เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา - ตอนที่ 195 สัตว์ประหลาดแห่งบรรพกาล มรรคาจารย์ผู้ทุ่มเทสุดกำลัง
- Home
- เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา
- ตอนที่ 195 สัตว์ประหลาดแห่งบรรพกาล มรรคาจารย์ผู้ทุ่มเทสุดกำลัง
ตอนที่ 195 สัตว์ประหลาดแห่งบรรพกาล มรรคาจารย์ผู้ทุ่มเทสุดกำลัง
หลินเฮาเทียนกระโดดขึ้นไปบนหลังเหยี่ยวอัสนีเวหา ขี่มันออกจากเกาะ แต่แล้วเขาก็ต้องหันกลับไปมองพร้อมกับเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึง เห็นเพียงสิ่งที่คล้ายปูแต่ก็คล้ายแมงมุมอันน่าสะพรึงกลัวโผล่ขึ้นมาจากใต้เกาะกลางทะเล มันแบกเกาะขึ้นมาจากทะเล แปดขาติดผิวทะเล เพียงแค่ส่วนที่โผล่ออกมานั้นก็ยาวกว่าร้อยจั้งแล้ว เขาเหลือบเห็นก้ามมหึมาเหล็กกล้าสองข้างซึ่งเหมือนภูเขาขนาดใหญ่ ยามสะท้อนแสงอาทิตย์ก็เห็นเงาวาววับของโลหะชัดเจนยิ่ง สายตาเขาจับจ้องไปที่ดวงตาของปูยักษ์ กลับพบว่าระหว่างดวงตาของมันมีใบหน้ามนุษย์ที่กำลังหลับใหลอยู่ น่าสะพรึงกลัวอย่างยิ่ง
เหยี่ยวอัสนีเวหาเองก็ตกใจกลัวจนร่างปีศาจสั่นสะท้าน ต่อหน้าปีศาจเหี้ยมโหดเช่นนี้ พวกเขาต่ำต้อยราวกับมดปลวก ปูยักษ์เริ่มเคลื่อนไหว หลินเฮาเทียนกัดฟันแล้วตามมันไป ครึ่งวันต่อมา ปูยักษ์จมหายไปในน้ำ ทิ้งเพียงเกาะลอยอยู่บนผิวน้ำ หลินเฮาเทียนรวบรวมความกล้าและลงมายังเกาะอีกครั้ง กลับเข้าไปในถ้ำเดิมที่เคยอยู่
“ไม่คิดเลยว่าใต้เกาะนี้จะมีสัตว์ประหลาดบรรพกาล เช่นนั้นเรายิ่งต้องอยู่ต่อเพื่อรับการสืบทอดให้ครบ” หลินเฮาเทียนพูดอย่างตื่นเต้น เหยี่ยวอัสนีเวหาพยักหน้าเห็นด้วย ในมหาสมุทร สิ่งมีชีวิตขนาดมหึมาทั้งหมดมักถูกเรียกว่าอสูรบรรพกาลหรือสัตว์ประหลาดบรรพกาล ดูเหมือนว่าขอแค่มีคำว่าบรรพกาลประกอบชื่อ สิ่งมีชีวิตใหญ่โตมโหฬารนั้นจึงจะทำให้คนยอมรับได้
มหาสมุทรไร้ขอบเขต คลื่นลมสาดซัด บนเรือลำใหญ่มหึมา กลุ่มผู้ฝึกยุทธ์ยืนอยู่บนดาดฟ้า มองออกไปยังเส้นขอบฟ้าที่เต็มไปด้วยหมอกหนา เห็นเงาร่างมหึมาซึ่งดูน่าสะพรึงกลัวอยู่ในหมอกนั้นรางๆ ผู้ฝึกยุทธ์หนุ่มคนหนึ่งหันไปมองผู้อาวุโสที่นั่งอยู่ริมเรือ พลางกล่าวว่า “หัวหน้า ยอมแพ้ดีหรือไม่ เดินหน้าต่อดูจะอันตรายมาก” คำพูดของเขาได้รับการสนับสนุนจากหลายคน
“ใช่แล้ว แม้แต่หมู่จอมยุทธ์ปราบปีศาจยังตายไปเกือบหมด อีกสองปีต้นสิ้นภพคงแข็งแกร่งยิ่งกว่าเดิมแน่นอน ภายใต้การล้อมของสัตว์ปีศาจมากมายแบบนี้ พวกเราไม่สามารถโค่นต้นสิ้นภพลงได้” “ตอนแรกข้าก็คิดว่าจะถือโอกาสล่าสัตว์ แต่ดูจากท่าทีนี้แล้ว คงยากเย็น” “โธ่เอ๋ย ข้างหน้ามีสัตว์ปีศาจกี่ตัวกันแน่ ปราณปีศาจพุ่งทะยานสู่ท้องฟ้า ตอนนี้ยังหันกลับทันนะ” “หัวหน้า ถือว่าช่างเถิดนะ”
เมื่อได้ยินคำพูดของพวกพ้อง ผู้อาวุโสจับจ้องไปข้างหน้าด้วยสีหน้าไร้อารมณ์ เขาเอ่ยเสียงแผ่วเบาว่า “เราไม่ลงมือ ราชอาณาจักรก็ไม่สะทกสะท้าน หากเป็นเช่นนี้ต่อไป ต้นสิ้นภพจะเติบโตไปถึงขั้นไหนกัน เมื่อถึงตอนนั้น พวกเราจะไปหลบอยู่ที่ใดได้” หญิงวัยกลางคนคนหนึ่งกล่าวขึ้น “โลกนี้กว้างใหญ่ จะหลบที่ไหนก็ได้ ขอเพียงอยากหลบ ก็อาจรอดไปตลอดชีวิต ไม่ต้องตายคาปากสัตว์ปีศาจ” คำพูดนี้ได้รับการเห็นพ้องจากหลายคน เพราะก่อนมาพวกเขาไม่คิดว่าจะมีสัตว์ปีศาจมารวมตัวกันมากมายขนาดนี้
ชายชราขมวดคิ้ว เขากำลังจะเอ่ยบางอย่าง ทันใดนั้น เสียงแหวกอากาศก็ดังมาจากเบื้องบน ทุกคนเงยหน้าขึ้นไปมอง เห็นเพียงแสงสีทองเส้นหนึ่งพุ่งผ่านหมอกหายไปอย่างไร้ร่องรอย เด็กหนุ่มถามด้วยความระมัดระวัง “เมื่อครูเป็นผู้ฝึกยุทธ์หรือไม่” คนอื่นต่างมองหน้ากันไปมา ไม่มีใครเห็นชัด เพราะแสงสีทองนั้นเร็วเกินไปจริงๆ ผู้อาวุโสลุกขึ้นยืน จ้องมองไปยังเบื้องหน้า ไม่รู้ว่ากำลังคิดอะไรอยู่
ในหมอกหนาเบื้องหน้า แสงสีทองพุ่งผ่านไป สร้างความแตกตื่นให้กับเหล่าสัตว์ปีศาจจำนวนมาก แต่ความเร็วของแสงสีทองนั้นสูงจนสัตว์ปีศาจส่วนใหญ่ไม่สามารถจับทิศทางได้ แสงสีทองพุ่งทะยานไปอย่างรวดเร็ว มุ่งหน้าสู่เกาะที่ซ่อนอยู่ในม่านหมอกหนา แสงสีทองหยุดลง เผยให้เห็นสตรีผู้หนึ่งในชุดเกราะทอง นางสวมหมวกรบสีทองประดับเศียรหงส์ ใบหน้างามสง่าเปี่ยมด้วยความองอาจ เกราะทองบนร่างทรงอานุภาพยิ่งนัก ในมือของนางถือทวนเงินยาวเกือบหนึ่งจั้ง บริเวณใต้หัวทวนแกะสลักเป็นรูปปากมังกร สมจริงราวกับมีชีวิต
สายตาของนางจับจ้องไปยังเงาของต้นไม้ยักษ์ที่ซ่อนอยู่ในม่านหมอก คิ้วเรียวงามขมวดแน่น พึมพำกับตนเอง “ปีศาจยักษ์เช่นนี้โผล่มาจากที่ใดกัน” นางยกทวนขึ้น แล้วเหวี่ยงออกไปเต็มกำลัง โครม! พลังอันน่าสะพรึงกลัวระเบิดออกจากทวนเงิน สะบัดม่านหมอกในรัศมีหลายร้อยลี้ให้สลายไป ก่อนจะปักลงบนลำต้นของต้นสิ้นภพอย่างหนักหน่วง ร่างมหึมาของมันสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง ใบไม้ร่วงหล่นโปรยปราย ชั่วพริบตานั้น เถาวัลย์นับไม่ถ้วนตวัดพุ่งเข้ามาหานาง หมายจะฟาดฟัน
ทว่าสตรีเกราะทองกลับมิได้ถอยหนีแต่ก้าวไปข้างหน้า ลมปราณพลุ่งพล่าน ก่อร่างเป็นพญาหงส์ปีกกว้างพันจั้ง เปลวไฟโชติช่วงขับไล่ความมืดมิดบนเกาะแห่งนี้ไป ความเร็วของนางฉับไวเกินคาดคะเน พุ่งชนเถาวัลย์ที่ถาโถมเข้ามาจนมอดไหม้เป็นจุณ จากนั้นพุ่งเข้าหาต้นสิ้นภพพร้อมเปลวเพลิงพญาหงส์ขนาดมหึมา เปรี้ยง… ต้นสิ้นภพสั่นสะเทือนรุนแรง ใบไม้มากมายถูกเผาไหม้จนเกิดเปลวเพลิงลุกลามไปทั่ว ร้อนแรงจนบิดเบือนอากาศโดยรอบ
สตรีเกราะทองอาศัยแรงส่งร่อนลงบนลำต้นหลักของต้นสิ้นภพ กระชากทวนเงินด้วยมือเดียว นางเงยหน้ามองขึ้นไป ก่อนจะพุ่งทะยานขึ้น ตรึงเท้ากับลำต้นราวกับเดินบนพื้นราบ หัวทวนลากผ่านเปลือกไม้สร้างเป็นรอยแยกยาว มวลของเหลวสีเขียวเข้มกระเซ็นออกมาเป็นน้ำพุ นางพุ่งทะยานขึ้นไปเรื่อยๆ ทันใดนั้น สายตาก็เหลือบไปเห็นใบหน้าขนาดมหึมาที่ดูชราโผล่ออกมาจากลำต้น ซ่อนตัวอยู่ใต้กิ่งไม้หนาทึบ ใบหน้าแก่ชรานั้นฉายแววเจ็บปวดอย่างชัดเจน
“ฮึ!” สตรีเกราะทองกระโดดทะยานขึ้น เกราะทองทั้งร่างลุกโชนด้วยเปลวเพลิงแดงฉาน นางแทงทวนออกไป ลมปราณแปรเปลี่ยนเป็นเพลิงสีชาด พุ่งทะยานเข้าหาใบหน้าของต้นสิ้นภพด้วยท่วงท่าเกรี้ยวกราด ทว่าในขณะเดียวกันนั้นเอง ดวงตาของใบหน้าตรงต้นสิ้นภพก็พลันเปิดออก เปล่งแสงสีเขียวสองสายออกมา สลายเปลวเพลิงของนางจนหมดสิ้น ร่างของต้นสิ้นภพสั่นสะท้าน เปลวไฟที่ลุกโชติช่วงทั่วฟ้าถูกขจัดไปในพริบตา กิ่งก้านที่ถูกเผาไหม้กลับแตกหน่อใหม่เติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว
ณ ที่ห่างออกไป กลางม่านหมอก มีเงาร่างหนึ่ง ค่อยๆ เดินลงมาจากเนินเขา ราวกับกำลังเดินเล่นสบายๆ บุรุษผู้นั้นก็คือเจียงฉางเซิงนั่นเอง แสงเทพสุดขอบตะวันลอยอยู่หลังศีรษะของเจียงฉางเซิง แสงสาดส่องแรงกล้าจนบดบังใบหน้าของเขา เขาสวมชุดคลุมขนนกเทพกิเลนที่ซ่อมแซมจนสมบูรณ์แล้ว บริเวณเอวห้อยน้ำเต้าทองม่วงและแพรพันธนาการเทพ อีกฝั่งสะพายกระบี่เคลื่อนตะวัน ส่วนในมือก็ถือเกาทัณฑ์เทพยิงตะวันไว้ คันธนูแผ่ประกายเจ็ดสีแพรวพราว ตัวเขาราวกับเทพเซียนจากสรวงสวรรค์ที่ก้าวย่างลงสู่โลกมนุษย์
นี่เป็นครั้งแรกที่เจียงฉางเซิงออกจากทวีปชีพจรมังกรมาไกลเพียงนี้ แอบรู้สึกตึงเครียด เขาจึงหยิบสมบัติล้ำค่ามากมายติดตัวไปด้วย เพื่อป้องกันเหตุไม่คาดฝัน ส่วนที่อารามมังกรผงาด เขาทิ้งร่างแยกร่างหนึ่งไว้คอยเฝ้ามิให้มีผู้ใดฉวยโอกาสโจมตีเมืองหลวง
“กล้าท้าทายปีศาจยักษ์ขั้นถ้ำสวรรค์แปด สตรีผู้นี้มิธรรมดาเลย” เจียงฉางเซิงทอดสายตามองไปไกล แอบทอดถอนใจ เกาะแห่งนี้กว้างใหญ่ ล้อมรอบด้วยขุนเขาน้อยใหญ่ เขายังอยู่ห่างจากต้นสิ้นภพถึงสองร้อยลี้ แต่ทันทีที่เขามาถึงก็พบว่ามีคนลงมือกับมันเสียก่อนแล้ว เนตรฟ้าดินไร้ขอบเขตของเขาสามารถสอดส่องการต่อสู้เบื้องหน้าได้ สตรีเกราะทองแข็งแกร่งจริงๆ หากว่ากันด้วยลมปราณ นางเหนือกว่าจอจี้ที่ตายด้วยน้ำมือของเขาเสียอีก อีกทั้งยังเชี่ยวชาญวิชายุทธ์เป็นอย่างยิ่ง ถึงกับทำให้ต้นสิ้นภพไม่อาจทำอันตรายนางได้เลย
“สตรีผู้นี้แข็งแกร่งเพียงใดกัน” [ต้องใช้แต้มเซ่นไหว้ 4,500,000 แต้ม ต้องการดำเนินการต่อหรือไม่] สี่ล้านห้าแสนแต้มเซ่นไหว้! ขั้นถ้ำสวรรค์หก!
เจียงฉางเซิงยังไม่ลงมือ เขารอให้อีกฝ่ายถอนตัวก่อน เขากังวลว่าหากร่วมมือกับสตรีเกราะทองจะทำให้รางวัลรอดชีวิตลดลง จึงเลือกที่จะรอให้นางละถอยก่อนแล้วค่อยออกโรงเอง ในขณะเดียวกัน ต้นสิ้นภพกลับเข้าสู่ความบ้าคลั่ง มันโกรธเกรี้ยวสุดขีด รากไม้ขนาดมหึมาจำนวนมากโผล่ขึ้นมาจากใต้ดิน แผ่นดินแตกร้าว ฝุ่นคลุ้งไปทั่ว รากไม้ขนาดใหญ่ราวกับมังกรพุ่งโจมตีสตรีเกราะทอง
สตรีเกราะทองตวัดทวนแทงออกไป ทว่าลมปราณเพลิงสีชาดกลับมิอาจแทงทะลุรากไม่ได้ นางตื่นตระหนก รีบหลบฉากออกไป ทว่าเพิ่งเคลื่อนตัวก็ถูกอีกหนึ่งรากฟาดเข้าเต็มแรงจนเสียสมดุล รากไม้และเถาวัลย์นับร้อยเส้นพุ่งโจมตีอย่างบ้าคลั่ง ลมพายุรุนแรงปั่นป่วนไปทั่วทั้งเกาะ ต้นไม้จำนวนมากถูกถอนรากปลิวกระจัดกระจาย ม่านหมอกบนเกาะถูกสลายไปทั้งหมด เผยให้เห็นเงาร่างของสัตว์ปีศาจขนาดใหญ่ พวกมันค่อยๆ โผล่ขึ้นจากท้องทะเล เริ่มเคลื่อนตัวมุ่งสู่เกาะ เงาร่างของสัตว์ปีศาจคลาคล่ำไปทั่วทุกสารทิศ ราวกับคลื่นมหาสมุทรที่กำลังจะถาโถมท่วมเกาะแห่งนี้
เจียงฉางเซิงยืนอยู่เบื้องหน้าก้อนหินมหึมา อาศัยมันบดบังร่าง ปกปิดลมหายใจให้เลือนราง เฝ้าสังเกตการณ์อย่างเงียบงัน สัตว์ปีศาจมากมายบินผ่านเหนือศีรษะเขาไป มิอาจสัมผัสถึงตัวตนของเขาได้เลย
โครม! เปลวเพลิงมหาศาลพุ่งทะลวงเผาผลาญรากไม้นับไม่ถ้วน สตรีเกราะทองฉวยโอกาสพุ่งออกมาอย่างรวดเร็ว นางหันกลับกลางอากาศ ชูทวนขึ้นสุดแขน แผดเสียงก้องกัมปนาท ปลายทวนฉีกกระชากท้องฟ้า เกิดแสงสีขาวเจิดจ้าพุ่งพรวดออกมา แรงกดดันมหาศาลปกคลุมทั่วทั้งฟ้าดิน ราวกับผ่ากลางฟ้าดินออกเป็นสองส่วน
พลันปรากฏร่างมากมายจากแสงสีขาวที่ตั้งตระหง่านกลางฟ้า ทั้งหมดล้วนเป็นเงาร่างของสตรีเกราะทอง ทุกคนถือทวนพุ่งโจมตีราวกับกองทัพทมิฬแผ่พลัง เกรี้ยวกราด หยุดยั้งมิได้ เจียงฉางเซิงถูกวิชายุทธ์นี้ดึงดูด เขาสัมผัสได้ว่าเงาร่างเหล่านั้นล้วนก่อเกิดจากลมปราณ แต่กลิ่นอายของพวกมันไม่ด้อยไปกว่าร่างจริงเลย อีกทั้งแต่ละร่างยังสามารถใช้วิชายุทธ์ได้ และยังเป็นวิชาที่แตกต่างกันอีกด้วย นี่คือวิชายุทธ์อันใด แข็งแกร่งถึงเพียงนี้
สตรีเกราะทองนับพันนับหมื่นรุมโจมตีต้นสิ้นภพ ลมปราณมหาศาลปั่นป่วนระเบิดขึ้นไม่หยุด ใบไม้ปลิวว่อนทั่วฟ้า ใบหน้าบนลำต้นของต้นสิ้นภพบิดเบี้ยวด้วยความเจ็บปวด มันกวัดแกว่งเถาวัลย์และรากไม้อย่างบ้าคลั่ง ดวงตาทั้งสองยังคงปล่อยแสงสีเขียวออกมา สังหารร่างเงาของสตรีเกราะทองทีละร่าง
บนกิ่งก้านของต้นสิ้นภพ เด็กสาวมนุษย์งูและเด็กชายมนุษย์งูกำลังเร่งเลื้อยคลานไปอย่างรวดเร็ว หลบหลีกลมปราณของสตรีเกราะทอง เบื้องหลังแสงสีขาว สตรีเกราะทองขมวดคิ้วแน่น พึมพำเสียงเบา “หรือว่าต้นไม้นี้จะบรรลุถึงขั้นถ้ำสวรรค์แปดแล้วหรือ”
ขณะนั้นเอง ใบหน้าของต้นสิ้นภพหันมาจ้องนาง สีหน้าของมันคล้ายกับกำลังสาปแช่งอยู่เงียบๆ สตรีเกราะทองเหมือนจะรู้สึกถึงบางสิ่ง นางหันไปมองโดยไม่รู้ตัว เห็นเพียงมิติทั่วทุกสารทิศกำลังบิดเบี้ยวอย่างรุนแรง ภูเขานับไม่ถ้วนหดตัวเข้าหานาง ราวกับว่าฟ้าดินทั้งหมดกำลังบีบอัดเข้าสู่ต้นสิ้นภพ ใบหน่างามของนางเปลี่ยนสีไปทันที หัวใจเต้นระรัวด้วยความตื่นตระหนก นางรีบหันตัวกลับ ยกทวนขึ้นหมายจะฝ่าออกไป ทว่าเมื่อปะทะเข้ากับภูเขาที่พุ่งเข้ามา กลับถูกสะท้อนกระเด็นกลับไป
เจียงฉางเซิงที่ยืนอยู่หน้าก้อนหินไกลๆ กำลังเฝ้ามองเหตุการณ์ทั้งหมดอย่างชัดเจน แท้จริงแล้ว มิใช่ว่าเกาะหดตัวลง แต่เป็นเพราะถ้ำสวรรค์ของต้นสิ้นภพหดตัวลง ต้นสิ้นภพถึงกับแผ่ภาพจำลองถ้ำสวรรค์ของมันมาปกคลุมทั้งเกาะ พอมองเผินๆ จึงคล้ายกับว่าเกาะกำลังหดตัว ภาพนี้ช่างน่าหวาดหวั่น ในสายตาของเจียงฉางเซิง ท้องฟ้าเบื้องหน้าต้นสิ้นภพปรากฏเป็นก้อนมิติขนาดมหึมา ภายในเต็มไปด้วยภาพภูเขาและทะเลสาบที่บิดเบี้ยวเลือนราง และมองเห็นว่ามีแสงสีทองเลือนรางกำลังกะพริบอยู่ตรงกลาง
เจียงฉางเซิงส่ายศีรษะเบาๆ เขารู้ว่าอีกฝ่ายจะแพ้แล้ว เหตุผลประการแรกคือระดับขั้นแตกต่างกันมากเกินไป ประการที่สองต้นสิ้นภพเจ้าเล่ห์เกินไป ไม่นึกว่าสัตว์ปีศาจก็สามารถฝึกภาพจำลองถ้ำสวรรค์ได้เช่นกัน เจียงฉางเซิงได้เปิดหูเปิดตาแล้ว ถึงแม้มัจฉาปักษา ลาวถัว และไท่ชุยจะมีพลังแข็งแกร่งขั้นถ้ำสวรรค์ แต่ที่พวกมันแข็งแกร่งเป็นเพราะร่างกาย พวกมันไม่ได้ฝึกฝนภาพจำลองถ้ำสวรรค์
ภายในถ้ำสวรรค์ที่กำลังหดตัว สตรีเกราะทองใช้ทวนยันแรงบีบอัดของอากาศโดยรอบ นางรู้สึกได้ว่านี่ไม่ใช่พื้นที่จริง แต่สร้างขึ้นมาจากพลังปีศาจของต้นสิ้นภพ มันกำลังพยายามบดขยี้นางให้แหลกเป็นชิ้นๆ “บัดซบ…” สตรีเกราะทองกัดฟันด่า นางไม่คาดคิดเลยว่าจะต้องพ่ายแพ้ที่นี่ บนลำคอขาวเนียนของนางพลันปรากฏลวดลายอักขระลึกลับ ขณะนั้นเอง แพรสีม่วงก็พุ่งทะลวงมิติถ้ำสวรรค์ พันเอวของนางไว้ แล้วกระชากนางออกไปอย่างแรง ฟ้าดินพลันกลับหัวกลับหาง นางรู้สึกมึนงงไปชั่วขณะ จนกระทั่งร่างร่วงลงแตะพื้น ทัศนียภาพรอบตัวจึงค่อยๆ กลับคืนสู่ปกติ สายตาของนางถูกร่างเงาหนึ่งที่อยู่ด้านข้างดึงดูด
“แม่นาง ปีศาจตนนี้เจ้าเอาไม่อยู่หรอก ยกให้ข้าดีกว่า”