เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา - ตอนที่ 197 สิบยอดกายเทพยุคโบราณ การแย่งชิงมรดกวิชา
- Home
- เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา
- ตอนที่ 197 สิบยอดกายเทพยุคโบราณ การแย่งชิงมรดกวิชา
ตอนที่ 197 สิบยอดกายเทพยุคโบราณ การแย่งชิงมรดกวิชา
“เจ้ารีบร้อนมากหรือ” เจียงฉางเซิงเหลตามองไปฉีแล้วเอ่ยถาม
ไปฉีรีบส่ายหัว “ไม่รีบ ท่านไม่ไปก็ไม่เป็นไร”
เจียงฉางเซิงไม่พูดต่ออีก เรื่องนี้ไม่มีอะไรน่าอวด การกำจัดขั้นถ้ำสวรรค์แปดดึงดูดความสนใจของผู้แข็งแกร่งมาได้ง่ายๆ แล้วอีกอย่างภัยครั้งนี้ก็ไม่กระทบถึงชาวบ้านจำนวนมาก เรื่องนี้ย่อมไม่ลอยไปถึงหูชาวบ้าน ดังนั้นจะพูดหรือไม่พูดก็ไม่เป็นไร
ขั้นถ้ำสวรรค์แปดเข้าใกล้ขั้นจอมราชันยุทธ์แล้ว หากเรื่องนี้ถูกเล่าลือออกไป ทางหนึ่งคืออาจไม่มีผู้ใดกล้ามาหาเรื่องเขาอีก ส่วนอีกทางหนึ่งก็อาจชักนำบุคคลที่แข็งแกร่งอย่างที่สุดมาหาเรื่องเขาแทน
เขาเริ่มฝึกวิชาจิตจำแลงเทพ วิชาจิตจำแลงเทพต้องถอดวิญญาณออกจากร่างก่อนจึงจะฝึกฝนได้ กระบวนการนี้สิ่งมีชีวิตธรรมดาและผู้มิได้ฝึกเซียนทั้งหลายยากจะมองเห็น ดังนั้นเขาจึงไม่กังวลมากเท่าใด
เพียงพริบตาเดียว เวลาหลายเดือนก็ผันผ่าน สิ้นปีมาเยือนแล้ว ในที่สุดเจียงฉางเซิงก็ฝึกวิชาจิตจำแลงเทพสำเร็จ แต่ตอนนี้เขาแบ่งร่างจิตจำแลงเทพได้เพียงหนึ่งร่างเท่านั้น
วิชาอภินิหารแต่ละอย่างล้วนต้องใช้เวลายาวนานในการศึกษาร่ำเรียน ยิ่งศึกษานาน พลังที่สำแดงออกมาได้ก็ยิ่งแข็งแกร่ง ระบบเพียงมอบวิธีฝึกให้เขาเท่านั้น หากไม่ทุ่มเทแรงกายแรงใจก็ไม่มีทางแตกฉานวิชาเหล่านั้นได้
ระหว่างกระบวนการฝึกวิชาจิตจำแลงเทพ เจียงฉางเซิงพบว่าดวงจิตของตนเองแข็งแกร่งขึ้นอย่างมาก นี่กลับเป็นเรื่องดี ดวงจิตกับดวงวิญญาณมีความเกี่ยวข้องกัน ยิ่งดวงจิตแข็งแกร่งก็ย่อมบ่งบอกว่าดวงวิญญาณของเขาแข็งแกร่งขึ้นด้วย
วันนี้ฮ่องเต้ซุนเทียนมาเยือน ยามนี้ปีใหม่ใกล้มาถึงแล้ว เขาจึงอาศัยค่ายกลเคลื่อนย้ายกลับมาที่เมืองหลวง แม้จะปล่อยให้รัชทายาทดูแลแคว้นอยู่ แต่เขาไม่เชื่อถือองค์รัชทายาทอย่างเต็มร้อย ไม่ว่าอย่างไรฮ่องเต้ก็คือเขา จะส่งต่อราชบัลลังก์ก็ต้องรอให้เขาใกล้ตายก่อนถึงจะได้
เฉินหลี่เดินทางมาพร้อมกับฮ่องเต้ซุนเทียนด้วย เฉินหลี่อายุเจ็ดสิบแปดปีแล้ว แต่ชาตินี้เขาฝึกวรยุทธ์จึงดูแล้วไม่แก่ชราขนาดนั้น ดูแล้วยังเหมือนอยู่ในวัยฉกรรจ์
นายเหนือหัวกับขุนนางสองคนนำสุราเลิศรสกับอาหารโอชามาด้วย พอเห็นหวงเทียนกับเฮยเทียนฉลาดเฉลียว ทั้งยังสื่อสารได้ พวกเขาก็แปลกใจมาก เฉินหลี่เล่าเรื่องใหญ่ที่เกิดขึ้นในระยะนี้ให้ฟังหลังจากฮ่องเต้ซุนเทียนแอบส่งสัญญาณให้
ราชอาณาจักรเฟิ่งเทียนไม่บุกโจมตีต้าจิ่งมานานมากแล้ว สงครามเพื่อปกป้องทวีปหนนี้ดูเหมือนว่าจะสิ้นสุดลงโดยต้าจิ่งกับต้าฉีได้รับชัยชนะ ต้าจิ่งไม่สะดวกใจจะโจมตีราชอาณาจักรเฟิ่งเทียนต่อ สาเหตุสำคัญก็คือมันไกลเกินไป แล้วยังต้องเดินทางข้ามแดนสมุทร หากบุกเข้าไปลึกจะอันตรายเกินไป
ตอนนี้ต้าจิ่งเพ่งความสนใจไปที่รัฐตงเป็นหลัก หูของเจียงฉางเซิงฟังอยู่ แต่จิตใจกลับจดจ่ออยู่กับสุราเลิศรส สุรานี้ผลิตที่รัฐตง ใช้บุปผากับผลไม้เฉพาะถิ่นของที่นั่นบ่มออกมา มันคือของบรรณาการที่ชนเผ่าในพื้นที่ส่งมาถวายเพื่อขอความสงบสุข
ความคิดของฮ่องเต้ซุนเทียนก็ไม่อยู่กับคำพูดของเฉินหลี่เช่นเดียวกัน เขาจ้องหวงเทียนกับเฮยเทียน แต่ไม่รู้ว่ากำลังคิดสิ่งใดอยู่ นับตั้งแต่กินเปลือกไข่ของมนุษย์งูลงไป พลังปีศาจของปีศาจทั้งสามตัวก็เพิ่มพูนขึ้นมาก ทว่าหวงเทียนกับเฮยเทียนกลับไม่ดีใจลิงโลดซึ่งผิดปกติวิสัยอย่างยิ่ง พวกมันเลือกจะตั้งอกตั้งใจฝึกพลัง เมื่อเฉินหลี่เล่าจบแล้ว เจียงฉางเซิงถึงเอ่ยปากว่า “ไม่ต้องมองแล้ว แมวของข้าช่วยเจ้าทำสงครามไม่ได้หรอก”
ฮ่องเต้ซุนเทียนได้ยินดังนั้นก็ยิ้มแหย เฉินหลี่เองก็กลั้นหัวเราะไม่ไหวเช่นกัน ฮ่องเต้ซุนเทียนแสร้งกระแอมทีหนึ่ง แล้วเอ่ยว่า “ต่อจากนี้เป้าหมายของต้าจิ่งก็คือทุ่มกำลังทั้งหมดเพื่อเลื่อนขั้นเป็นราชอาณาจักรแห่งโชคชะตา ราชอาณาจักรแห่งโชคชะตาควบคุมลมปราณสร้างเป็นค่ายกลได้ มันจะช่วยเพิ่มกำลังรบให้กองทัพในวงกว้าง
นับตั้งแต่พวกเรายึดครองรัฐตงได้ก็มีกองกำลังจากโพ้นทะเลจำนวนไม่น้อยเดินทางมาผูกมิตร บางคนก็เสนอวิธีที่จะทำให้ราชวงศ์แห่งโชคชะตาเลื่อนขั้นขึ้นมา ข้าคิดว่า…” เขาทำท่าทางลำบากใจเล็กน้อย
เจียงฉางเซิงจิบสุราหนึ่งจอกแล้วเอ่ยว่า “ข้าเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของพลังโชคชะตาของต้าจิ่งไม่ได้ เพราะวิถียุทธ์ของข้าแตกต่าง แต่ข้าให้เยี่ยสวินตี๋เข้าไปได้”
พรสวรรค์ของเยี่ยสวินตี๋แข็งแกร่งนัก เจ้าหมอนี่ไม่เคยใช้พลังแห่งโชคชะตาหล่อหลอมกายามาก่อน วิชาบรรพจิตเดียวดายของเขาพิเศษอย่างยิ่ง มันดูดซับปราณวิญญาณยุทธ์ในต้าจิ่งได้โดยไม่ต้องยุ่งเกี่ยวกับพลังโชคชะตาของต้าจิ่ง
ได้ยินดังนั้น ฮ่องเต้ซุนเทียนก็คลี่ยิ้ม เอ่ยว่า “ขอบคุณมรรคาจารย์ที่ช่วยเหลือ!” เยี่ยสวินตี๋แข็งแกร่งมากเพียงใด ก็ขนาดที่ว่าเขาเพียงคนเดียวก็ทำให้พลังโชคชะตาของต้าจิ่งเพิ่มพรวดพราดได้แล้วน่ะสิ!
ฮ่องเต้ซุนเทียนรีบรินสุราให้เจียงฉางเซิงด้วยท่าทางเงอะงะ เฉินหลี่เห็นภาพนี้ก็พลันหัวเราะ นี่ก็คือต้าจิ่ง จักรพรรดิอยู่ต่อหน้ามรรคาจารย์มิเคยวางท่า มรรคาจารย์ก็มิเคยหยามหมิ่นศักดิ์ศรีของจักรพรรดิ พวกเขาอยู่รวมกันอย่างกลมเกลียวเสมอมา
หนึ่งชั่วโมงหลังจากนั้น ฮ่องเต้ซุนเทียนกับเฉินหลี่ก็จากไป ไปฉีถอนหายใจ “ฮ่องเต้น้อยทะเยอทะยานมากจริงๆ ถึงกับหมายตามาถึงพวกเราเสียแล้ว”
หวงเทียนแค่นเสียงเหอะ “ข้าไม่รับใช้ต้าจิ่งหรอก วันหน้าข้าจะเป็นจักรพรรดิปีศาจ” มันไม่รู้ความสัมพันธ์ระหว่างเจียงฉางเซิงกับต้าจิ่ง มันเข้าใจว่าต้าจิ่งแค่ได้ผลประโยชน์อย่างบังเอิญมากๆ เท่านั้น
เจียงฉางเซิงหัวเราะ “เช่นนั้นเจ้าก็ฝึกฝนให้ดีเถิด วันหน้าข้าอาจเสกกองทัพปีศาจสักกองให้เจ้าจริงๆ ก็ได้”
พอคำนี้ถูกเอ่ยออกมา ปีศาจทั้งสามต่างก็หันขวับมามองเขา หวงเทียนกระโจนเข้าไปในอ้อมแขนของเขาแล้วเลียฝ่ามือของเขาทันที มันถามอย่างตื่นเต้นว่า “นายท่าน จริงหรือ”
“อืม แต่เจ้าต้องเหนือกว่าพวกมันก่อนถึงจะได้”
“ตนที่แข็งแกร่งที่สุดในหมู่พวกมันแข็งแกร่งเท่าใดกัน”
“ขั้นถ้ำสวรรค์แปดกระมัง”
“หือ?” ดวงตาแมวของหวงเทียนเบิกโพลง ร่างกายชะงักค้างไปครู่หนึ่ง เฮยเทียนที่เดินมาถึงข้างเท้าของเจียงฉางเซิงก็ตะลึงนิ่งค้างไปเช่นกัน
ไปฉีเหมือนกำลังคิดอะไรบางอย่าง มันมองเจียงฉางเซิงอย่างไมอยากจะเชื่อ หรือว่าเจียงฉางเซิงจะหมายถึงต้นสิ้นภพ ต้นสิ้นภพพลังอยู่ในขั้นถ้ำสวรรค์แปดเชียวหรือ เดี๋ยวก่อนนะ! นายท่านคงไม่ได้เก็บต้นสิ้นภพมากระมัง
ไปฉีรู้นิสัยของเจียงฉางเซิงดี หากพูดเช่นนี้ออกมาละก็ เดาได้เลยว่าเขาคงเก็บปีศาจขั้นถ้ำสวรรค์แปดมาไว้แล้ว มันนึกทบทวนอย่างละเอียดว่าเจียงฉางเซิงกลับมาที่เรือนเมื่อใด มันพบว่าทุกครั้งที่นายท่านต่อสู้เสร็จจะเก็บตัวอยู่ในห้องเสมอ หรือจะเป็นวันที่สองที่พวกเฉิงเหมิ่งจากไป เร็วปานนั้นเชียว…
แม้จะไม่ใช่ครั้งแรกที่ตกตะลึงเพราะเจียงฉางเซิง แต่หนนี้มันเก็บอารมณ์ในใจไว้ไม่อยู่จนเสียกิริยา มันมองเจียงฉางเซิงพลางข่มความรู้สึกเบิกบานไว้ข้างใน
เจียงฉางเซิงกำชับว่า “เรื่องนี้ห้ามบอกผู้ใด หากใครกล้าพูดออกไปละก็” เขาวางมือขวาไว้ตรงลำคอของหวงเทียนแล้วปาดไปข้างหนึ่ง ปีศาจทั้งสามตัวหวาดผวารีบรับปากว่าจะไม่มีวันพูดออกไปแน่นอน
ปีซุนเทียนที่สามสิบห้า ต้นเดือนสาม เข้าสู่วสันตฤดูอย่างเต็มตัว เยี่ยสวินตี๋กลับมาแล้ว สาเหตุสำคัญที่ฮ่องเต้ซุนเทียนให้เขากลับมาก็เพื่อให้เขาฝึกวรยุทธ์อยู่ที่เมืองหลวง เป็นส่วนหนึ่งของพลังโชคชะตาของต้าจิ่ง ช่วยให้พลังโชคชะตาของต้าจิ่งเพิ่มพูน
“พวกเจ้าไม่ได้เห็น ก่อนหน้านี้เฟิ่งเทียนส่งผู้ฝึกยุทธ์ขั้นถ้ำสวรรค์สามคนหนึ่งมาสืบข่าวแต่ถูกข้าจับได้ ข้าจับเขาซ้อมจนน่วมยกหนึ่ง เขาจึงกลัวจนไม่กล้ากลับมาอีกเลย ต้าจิ่งได้ครองรัฐตงหนนี้ ข้าเป็นผู้มีความดีความชอบลำดับหนึ่ง!”
เยี่ยสวินตี๋เล่าอย่างภาคภูมิใจ ทว่าเขากลับไม่ได้รับปฏิกิริยาตอบรับอย่างที่จินตนาการไว้ เจ้าหมาป่าตัวร้ายไปฉีน่ะช่างมันเถิด แต่ปีศาจแมวสองตัวเหตุไฉนจึงไม่มีปฏิกิริยาเลยเล่า หวงเทียนขานอื่อตอบคำหนึ่งก็หันไปตั้งใจฝึกวิชา ส่วนเฮยเทียนไม่ตอบรับอะไรด้วยซ้ำ
เยี่ยสวินตี๋แสร้งกระแอมหนึ่งหนแล้วว่า “นั่นขั้นถ้ำสวรรค์สามเชียวนะ พวกเจ้าอยู่ข้างกายมรรคาจารย์มานาน ไม่รู้จักความแข็งแกร่งของขั้นถ้ำสวรรค์สามเสียแล้ว”
เจียงฉางเซิงปลอบว่า “เอาน่า อย่าไปรบกวนพวกมันเลย หนนี้ให้เจ้าเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของพลังโชคชะตาของต้าจิ่ง ข้าย่อมไม่ปล่อยให้เจ้าเป็นฝ่ายขาดทุน ข้าจะถ่ายทอดวิชายุทธ์โบราณวิชาหนึ่งให้เจ้าก็แล้วกัน”
เมื่อได้ยินคำพูดนี้ เยี่ยสวินตี๋ก็หันขวับไปมองเขาแล้วถามอย่างดีอกดีใจ “จริงหรือขอรับ”
เจียงฉางเซิงกวักมือ เยี่ยสวินตี๋จึงเขยิบไปตรงหน้าเขาทันที เขายกมือขึ้นมาแล้วจรดนิ้วชี้ลงบนหน้าผากของเยี่ยสวินตี๋ จากนั้นจึงใช้เนตรเทวะลวงตาถ่ายทอดวิชากายเทพมหาวัชระให้เยี่ยสวินตี๋
กายเทพมหาวัชระเป็นวิชาของจอจี้ผู้ฝึกยุทธ์ขั้นถ้ำสวรรค์หก แล้วยังเป็นวิชายุทธ์โบราณอีกด้วย มันแข็งแกร่งมากจนเกือบจะหยุดใบหยกเกล็ดทองไว้ได้ เพียงเท่านี้ก็มากพอจะแสดงให้เห็นความแข็งแกร่งของวิชานี้แล้ว
สองสามลมหายใจผ่านไป เจียงฉางเซิงก็รั้งมือกลับมา เยี่ยสวินตี๋สะดุ้งตื่นในทันใด
“กายเทพมหาวัชระ… ที่แท้กายเทพมหาวัชระหนึ่งในสิบยอดกายเทพของยุคโบราณก็เป็นสิ่งที่ฝึกฝนออกมาได้หรือนี่” เยี่ยสวินตี๋เงยหน้ามองเจียงฉางเซิงอย่างเลื่อมใส เขาไม่ถามว่าวิชานี้มาจากที่ใด ในใจมีเพียงความซาบซึ้ง
เจียงฉางเซิงถามอย่างสงสัยใคร่รู้ว่า “สิบยอดกายเทพแห่งยุคโบราณมีอะไรบ้างหรือ”
เยี่ยสวินตี๋บอก “ข้าเองก็ไม่รู้แน่ชัดนัก จนบัดนี้ข้ารู้จักแค่ร่างศักดิ์สิทธิ์วิถียุทธ์ กายเทพมหาวัชระกับกายเทพสุริยัน กายเทพสุริยันนั้นดูดซับแสงตะวันมาหล่อหลอมร่างกายได้ หากบรรลุวิชาร่างกายจะกลายเป็นดวงตะวันเจิดจ้าได้ ก็ไม่รู้ว่าจริงหรือเรื่องแต่ง”
เจียงฉางเซิงพยักหน้า หลังจากนั้นก็โบกมือให้เขาเดินออกไปห่างสักหน่อย เยี่ยสวินตี๋รีบลุกขึ้นเดินไปนั่งทำสมาธิอยู่ไม่ไกลทันที หวงเทียนกับเฮยเทียนปราดเข้ามาถามเรื่องเล่าเกี่ยวกับกายเทพทั้งสามนั้นในทันใด
เยี่ยสวินตี๋กลับมาแล้ว ภายในเรือนจึงกลับมาครึกครื้นอีกครั้ง เจียงฉางเซิงฝึกวิชาไปพลางก็มองดูหลินเฮาเทียนไปพลาง นับตั้งแต่หลินเฮาเทียนได้รับสืบทอดวิชาจากจักรพรรดิยุทธ์ เขาก็สนใจหลินเฮาเทียนเป็นพิเศษ เขามักจะแวบมามองหลินเฮาเทียนแทบทุกวัน ลงทุนถึงขั้นนี้แล้ว เขาจะปล่อยให้หลินเฮาเทียนตายไม่ได้สิ
การแอบมองหนนี้ ทำให้เขาบังเอิญพบว่าหลินเฮาเทียนกำลังถูกไล่ฆ่าอยู่พอดี
ใต้ท้องนภาสีคราม เหยี่ยวอัสนีเวหากระพือปีกบินเร็วจี๋ หลินเฮาเทียนผู้มีเลือดเปรอะไปทั่วใบหน้ายืนอยู่บนหลังเหยี่ยว ทวนยาวที่กําอยู่ในมือร่ายรำไม่หยุด สะบัดลมปราณกลายเป็นคมดาบเข้าประหัตประหารผู้ที่อยู่ด้านหลัง
บุรุษอาภรณ์สีครามคนหนึ่งกำลังไล่ตามอยู่ด้านหลัง ใบหน้าของเขาเย็นชาและเหี้ยมเกรียม เขาหลบการโจมตีแต่ละสายของหลินเฮาเทียนได้ง่ายดายอย่างยิ่ง
“เจ้าหนู มรดกวิชาของจักรพรรดิยุทธ์มีความสามารถเพียงเท่านี้งั้นรึ” บุรุษชุดครามเอ่ยเสียงเย็นชา น้ำเสียงเต็มไปด้วยความเหยียดหยัน
หลินเฮาเทียนโมโห มือขวายกทวนขึ้น มือซ้ายกําหมัดอยู่หน้าท้องน้อยแล้วผรุสวาท “ในเมื่อเจ้าอยากเห็นพลังของจักรพรรดิยุทธ์ ข้าก็จะไมเกรงใจแล้ว!”
สิ้นเสียงเขาก็ต่อยหมัดออกมา เปรี้ยง! ปราณสีดำกับปราณสีขาวเกี่ยวกระหวัดก่อเกิดเป็นเสาลมปราณน่าหวาดกลัวพุ่งเข้าสังหารบุรุษอาภรณ์สีคราม
มันรวดเร็วยิ่งนัก เหนือกว่าคมดาบลมปราณก่อนหน้านี้ไกลโพ้น บุรุษอาภรณ์สีครามตกใจจนหน้าถอดสี เขาหลบทันที ทะเลเมฆด้านหลังถูกทะลวงหายไปเป็นวงมหึมา
หลินเฮาเทียนต่อยหมัดออกมาอย่างต่อเนื่อง บุรุษอาภรณ์สีครามหลบหลีกว่องไวนัก ถึงอย่างนั้นเขาก็ยังพลาดถูกโจมตีเฉียดซีกขวาของใบหน้าไปหนึ่งหน เพียงพริบตาเดียวแก้มของเขาก็ถูกกัดกร่อนจนเห็นกระดูกสีขาว เขาตกใจโคจรลมปราณรักษาแผลทันที
หลินเฮาเทียนเห็นเช่นนี้ก็ดีใจยิ่ง เขาพูดกับตนเองว่า “หมัดสังสารวัฏไร้พ่ายแข็งแกร่งถึงเพียงนี้เชียว นี่เพิ่งจะเป็นกระบวนท่าแรกของวิชายุทธ์เท่านั้น แล้ววิชายุทธ์หลังจากนี้จะแข็งแกร่งถึงเพียงใด”
เหยี่ยวอัสนีเวหาฉวยโอกาสที่บุรุษชุดครามหยุดชะงัก เร่งความเร็วอีกครั้งจนดึงระยะห่างออกมาได้อย่างรวดเร็ว
‘อีกฝ่ายตามหาเกาะแห่งนั้นพบ จะมีเบื้องหลังเป็นขุมอำนาจขนาดใหญ่หรือไม่ เขาแตกต่างจากขั้นกายาทองคำธรรมดา เห็นชัดว่าแข็งแกร่งกว่า หากไม่ใช่เพราะฝึกคัมภีร์สังสารวัฏไร้พ่ายมา เกรงว่าข้าต้องตายในมือเขาแน่’ หลินเฮาเทียนคิดกับตนเองเงียบๆ ในใจก็คอยระแวดระวัง
นับตั้งแต่ถูกสำนักคลื่นจมไล่ล่า เขาก็กลัวว่าถ้าเล่นงานพวกตัวเล็กๆ ไป พวกตัวใหญ่ๆ จะตามมา จากนั้นก็จะมากันเป็นฝูง เป็นเช่นนั้นก็ทรมานกันเกินไป
ในตอนนี้เอง จู่ๆ บุรุษอาภรณ์สีครามก็จู่โจมมาอย่างกะทันหัน รอบกายเขามีเพลิงปราณวนล้อม เห็นชัดว่ากำลังใช้วิชายุทธ์ที่แข็งแกร่งบางอย่างอยู่ ใบหน้าครึ่งหนึ่งของเขากลายเป็นโครงกระดูก เหลือเพียงลูกตา ดูน่าสะพรึงกลัวยิ่งนัก แต่ดวงตาคู่นั้นของเขายังเต็มเปี่ยมไปด้วยจิตสังหาร
“เจ้าเด็กเวร เจ้ากล้าทำลายโฉมหน้าของข้า วันนี้เจ้าต้องตาย!”
บุรุษอาภรณ์สีครามคำรามเกรี้ยวกราด หลินเฮาเทียนต่อยหมัดออกมาอีกครั้ง บุรุษอาภรณ์สีครามสะบัดแขนเสื้ออย่างรวดเร็ว มีดบินสามเล่มบินออกมาจากในแขนเสื้อ พาลมปราณอันแข็งแกร่งไปขัดขวางไม่ให้เขาต่อยหมัดออกมาสำเร็จ
หลินเฮาเทียนหมุนตัวตามสัญชาตญาณ คิดจะหลบมีดบินเหล่านั้น แต่แล้วฝ่ามือข้างหนึ่งของบุรุษอาภรณ์สีครามกลับฟาดลงกลางหน้าอกของเขา ซัดเขาจนกระอักเลือดหงายหลังปลิวออกไป
บุรุษอาภรณ์สีครามกระทืบแผ่นหลังของเหยี่ยวอัสนีเวหา พลังอันแข็งแกร่งซัดเหยี่ยวอัสนีเวหาร่วงดิ่งตามไป เขาก้มลงมองแล้วไล่ตามไปสังหารหลินเฮาเทียน
แต่แล้วในตอนนั้นเอง เขาก็เห็นว่าด้านล่างของหลินเฮาเทียนมีเงาร่างเลือนรางสีน้ำเงินปรากฏตัวขึ้นมารับหลินเฮาเทียนไว้ด้วยมือเดียว