เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา - ตอนที่ 170 วิชายุทธ์สามารถไปถึงระดับนี้ได้จริงหรือ
- Home
- เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา
- ตอนที่ 170 วิชายุทธ์สามารถไปถึงระดับนี้ได้จริงหรือ
ตอนที่ 170 วิชายุทธ์สามารถไปถึงระดับนี้ได้จริงหรือ
เสียงของเจ้ายุทธ์ไร้จำกัดทะลวงผ่านอากาศมาจากระยะไกลและเข้ามาในหูของเจียงฉางเซิง เจียงฉางเซิงกำลังเพลิดเพลินกับการต่อสู้ของเยี่ยสวินตี๋และผู้เฒ่าชุดคลุมเทา ดูไปแล้วเยี่ยสวินตี๋ก็แข็งแกร่งจริงๆ เพียงแต่ไม่อาจแสดงอานุภาพที่แข็งแกร่งของตนออกมาต่อหน้าเขาเท่านั้น เขาปรายตาไปยังเจ้ายุทธ์ไร้จำกัดที่อยู่ไกลออกไปและพยักหน้าน้อยๆ เขาทะทำท่าทีเช่นนี้ทำให้เจ้ายุทธ์ไร้จำกัดต้องขมวดคิ้ว คนไม่รู้ยังจะนึกว่าพวกเขากำลังมาชมเรื่องสนุก เป็นคนคุ้นเคยที่บังเอิญมาพบหน้าและต่างทักทายกันและกัน
แววตาของเจ้ายุทธ์ไร้จำกัดเป็นประกายแฝงมาด้วยจิตสังหาร เขาพูดเสียงดังว่า “มรรคาจารย์ หากไปจากต้าจิ่ง วันนี้จะไว้ชีวิตเจ้า” เหล่าชาวยุทธ์ที่อยู่ข้างหลังเขาพากันมองไปทางเจียงฉางเซิงด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความหวาดกลัว แม้มองพลังยุทธ์ของเจียงฉางเซิงไม่ออก แต่ประวัติการต่อสู้ของมรรคาจารย์แพร่สะพัดไปทั่วมหาสมุทรแล้ว พวกเขาไม่มีใครกล้าปรามาส โดยเฉพาะที่ก่อนหน้านี้เจ้ายุทธ์ไร้จำกัดยังเคยบอกไว้ว่ามรรคาจารย์อยู่ในขั้นถ้ำสวรรค์สี่! การต่อสู้ดุเดือดจะต้องมาถึงเป็นแน่!
เจียงฉางเซิงตอบว่า “ขออภัย ข้าไม่ต้องการจากไป และเจ้าก็ไม่อาจสังหารข้าได้” เยี่ยสวินตี๋ที่กำลังต่อสู้อยู่ได้ยินเสียงของมรรคาจารย์ ความมุ่งมั่นในการต่อสู้ก็ยิ่งแข็งกล้าขึ้น การพ่ายแพ้ต่อมรรคาจารย์ เขายอมรับแล้ว แต่เมื่อต้องเผชิญหน้ากับขั้นถ้ำสวรรค์สามธรรมดาๆ ผู้หนึ่งเขาจะพ่ายแพ้ได้อย่างไร
ฮ่า! ลมปราณของเยี่ยสวินตี๋ระเบิดออกบีบให้ผู้เฒ่าชุดคลุมเทาต้องถอยออกไป ก่อนพุ่งขึ้นไปบนฟ้าและโอบเป็นวงโค้งที่สมบูรณ์แบบอยู่บนท้องฟ้าระหว่างเจียงฉางเซิงกับเจ้ายุทธ์ไร้จำกัด จากนั้นพุ่งตัวลงพื้นอย่างรวดเร็ว ลมปราณช่วยส่งแรงเพิ่มความเร็ว เท้าขวาเป็นเช่นคมดาบที่กลายเป็นแสงสีขาวเส้นหนึ่งพุ่งลงมาสู่เบื้องล่าง
ผู้เฒ่าชุดคลุมเทาใช้ฝ่ามือทั้งสองวาดเป็นวงกลมแล้วผลักขึ้นข้างบน ลมปราณมหาศาลผนึกร่างเป็นหัวมังกรคะนองน้ำตัวมหึมา อ้าปากเช่นอ่างโลหิตยักษ์หมายจะกลืนเยี่ยสวินตี๋ลงไป วิชายุทธ์ของทั้งสองฝ่ายปะทะกัน ลมปราณปะทุระเบิดทำให้เกิดแรงปะทะน่าสะพรึงขยายกวาดออกไปบนพื้นดิน คนทั้งสองต่างถูกกระแทกจนถอยออกมา เยี่ยสวินตี๋หยัดร่างให้มั่นคง มีรอยเลือดไหลออกจากมุมปาก เขาเอามือเช็ดไปส่งเดชและกลืนเลือดในลำคอลงท้องไป ก่อนพุ่งเข้าใส่ผู้เฒ่าชุดคลุมเทาอีกครั้ง
ตอนนี้เองเจ้ายุทธ์ไร้จำกัดจึงนำผู้แข็งแกร่งขั้นถ้ำสวรรค์สามทั้งสองคนเข้ามาหาเจียงฉางเซิง คนทั้งสามระเบิดพลังขึ้นพร้อมกัน ทรงอำนาจเหนือฟ้าดิน แม้แต่ฝ่ายเยี่ยสวินตี๋ก็ยังต้องเหลือบไปมองดู ทรง… พลังยิ่งนัก! เยี่ยสวินตี๋มองเจ้ายุทธ์ไร้จำกัดด้วยความหวาดกลัว คนผู้นี้ต้องไม่ใช่แค่ขั้นถ้ำสวรรค์สามเป็นแน่ หรือเขาจะไปถึงขั้นถ้ำสวรรค์สี่แล้ว เยี่ยสวินตี๋เริ่มตระหนกลนลาน เขาคิดว่าเจียงฉางเซิงต้องเป็นขั้นถ้ำสวรรค์สี่เรื่อยมา หากศัตรูก็เป็นขั้นถ้ำสวรรค์สี่เช่นกัน เช่นนั้นศึกครั้งนี้ก็ไม่อาจชนะได้เต็มร้อย แม้เขาจะตกใจก็ไม่ได้หยุดมือ ยังคงสู้กับผู้เฒ่าชุดคลุมเทาต่อไปอย่างสุดชีวิต
“เยี่ยสวินตี๋ ถอยออกมาเถิด” เสียงของเจียงฉางเซิงดังมา เยี่ยสวินตี๋ตกใจจนหยุดชะงักไป เขายังไม่ทันตั้งตัวได้ พละกำลังไร้รูปร่างที่ยากจะต้านทานได้ก็ดึงตัวเขาออกมา พอก้มหน้าลงมองก็เห็นว่ามีเส้นไหมสีม่วงเส้นหนึ่งพันรอบเอวเขาและดึงเขาเข้ามาข้างๆ ตัวเจียงฉางเซิง “อะไรนี่” เยี่ยสวินตี๋ตะลึงตาโตมองแพรพันธนาการเทพที่เอวของเจียงฉางเซิงอย่างไม่อยากเชื่อ ก่อนนี้เขาไม่เข้าใจว่าบุรุษตัวโตๆ คนหนึ่งต้องห้อยเส้นไหมสีม่วงเอาไว้ทำสิ่งใด
พวกของเจ้ายุทธ์ไร้จำกัดทั้งสามคนเห็นชัดเจนนักว่าเมื่อครู่นี้เส้นไหมสีม่วงนั้นยื่นยาวออกมา… “เป็นไปได้อย่างไร!” “ข้าไม่ได้ตาลายใช่หรือไม่” “ต้องเป็นอาคมบังตาเป็นแน่!” “นั่นเป็นวิชายุทธ์? หรือเป็นวิชาปีศาจ?” เหล่าชาวยุทธ์บนหัวมัจฉาปักษาล้วนอุทานตกใจติดๆ กัน พวกเขาเคยเห็นศาสตราเทวะมาก่อน แต่ไม่เคยเห็นศาสตราเทวะชนิดนี้
เจียงฉางเซิงมองเจ้ายุทธ์ไร้จำกัดแล้วกล่าวว่า “พวกเจ้าเข้ามาพร้อมกันเถิด หาไม่แล้วพวกเจ้าก็จะไม่มีโอกาสแล้ว” เสียงเขาสะท้อนไปทั่วฟ้าดิน น้ำเสียงผ่อนคลายกระทั่งเย้ยหยันเล็กน้อยด้วย แต่กลับทำให้พันธมิตรสมุทรไร้จำกัดรู้สึกกดดันอย่างใหญ่หลวง ผู้เฒ่าชุดคลุมเทาขยับมาอยู่ข้างกายเจ้ายุทธ์ไร้จำกัด พลางมองเจียงฉางเซิงอย่างระแวดระวัง “มรรคาจารย์เจ้าอย่าได้พูดเกินจริงเกินไปนัก พวกข้าสี่คนร่วมมือกัน เจ้ายังไม่สะทกสะท้านอีกหรือ”
เจ้ายุทธ์ไร้จำกัดเอ่ยทั้งขมวดคิ้ว เขาสะกดเพลิงโทสะเอาไว้เต็มกำลัง เพราะรู้สึกว่าอีกฝ่ายกำลังปั่นหัวและเย้ยหยันเขา เจียงฉางเซิงโค้งมุมปากขึ้นกล่าวว่า “เยี่ยสวินตี๋ จงดูให้ดี นี่ต่างหากคือพลังยุทธ์ที่เจ้าควรไขว่คว้าในชีวิตนี้” ได้ยินเช่นนั้น เยี่ยสวินตี๋ก็มีสีหน้าจริงจังและเคร่งเครียดขึ้นมาทันใด มาแล้วหรือ ดัชนีปราณตระกูลเฉิน! ในเวลานี้เอง เจียงฉางเซิงจึงใช้วิชาทันใด ร่างกายใหญ่โตขึ้นอย่างรวดเร็ว เยี่ยสวินตี๋รู้สึกเพียงมีบางอย่างมาอยู่ใต้เท้า แต่จากนั้นเขาก็ต้องเบิกตากว้างพร้อมสีหน้าตื่นตกใจ อ้าปากค้างโดยไม่ทันรู้ตัว
เจ้ายุทธ์ไร้จำกัดและผู้แข็งแกร่งขั้นถ้ำสวรรค์สามต่างเบิกตากว้างพร้อมกับสั่นสะท้านไปทั้งตัว เหล่ายอดฝีมือแห่งพันธมิตรสมุทรไร้จำกัดที่อยู่ข้างหลังล้วนตกใจจนตะลึงค้างไปหมด สองเท้าของเจียงฉางเซิงลงถึงพื้นต่อหน้าต่อตาพวกเขา ทำให้พื้นดินสะเทือนรุนแรง ฝุ่นคลุ้งไปทั่ว ตัวเขาสูงขึ้นจนถึงพันจั้งเลยทีเดียว! แม้แต่เสื้อผ้าก็ยังขยายใหญ่ตามไปด้วย! อภินิหาร ทาบฟ้าเทียมพสุธา!
ตัวของเยี่ยสวินตี๋ที่ยืนบนไหล่ของเจียงฉางเซิงสั่นสะท้านอย่างหนัก เขาปากอ้าตาค้างมองใบหน้าด้านข้างของเจียงฉางเซิงอย่างไม่อาจสงบจิตใจได้ “ปีศาจ… ปีศาจ…” ผู้เฒ่าชุดคลุมเทาพูดด้วยเสียงสั่นเครือ ผู้แข็งแกร่งขั้นถ้ำสวรรค์สามผู้นี้ตกใจจนขวัญกระเจิงไปหมดแล้ว ผู้ฝึกยุทธ์จะแปลงกายให้ตัวใหญ่โตดังนี้ได้อย่างไร
มัจฉาปักษาเบิกตาปลาของมันจนโต จับจ้องเจียงฉางเซิงราวกับมีศัตรูตัวฉกาจมาเยือน เจียงฉางเซิงในเวลานี้ดูไปแล้วยังตัวใหญ่กว่ามันเสียอีก มันตัวยาวพันจั้ง แต่เจียงฉางเซิงกลับสูงพันจั้ง! เจียงฉางเซิงยกฝ่ามือขวาขึ้นช้าๆ แววตาพลันเปลี่ยนเป็นเย็นเยียบเหลือประมาณ เขาเอ่ยปากช้าๆ ว่า “ก่อนเจ้าลงไปปรโลก ชาติหน้าก็จงจำให้มั่นว่า คนธรรมดาสามัญจะมาหาความต้าจิ่งไม่ได้”
“ลงมือ!” เจ้ายุทธ์ไร้จำกัดแผดเสียงด้วยโทสะ ผู้แข็งแกร่งขั้นถ้ำสวรรค์ทั้งสี่คนพากันผนึกลมปราณ เจียงฉางเซิงซัดฝ่ามือหนึ่งออกไป แสงสีม่วงส่องประกายไปทั่วฟ้าดิน และส่องไปยังสีหน้าตื่นตะลึงของเยี่ยสวินตี๋จนดูแปรปรวนไปหมด โครมคราม… ทันทีที่เจียงฉางเซิงผนึกฝ่ามือออกไป ฟ้าดินสั่นสะเทือนรุนแรง มีลมโหมพัดลงมาจากฟ้า เยี่ยสวินตี๋ถูกกดจนต้องลงไปคุกเข่าข้างหนึ่ง มัจฉาปักษาถูกกดจนร่วงลงสู่เบื้องล่าง
พวกเจ้ายุทธ์ไร้จำกัดทั้งสี่คนเงยหน้าขึ้นมอง พวกเขาพลันเห็นภาพที่ทำให้ต้องสะท้านใจ และสิ่งที่ทำให้สิ้นหวังเป็นที่สุดก็คือพวกเขาพบว่าตนเองไม่อาจขยับตัวได้ เจ้ายุทธ์ไร้จำกัดเองก็ยังไม่อาจขยับตัวได้เช่นกัน ทะเลเมฆโอบรอบฝ่ามือสีม่วงขนาดมหึมาหาใดเปรียบที่ร่วงลงมาจากท้องฟ้า ราวกับฝ่ามือที่เทพเซียนซัดออกมาปิดฟ้าบังตะวัน ทำให้สรรพชีวิตในหล้ารู้สึกว่าตนช่างเล็กกระจิริด ชั่วขณะนี้ แม้แต่ชาวบ้านในรัฐชื่อและรัฐที่อยู่โดยรอบก็ยังมองเห็นภาพนี้ด้วย
พวกเขามองเห็นเงาฝ่ามือสีม่วงขนาดมหึมาที่สะดุดตายิ่งนักฝ่ามือหนึ่งปรากฏขึ้นที่ขอบฟ้าและกดลงมา ผืนปฐพีถูกโจมตีด้วยแสงเรืองรองสีม่วงและลมสลาตันครอบฟ้าคลุมดินที่ราวกับจะล้างโลก แผ่นดินไหวรุนแรงสะเทือนไปนับหมื่นลี้ แผ่นดินภูผาสั่นคลอน มืดฟ้ามัวดิน! เยี่ยสวินตี๋ที่ยืนอยู่บนไหล่ของเจียงฉางเซิง มองเงาฝ่ามือยักษ์กดทับพวกเจ้ายุทธ์ไร้จำกัดทั้งสี่คนจนหัวใจเต้นรัว “วิชายุทธ์นี้…”
เยี่ยสวินตี๋ยอมสยบแล้ว พลันคุกเข่าลงบนไหล่ของเจียงฉางเซิง เหม่อมองไปเบื้องหน้า พื้นที่ในรัศมีสิบลี้นี้ถูกกระแทกจนเป็นหลุมขนาดใหญ่ ป่าเขาในระยะหลายสิบลี้โค่นล้มลง ก่อนหน้านี้เจียงฉางเซิงสำรวจมาแล้วว่าในแถบใกล้เคียงไม่มีคนอยู่จึงไม่ต้องกลัวว่าจะพลั้งมือทำร้ายใคร เมื่อฝ่ามือสีม่วงหายวับไป ฝุ่นดินบนผืนโลกพลันลอยสูงขึ้น ประหนึ่งภาพแห่งวันสิ้นโลก
มัจฉาปักษานอนอยู่ในหลุมใหญ่นั้นไม่ขยับเขยื้อน ผู้ฝึกยุทธ์ทั้งหมดที่อยู่บนหัวมันกลายเป็นธารเลือดนอง พวกเจ้ายุทธ์ไร้จำกัดทั้งสี่คนก็นอนคว่ำอยู่บนพื้น เลือดโชกตัว ตายจนไม่รู้ว่าจะตายอย่างไรได้อีก หนึ่งฝ่ามือยุติศึก! เยี่ยสวินตี๋กลืนน้ำลายเอือกๆ ทันใดนั้นเขาก็รู้สึกโชคดีเหลือประมาณที่ตนเองสามารถรอดชีวิตจากน้ำมือของมรรคาจารย์มาได้! เจียงฉางเซิงคลายอภินิหารและกลับมามีร่างกายเป็นปกติอย่างรวดเร็ว เขาเร่งเหินลงสู่เบื้องล่างไปตรงเบื้องหน้าของเจ้ายุทธ์ไร้จำกัด เยี่ยสวินตี๋ลงมาตามเขา
จากนั้นเขาก็เห็นเจียงฉางเซิงเอื้อมมือออกไป มีแสงสีเขียวครามลอยลงมาจากฝ่ามือและส่องไปบนตัวของเจ้ายุทธ์ไร้จำกัด ฟื้นตายกลับเป็น! เยี่ยสวินตี๋เหมือนจะคิดอะไรบางอย่างออก สีหน้าซับซ้อนขึ้นมา นิ้วของเจ้ายุทธ์ไร้จำกัดเริ่มขยับ เจียงฉางเซิงย่อตัวลง ยกมือขึ้นไปจับผมที่โชกไปด้วยเลือดสดของอีกฝ่ายเพื่อยกศีรษะของเขาขึ้นมา ก่อนใช้เนตรเทวะลวงตาทำให้ม่านตาของเจ้ายุทธ์ไร้จำกัดกลายเป็นสีทอง แววตากลายเป็นเหม่อลอย เยี่ยสวินตี๋ยืนอยู่ข้างหลังเจียงฉางเซิงจึงมองไม่เห็นความผิดปกติในดวงตาของเจียงฉางเซิง ส่วนม่านตาของเจ้ายุทธ์ไร้จำกัดที่เปลี่ยนไปนั้นเขาก็ไม่ได้คิดมากแต่อย่างใด
เจียงฉางเซิงเริ่มถาม สัญญาณชีวิตของเจ้ายุทธ์ไร้จำกัดฟื้นคืนมาเรื่อยๆ และตอบไปตามจริง เสียงค่อยๆ กลับมามีกำลังดังเดิม “เหตุใดต้องเอามุกชุมปีศาจมาให้จงได้”
“ราชวงศ์ศักดิ์สิทธิ์กำลังจะล่มสลาย มหันตภัยจากเผ่าปีศาจกำลังจะเข้ากวาดล้างแดนมนุษย์ การได้มาซึ่งมุกชุมปีศาจจะช่วยคุ้มครองพันธมิตรสมุทรไร้จำกัดได้”
“เช่นนั้นเหตุใดต้องช่วยอาณาจักรตงไห่”
“ช่วยอาณาจักรตงไห่หมายช่วงชิงใต้หล้า พันธมิตรสมุทรไร้จำกัดจะเปิดชีพจรมังกรทั้งเก้าเส้นออกและชุบชีวิตปีศาจในตำนานให้ฟื้นคืนได้ จากนั้นก็จะใช้มุกชุมปีศาจปราบพวกมัน”
“ปีศาจในตำนานคือสิ่งใด”
“ข้าเองก็ไม่แน่ใจ ได้ยินว่าชีพจรมังกรก็คือวิชาลับปิดผนึกชนิดหนึ่ง ที่ที่มีชีพจรมังกรจะต้องมีปีศาจถูกผนึกเอาไว้…” เจียงฉางเซิงสอบถามต่อและเจ้ายุทธ์ไร้จำกัดก็ตอบไปด้วยอาการเหม่อลอย เยี่ยสวินตี๋ไม่มีเวลามาตื่นตกใจกับการลงมือของเจียงฉางเซิง เพราะเขาต้องตกใจหนักกับคำพูดของเจ้ายุทธ์ไร้จำกัด เบื้องล่างของชีพจรมังกรมีปีศาจอยู่? เป็นปีศาจใดจึงต้องใช้พื้นทวีปขนาดใหญ่กดทับเอาไว้ เขาไม่อาจจินตนาการได้เลย
จากนั้นเจียงฉางเซิงก็รู้ว่าพันธมิตรสมุทรไร้จำกัดเคลื่อนกำลังทั้งหมดออกมาแล้ว แม้พวกเขาจะพ่ายแพ้ แต่ฮ่องเต้ซุนเทียนกับเหล่ายอดฝีมือต้าจิ่งก็ล้วนจะต้องตายอย่างอนาถ เมื่อต้าจิ่งย่อยยับสาหัสแล้ว เขาผู้ซึ่งเป็นมรรคาจารย์ก็อาจจะจากไป วันหน้าค่อยคิดหาวิธีมาชิงครองชีพจรมังกร น่าขันเสียจริง เจียงฉางเซิงได้ที่อยู่ฐานที่มั่นใหญ่ของพันธมิตรสมุทรไร้จำกัดและวิชายุทธ์ชนิดต่างๆ จากในสมองของอีกฝ่าย ผ่านไปพักหนึ่งเขาจึงคลายเนตรเทวะลวงตา ก่อนยกมือขึ้นใช้ดัชนีปราณตระกูลเฉินปลิดชีพเจ้ายุทธ์ไร้จำกัดอีกครั้ง เขายังไม่ได้จากไปที่ใด หากแต่หยิบเอาเกาทัณฑ์เทพยิงตะวันออกมา
เยี่ยสวินตี๋ได้เห็นเกาทัณฑ์เทพยิงตะวันเป็นครั้งแรกก็แอบคิดในใจว่าช่างเป็นเกาทัณฑ์ขนาดใหญ่ที่สง่างามจริงๆ! เจียงฉางเซิงน้าวคันธนูต่อหน้าเขา และยิงลูกธนูไปยังทิศทางที่ต่างกัน ลำแสงแรงกล้าหลายสายถูกยิงออกไป สะเทือนเลื่อนลั่นจนหูแทบหนวก เสียงและอานุภาพของลำแสงช่างยิ่งใหญ่นัก ก่อนหายวับไปที่สุดปลายฟ้าอย่างรวดเร็ว
“นี่เป็นวิชาเกาทัณฑ์ใดหรือขอรับ” เยี่ยสวินตี๋ต้องตกใจอีกครั้ง เขาเพิ่งเคยเห็นวิชาเกาทัณฑ์ที่น่ากลัวเช่นนี้เป็นครั้งแรก ที่แท้แล้วมรรคาจารย์มียอดเคล็ดวิชาที่น่ากลัวเช่นนี้อีกเท่าใดกันแน่ เจียงฉางเซิงเก็บเกาทัณฑ์เทพยิงตะวันใส่แหวนมหาวิญญาณ ยิ้มมองเยี่ยสวินตี๋และบอกว่า “สิ่งที่ได้ยินในวันนี้จงรู้แค่เจ้ารู้ข้ารู้ แต่อย่าให้มีคนที่สามล่วงรู้อีก รวมทั้งไปฉีและหยางโจวด้วย เข้าใจหรือไม่” เยี่ยสวินตี๋ได้ฟังก็รีบพยักหน้าหงึกๆ
เจียงฉางเซิงเดินไปยังมัจฉาปักษา และทิ้งคำพูดไว้ว่า “เอาศพพวกเขากลับไป” เยี่ยสวินตี๋ฝืนทนต่อความคลื่นไส้แบกศพเหล่าขั้นถ้ำสวรรค์ทั้งสี่คนไว้บนไหล่ก่อนเดินตามเจียงฉางเซิงไป
“มรรคาจารย์ ที่ท่านแปลงกายสูงหนึ่งพันจั้งเมื่อครู่นี้เป็นวิชายุทธ์จริงหรือขอรับ” “ใช่อยู่แล้ว เจ้าไม่เชื่อหรือ?” “ไม่ค่อยเชื่ออยู่หน่อยๆ ครับ ยิ่งไปกว่านั้น… มรรคาจารย์ วิชายุทธ์สามารถไปถึงระดับนี้ได้จริงหรือขอรับ” “มิใช่ว่าเจ้าได้เห็นแล้วหรือ” “ท่านเก่งกาจจริงๆ ยังมีวิชาฝ่ามือเมื่อครูนี้อีก ชื่อว่าอะไรขอรับ” “ฝ่ามือดาวม่วงขังเทวภูมิ” “ฝ่ามือดาวม่วงขังเทวภูมิ… ช่างเป็นชื่อที่ทรงอำนาจยิ่งนัก…”
เขาไม่ได้โง่ เห็นชัดอยู่วามรรคาจารย์ให้ความสำคัญกับเขา เริ่มจากไม่ได้สังหารเขา ต่อมาก็ให้เขาได้เห็นยอดเคล็ดวิชาหลากหลายชนิดและยังไม่อนุญาตให้เขาพูดออกไปด้วย เรื่องนี้หมายถึงสิ่งใด เยี่ยสวินตี๋ใจเต้นรัวขึ้นมา พลางมองแผ่นหลังของเจียงฉางเซิงด้วยแววตาที่เปี่ยมไปด้วยความพลุ่งพล่าน