางก็เอ่ยขึ้นว่า “ใช่แล้ว ผู้อำนวยการฉิน คุณก็ทำงานในกระทรวงสาธารณะสุขมานานแล้ว ทั้งความสามารถและคุณสมบัติ ทุกคนต่างประจักษ์ชัด
แต่ว่า…ฉันหารือกับผู้อำนวยการเติ้งแล้ว คิดว่าควรจะเพิ่มหน้าที่ให้คุณสักหน่อย
ปีนี้หัวหน้าคณะกรรมการสาธารณสุขมณฑลตงหยางใกล้เกษียณอายุแล้ว อีกตำแหน่งคือ…ผู้อำนวยการศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคแห่งประเทศจีน คุณคิดว่ายังไง”
พอได้ยินประโยคนี้ ฉินหย่งอี้ตะลึงไปทันที!
เขาเงยหน้ามองเสี้ยวรุ่นฟางและเติ้งเกาหย่วน ทั้งสองล้วนมองตนด้วยรอยยิ้ม
ฉินหย่งอี้อดเงียบไม่ได้!
เป็นทางเลือกที่ยิ่งใหญ่และดึงดูดใจมากจริงๆ
ต้องรู้ว่าตำแหน่งเดิมของเขาในกระทรวงการต่างประเทศก็เป็นแค่แผนกที่ไม่มีความสำคัญมากนัก
แต่ตอนนี้ล่ะ
คณะกรรมการสาธารณสุขมณฑลตงหยาง เป็นหน่วยงานที่มีอำนาจอย่างแท้จริง
อย่างไรก็ตาม เสน่ห์ดึงดูดที่ทรงพลังที่สุดในมณฑลตงหยางไม่ใช่เพราะตำแหน่งอย่างเป็นทางการ แต่เป็นเพราะเฉินชางอยู่ที่ตงหยาง!
ตอนนี้ตำแหน่งในระบบงานสาธารณสุขมณฑลตงหยางเป็นที่นิยมมาก
ใครก็ตามที่สายตามีแววล้วนมองออกว่านี่คือหุ้นที่มีประสิทธิภาพ!
ถ้าฉินหย่งอี้ไปที่มณฑลตงหยางจริง ฉินเสี้ยวยวนเป็นอธิการบดีมหาวิทยาลัยการแพทย์ตงหยาง ฉินเยว่หมิงเป็นผู้อำนวยการโรงพยาบาลหลอดหัวใจของมณฑล ส่วนเขาเป็นหัวหน้าคณะกรรมการสาธารณสุข!
นี่แปลว่าทั้งครอบครัวทำงานอยู่ในระบบสาธารณสุขมณฑลตงหยาง!
แบบนี้ไม่ธรรมดาแล้ว!
แต่ว่า…
หลังจากฉินหย่งอี้ลังเลอยู่พักใหญ่ เขาสูดหายใจลึกๆ เฮือกหนึ่ง “ผม…เลือกศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคครับ”
พอได้ยินประโยคนี้ ทุกคนตะลึงทันที!
แม้แต่เฉินชางก็มองฉินหย่งอี้ด้วยความฉงน
ใครๆ ก็ทราบกันดี หากไปตงหยางก็เหมือนตกบ่อทอง ไม่จำเป็นต้องพูดถึงเส้นทางอนาคตในภายภาคหน้าเลย รุ่งโรจน์แน่!
อีกอย่างที่สำคัญที่สุดคือ ไปตงหยางแล้วก้าวหน้าง่าย!
เป็นเงื่อนไขที่แสนพิเศษขนาดนี้…
แต่ใครจะคิดว่าฉินหย่งอี้กลับเลือกศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคแทน!
นี่คืองานหลักรายได้ต่ำ
เสี้ยวรุ่นฟางและเติ้งเกาหย่วนมองฉินหย่งอี้ ค่อนข้างฉงน แต่ทั้งสองนึกชื่นชมอยู่ในใจ!
“ถ้าเอาแบบนี้จริงๆ ละก็…รบกวนผู้อำนวยการฉินด้วยนะ!”
ฉินหย่งอี้เอ่ยด้วยรอยยิ้ม “เป็นเรื่องที่ผมควรทำอยู่แล้วครับ”
….
ช่วงขากลับของเฉินชาง ฉินหย่งอี้เป็นคนขับรถมาส่ง
ระหว่างเดินทาง ทั้งสองคุยกันไปด้วย
เฉินชางถามอย่างค่อนข้างฉงน “อาสาม ทำไมอาเลือกศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคล่ะครับ”
ฉินหย่งอี้เอ่ยยิ้มๆ “ถ้าพวกเราไปที่ตงหยางกันหมดจะไม่เป็นผลดีกับความก้าวหน้าของคุณ อีกอย่าง…ไม่มีใครอยากเห็นพวกเราทั้งบ้านอยู่ตงหยางกันหมด พอผ่านไปนานวันเข้า จะกลายเป็นงานที่น่าหงุดหงิดแทน”
“ตอนนี้ประเทศชาติค่อนข้างให้ความสำคัญกับงานควบคุมและป้องกันโรค ฉันว่าด้านนี้โอเคเลย อีกอย่าง…ฉันคิดว่าฉันเป็นคนทำงานเอาจริงเอาจังคนหนึ่ง ฉันอยากจะสร้างความแตกต่างบนเวทีนี้”
หลังจากเฉินชางบอกลาฉินหย่งอี้ กว่าจะกลับมาถึงแผนกก็บ่ายสองกว่าๆ แล้ว
เวลานี้ทุกคนยังพักกลางวันอยู่
แต่เฉินชางเพิ่งจะมาถึงฝั่งห้องเวรก็ได้ยินเสียงเอะอะแว่วมา!
ใครทะเลาะกันอยู่น่ะ
เสียงทะเลาะในแผนกฉุกเฉินไม่ใช่เรื่องแปลก บางครั้งก็ทะเลาะกันอย่างเป็นเอาตาย
แต่นี่ไม่นับเป็นเรื่องใหญ่อะไร
อย่างไรก็ตาม…
ขณะที่เฉินชางกำลังจะเดินผ่านไปยังห้องเวร จู่ๆ ก็สังเกตเห็นความผิดปกติ
นี่ไม่ใช่การโวยวายของคนไข้ แต่เป็น…ผู้อำนวยการเฉียวเฉิงอันงั้นเหรอ
เหล่าหม่าเห็นเฉินชางเข้ามาก็รีบขวางไว้ กระซิบบอก “อย่าเข้าไปนะ!”
เฉินชางอดถามไม่ได้ “ทำไมล่ะครับ เกิดอะไรขึ้น”
เหล่าหม่ากระซิบ “ทะเลาะเรื่องหย่าน่ะสิ!”
เฉินชางกลอกตาทีหนึ่ง “ทะเลาะกันมาหนึ่งเดือนแล้วไม่ใช่เหรอ ยังไม่หย่าอีกเหรอครับ”
เหล่าหม่าพยักหน้า “อืม ก็ใช่น่ะสิ! เหล่าเฉียวนิสัยดีเกินไป ถ้าเป็นฉันคงหย่าไปนานแล้ว!”
อู๋ฮุยที่อยู่ข้างๆ อดพูดไม่ได้ “เป็นสามีภรรยาหนึ่งวันผูกพันกันไปร้อยวัน แต่งงานกันมาหลายปีขนาดนี้ก็ต้องมีเยื่อใยสิครับ”
เสียงผู้หญิงดังขึ้นมา!
“คุณมีชู้ใช่ไหม เฉียวเฉิงอัน คุณอย่านึกว่าฉันไม่รู้นะ!”
“เอาแต่ทำตัวลับๆ ล่อๆ ทุกวัน ดึกดื่นไม่ยอมกลับบ้านอยู่บ่อยๆ คุณทำอะไรคิดว่าฉันไม่รู้หรือไง”
ถ้าผู้อำนวยการเฉียวไม่ได้ยินก็แล้วไปเถอะ แต่พอได้ยินคำว่ามีชู้ก็หัวร้อนขึ้นมา “ผมมีชู้งั้นเหรอ”
“ฮึ่ม! แล้วคุณดีนักเหรอกัวเป่าเย่! คุณคิดจริงๆ เหรอว่าผมไม่รู้เรื่องเน่าๆ ของคุณหรือไง งั้นผมขอถามคุณหน่อยเถอะ มีพัสดุจากมิสเตอร์จางอะไรสักอย่างมาส่งบ่อยๆ! เขาเป็นใคร ทำไมต้องส่งของขวัญให้คุณบ่อยๆ!”
“ยังมีอีก คุณใช้เวลาในห้องน้ำเกินครึ่งชั่วโมง แถมยังคุยโทรศัพท์แบบมีลับลมคมนัยทุกครั้ง!”
ทั้งสองเถียงกันดุเดือดขึ้นเรื่อยๆ!
เหล่าหม่ารีบลากทั้งสองคนเข้ามาที่ห้องทำงาน “รีบเข้ามาเร็ว พวกเขากำลังจะออกมาแล้ว!”
ตอนที่ 1610 สายโทรออกพิศวง
เป็นอย่างที่คาดการณ์ไว้!
เกิดเสียงดังแกรกๆ ประตูเปิดออกแล้ว!
จากนั้น ผู้หญิงคนหนึ่งที่แต่งตัวค่อนข้าง…ซับซ้อนก็เดินออกมาจากห้องทำงานอย่างฉุนเฉียว
การแต่งตัวของผู้หญิงคนนี้จะว่าอย่างไรดีล่ะ
เป็นสไตล์วัยรุ่นนิดหน่อย เมคอัพก็เป็นสไตล์เดียวกัน ดังนั้นจึงทำให้คนรู้สึกว่าค่อนข้างแปลก
แต่ว่า ผู้หญิงคนนั้นดูค่อนข้างอ้วนอย่างเห็นได้ชัด รูปร่างของเธอให้ความรู้สึกเหมือนลูกข่างอันหนึ่ง
ใช่แล้ว!
ถ้าอธิบายด้วยศัพท์วิชาการก็คืออ้วนลงพุง!
หรือจะบอกว่าอ้วนพุงป่องก็ได้
ลักษณะทั่วไปของภาวะอ้วนแบบนี้ก็คือมีไขมันสะสมอยู่ตรงหัวใจและช่วงกลางหน้าท้อง ที่สำคัญคือชั้นหน้าท้องหนามาก รอบเอวกว้างกว่ารอบสะโพก!
อันที่จริง ภาวะอ้วนประเภทนี้มีอันตรายค่อนข้างสูง
โดยทั่วไปแล้ว ผู้ป่วยภาวะอ้วนลงพุงที่รอบเอวกว้างกว่ารอบสะโพกมีความเสี่ยงเกิดโรคแทรกซ้อนค่อนข้างสูง
แน่นอนว่าสาเหตุหลักคือมีความเสี่ยงเกิดโรคแทรกซ้อนต่างๆ อาทิ เส้นเลือดแข็งตัว โรคหลอดเลือดสมอง โรคความดันสูง โรคหัวใจขาดเลือดเฉียบพลัน โรคเบาหวาน ไขมันในเลือดสูงมากกว่าคนที่อยู่ในภาวะอ้วนแบบทั่วไปถึงสองสามเท่า!
ยิ่งชั้นเอวหนาเท่าไรก็ยิ่งมีความเสี่ยงสูง
ดังนั้น ต้องให้ความสนใจกับผู้ป่วยที่มีรูปร่างแบบนี้!
อีกอย่าง!
ผู้ป่วยโรคนี้ส่วนใหญ่เป็นหญิงวัยกลางคน
ทุกคนก็น่าจะพบเห็นกันอยู่ทั่วไป พบได้มากในผู้หญิงวัยประมาณสี่สิบกว่า ส่วนใหญ่พวกเธอจะเป็นแม่บ้านดูแลครอบครัว
ใช่แล้ว กัวเป่าเย่เองก็เป็นแบบนี้!
ดูเหมือนเธอจะไม่พอใจกับรูปร่างและอายุของตัวเอง จึงแต่งตัวค่อนข้างโอเวอร์
แต่ว่า…ยังคงสังเกตเห็นได้ชัดว่าบริเวณรอบริมฝีปากของผู้หญิงคนนั้นมีคราบหยา หรือก็คือหนวดเคราปรากฏอยู่รำไร!
ไม่ผิดแน่!
อีกอย่าง ดูเหมือนต่อมไร้ท่อจะค่อนข้างผิดปกติ บนหน้ามีสิวหนองประปราย ภายใต้ชุดเดรสที่หลวมโพรกที่ค่อนข้างผิดวัยไป มองเห็นลายเส้นสีม่วงจางๆ ดูเหมือนจะเป็นรอยแตกลาย
หลังจากได้เห็นฝ่ายหญิงชัดๆ แล้ว หมอและพยาบาลส่วนใหญ่ในห้องทำงานล้วนถอนหายใจ
ผู้อำนวยการเฉียวคนนี้หน้าตาภูมิฐาน ถึงแม้ปกติจะไม่ชอบแต่งตัวนัก แต่ตัวเขาในวัยสี่สิบดูสมาร์ทโดดเด่นมากยิ่งขึ้น มีเสน่ห์อยู่เล็กน้อย!
พอนำทั้งสองคนมาเทียบกันแล้ว ดูเหมือนทุกคนล้วนคิดไปตามสัญชาตญาณว่า บางทีความขัดแย้งที่เกิดขึ้นระหว่างสองสามีภรรยาอาจเป็นปัญหาจากฝั่งภรรยาก็ได้!
ถึงอย่างไรคุณก็อ้วนขนาดนี้ แถมยังน่าเกลียดขนาดนี้อีก...ผู้อำนวยการเฉียวเสียเปรียบแล้ว!
ต้องกล่าวเลยว่า มนุษย์เป็นสิ่งมีชีวิตที่ได้รับอิทธิพลจากการมองเห็น!
ยังคงให้ความสำคัญกับแนวคิดเรื่องงดงามและอัปลักษณ์เป็นหลัก
แต่แน่นอนว่าทุกคนไม่ได้พูดอะไรออกมา
หลังจากผู้หญิงคนนั้นเดินผ่านห้องทำงานไปก็ย้อนกลับมาอีกครั้ง เปิดประตูเดินเข้ามา
เหล่าหม่ามีสีหน้าตกใจในทันใด ลากอู๋ฮุยไปแสร้งว่าหารือเคสผู้ป่วยอยู่ กลับเป็นเฉินชางที่…ยืนกระอักกระอ่วนอยู่ที่เดิม
เขาจ้องมองผู้หญิงคนนั้น ทำตัวไม่ถูก ยิ้มอย่างกระอักกระอ่วน มือไม้เก้ๆ กังๆ “สวัสดีครับ…อาซ้อ!”
พอผู้หญิงคนนั้นได้ยินคำที่เฉินชางเรียกตนก็ขมวดคิ้วทันที “ใครเป็นอาซ้อของคุณกัน!”
เฉินชางยิ้มเจื่อน “สวัสดีครับพี่สาว”
ท่าทีของผู้หญิงคนนั้นถึงได้อ่อนลง มองเฉินชางครู่หนึ่ง
เฉินชางก็พินิจดูผู้หญิงคนนี้อย่างจริงจังเช่นกัน
จังหวะที่เฉินชางและผู้หญิงคนนี้สบตากัน เขารับรู้ถึงความน้อยเนื้อต่ำใจที่อยู่ในใจผู้หญิงคนนี้อย่างชัดเจน!
ถูกต้องแล้ว!
หลบเลี่ยงซ่อนตัว ไม่มั่นใจในตัวเอง
ดวงตาของหมอสื่อสารได้ เขาสังเกตเห็นปัญหามากมายที่คนอื่นไม่สังเกตเห็น!
ตอนนี้เอง ผู้หญิงคนนั้นเดินอ้อมเฉินชาง หยิบกระเป๋าถือของตัวเองขึ้นมา ถอนหายใจ เตรียมจากไป
จู่ๆ เฉินชางก็เรียกเธอไว้ “คือว่า คุณพี่ครับ ไหนๆ ก็มาโรงพยาบาลแล้ว วัดความดันหน่อยไหมครับ”
ผู้หญิงคนนั้นมองเฉินชาง ลังเลอยู่ครู่หนึ่ง “กะ…ก็ได้ รบกวนคุณด้วย!”
ท่าทีที่กัวเป่าเย่มีต่อเฉินชางทำให้ทุกคนตะลึงอย่างเห็นได้
เท่าที่เห็นก็ดูไม่เหมือนคนที่ชอบหาเรื่องเลยนี่
แต่ทำไมถึงบุกมาทะเลาะกับผู้อำนวยการเฉียวที่โรงพยาบาลล่ะ
หรือว่า…สาเหตุจะมาจากผู้อำนวยการเฉียวจริงๆ
พอคิดมาถึงตรงนี้ คนบางส่วนก็เริ่มคิดทบทวน…
ถึงอย่างไรทุกคนก็รู้สึกว่ารูปลักษณ์ของผู้หญิงคนนี้ไม่เหมาะสมกับผู้อำนวยการเฉียว ต่อให้ผู้อำนวยการเฉียวนอกลู่นอกทาง ทุกคนก็คงไม่ตำหนิผู้อำนวยการเฉียวละมั้ง
นี่อาจจะเป็นสิ่งที่เรียกกันว่าการลำเอียงจากมุมมองส่วนตัวสินะ
เวลานี้ ผู้หญิงคนนั้นนั่งลงไป ทุกคนมองเฉินชางอย่างค่อนข้างฉงน
ไม่รู้ว่าทำไมเฉินชางถึงอยากวัดความดันโลหิตให้ผู้หญิงคนนี้!
กลุ่มพยาบาลสาวก็พากันมองค้อน จ้องมองผู้หญิงคนนั้น
เฉียวเฉิงอันเดินเข้ามา พอเห็นฉากนี้ก็อดถอนหายใจไม่ได้
สามีภรรยาคู่หนึ่งกลับทะเลาะกันจนมาถึงขั้นนี้ เขาเองก็จนปัญญามากเช่นกัน
ภรรยาเพิ่งอายุสี่สิบต้นๆ แต่กลับรู้สึกเหมือนเข้าวัยทองอย่างกะทันหัน อารมณ์ค่อนข้างฉุนเฉียวขึ้นเรื่อยๆ ถึงขั้นที่ค่อนข้างอ่อนไหวด้วย
เรื่องพวกนี้เฉียวเฉิงอันรับได้ทุกอย่าง ถึงอย่างไรภรรยาก็ทุ่มเทเพื่อครอบครัวนี้ไปมากมาย
แต่ว่า เดี๋ยวนี้เฉียวเฉิงอันรู้สึกอยู่เสมอว่าภรรยาค่อนข้างแปลกไป เอาแต่เก็บตัว ดูเหมือนจะติดต่อกับใครอยู่ เวลาคุยโทรศัพท์ก็หัวเราะคิกคักเบิกบานมาก มีความสุขมาก!
พวกเขาสองคนก็นับว่าสร้างตัวมาด้วยกัน ตอนนี้ลูกกำลังจะสอบเข้ามหาลัย เฉียวเฉิงอันจึงไม่อยากจะแตกหัก
แต่ว่า ตอนนี้ภรรยากลับหนักข้อขึ้นเรื่อยๆ แล้ว
หลังจากผลความดันโลหิตออก เฉินชางขมวดคิ้วนิดๆ “ค่าความดันโลหิต 160/110 mmHg คุณพี่ครับ ความดันค่อนข้างสูง คุณกินยาอยู่หรือเปล่า”
พอเธอได้ฟังก็มีสีหน้าตกใจทันที “ฉันความดันสูงเหรอ เมื่อก่อนฉันความดันต่ำมาตลอดนะ!”
เฉียวเฉิงอันอดเดินเข้าไปกล่าวไม่ได้ว่า “ภาวะความดันต่ำของคุณเป็นเรื่องเมื่อสิบกว่าปีก่อนแล้ว เป็นเพราะภาวะโลหิตจางจากการคลอดลูก!”
ฝ่ายหญิงมองเฉียวเฉิงอันอย่างเงียบเชียบ
ตอนนี้เอง จู่ๆ เฉินชางก็พูดขึ้นมา “ผู้อำนวยการเฉียวครับ คุณพาอาซ้อ ไม่สิ คุณพาคุณพี่ไป…ทำ MRI กะโหลกศีรษะสักหน่อยไหมครับ”
เฉียวเฉิงอันได้ยินเฉินชางพูดแบบนี้ก็ตะลึงงันทันที
เขารีบเดินเข้ามาหา!
“ศาสตราจารย์เฉิน เกิดอะไรขึ้น คุณเจออะไรงั้นเหรอ”
กัวเป่าเย่หน้าตึงขึ้นมา “คุณไม่ต้องมายุ่งกับชีวิตฉันหรอก!”
“คุณไป…”
กัวเป่าเย่ก็ไม่อยากจะอารมณ์เสียกับเขาแล้ว หันไปเอ่ยกับเฉินชางว่า “คุณหมอ ฉันจะไปเองค่ะ ฉันเป็นอะไรเหรอคะ”
เฉินชางยิ้มน้อยๆ “ไม่เป็นอะไรหรอกครับ บางทีคุณอาจจะมีภาวะความดันสูงมานานแล้ว ผมห่วงว่าค่าเลือดคุณจะไม่ค่อยโอเค พวกเราอยู่ในโรงพยาบาลกันอยู่แล้ว สะดวกพอดี ถือโอกาสทำ MRI กะโหลกศีรษะได้”
พูดจบ เฉินชางหันไปส่งสายตาให้เสี่ยวเคอที่อยู่ด้านข้าง
“เสี่ยวเคอ พาคุณพี่ท่านนี้ไปทีสิ!”
“คุณพี่คะ คุณไปตรวจได้เลย ไม่ต้องลงทะเบียน พวกเราล้วนมีระบบ…”
พอเธอได้ยินก็รีบส่ายหน้า “ไม่เป็นไรค่ะ ตัวฉันก็ทำงานมีรายได้ ฉันไม่อยากพึ่งอานิสงส์จางเฉิงอัน!”
เฉียวเฉิงอันได้ยินภรรยาพูดแบบนี้ก็แค่นเสียงดังเฮอะ หันหลังเดินออกไป!
แต่เฉินชางกลับผงะเล็กน้อย
เขาได้ยินชัดว่าเธอไม่ได้พูดชื่อเฉียวเฉิงอัน แต่เป็นจางเฉิงอัน หรือจะมีเรื่องอะไรกันอยู่
เวลานี้ เสี่ยวเคอพาผู้หญิงคนนั้นออกจากห้องทำงานแล้ว
เฉินชางมองสถานการณ์ เลือกตามไปด้วย
ระหว่างที่กัวเป่าเย่เดินๆ อยู่ก็หยิบมือถือขึ้นมา กดโทรออก หลังจากนั้นก็เริ่มกระซิบบ่นตัดพ้อ
น้ำเสียงค่อนข้างหวานเลี่ยน
เสี่ยวเคอเห็นเหตุการณ์ก็ย่นจมูกทันที
มีแค่เฉินชางที่ตกอยู่ในภวังค์ความคิด
เนื่องจาก...
สายตาอันยอดเยี่ยมของเขามองเห็นว่ามือถือของกัวเป่าเย่ไม่มีสายโทรออก!