เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา - ตอนที่ 786 วิถีเซียนไร้ขอบเขต (2)
ดวงอาทิตย์ลอยสูง ท่ามกลางป่าเขา
โรงเตี๊ยมซอมซ่อแห่งหนึ่งตั้งอยู่ตรงหน้าป่า ควันฟืนพวยพุ่งขึ้นฟ้า
“ก็เป็นเช่นนี้แล มรรคาจารย์ผู้ไร้จิตสังหารรวมพลังของมรรคาจารย์ทุกรุ่นเพื่อสังหารปฐมบรรพจารย์ทมิฬ มหันตภัยในอดีตจึงจบลงเช่นนี้ หลังจากนั้น มรรคาจารย์ก็สร้างวิถีเซียนไร้ขอบเขตขึ้นมา วิถีเซียนไร้ขอบเขต จักรวาลไร้ขอบเขต มิติเวลาไร้ขอบเขต ฟ้าดินก็ไร้ขอบเขต”
บัณฑิตผู้หนึ่งนั่งอยู่ที่โต๊ะอาหาร โบกพัดไปมา แขกที่นั่งฟังอยู่โดยรอบต่างก็ฟังกันจนเคลิ้ม
เจียงสวินในวัยหนุ่มกลอกตามองค้อน วางจอกสุราลงก่อนจะพูดอย่างไม่พอใจนัก “แปลกพิลึกเกินไป ไม่สมจริงเอาเสียเลย คุณชายท่านนี้ช่วยพูดให้เหนือจริงกว่านี้อีกจะได้หรือไม่”
“มรรคาจารย์หรือ ก่อนที่ข้าจะเหยียบเข้ามาในโรงเตี๊ยมแห่งนี้ก็ไม่เห็นเคยได้ยินมาก่อนเลย!”
“เทพเซียนผีสางเทวดาในโลกนี้ล้วนเกิดขึ้นจากสิ่งมีชีวิตฝึกบำเพ็ญทั้งสิ้น แต่ถึงจะแข็งแกร่งเพียงไรก็ต้องมีขีดจำกัด มรรคาจารย์ที่พวกเจ้าพูดถึงเป็นเรื่องเหลวไหลทั้งเพ แถมยังเป็นการดูหมิ่นมรรคาสวรรค์อีกด้วย!”
เจียงสวินโกรธมาก เขาเป็นคนไม่ชอบเสียงดัง เขาเดินทางมาเหนื่อยๆ เพิ่งนั่งยังไม่ทันกระดกสุราสักอึกก็ได้ยินบัณฑิตผู้นี้พูดไร้สาระเสียแล้ว
ไร้สาระสิ้นดี!
ตาเฒ่าโต๊ะข้างๆ หัวเราะเบาๆ “โลกกว้างใหญ่เพียงใด เจ้ารู้หรือไม่ ในเมื่อเจ้าไม่รู้ ไฉนถึงกล้าปฏิเสธเล่า”
คนอื่นๆ ในโรงเตี๊ยมพากันต่อว่าเจียงสวิน คิดว่าเขาไม่เข้าใจ เหนือหัวสามฉื่อมีเทพเจ้า พูดเช่นนี้ถือเป็นการดูหมิ่นมรรคาจารย์
เจียงสวินตบโต๊ะลุกขึ้นยืนก่อนจะตะโกนเสียงดัง “ไอ้พวกชาวบ้านป่าเขา มีตาหารู้จักเขาไท่ซานไม่ ข้าคือผู้บำเพ็ญเซียน คอยดูเถอะ!”
เขาใช้สองมือสำแดงวิชา ดึงจานเนื้อวัวตุ๋นซีอิ๊วไกลๆ มาไว้ตรงหน้า
ทุกคนในโรงเตี๊ยมทำตาโต แม้แต่บัณฑิตยังอ้าปากค้าง ราวกับเห็นผีตัวเป็นๆ
เจียงสวินเห็นเช่นนั้นก็ยิ้มลำพองใจ คว้าเนื้อวัวชิ้นหนึ่งใส่ปากก่อนจะพูดอู้อี้ฟังไม่ชัด “ในโลกนี้มีเทพเซียนอยู่จริง แต่นอกพิภพกว้างใหญ่เพียงใดไม่มีใครรู้ ฟ้าดินไร้ขอบเขตอะไรนั่นก็เป็นเพียงเรื่องไร้สาระที่พิสูจน์ไม่ได้ก็เท่านั้น
เจ้าพวกปุถุชน ไม่เคยเห็นแม้กระทั่งผู้บำเพ็ญเซียน ยังมีหน้ามาคุยโม้ถึงมรรคาจารย์อีก จากนี้ก็คุยโม้ถึงข้าบ้าง ข้าจะเป็นมรรคาจารย์ของพวกเจ้าเอง!”
พูดจบก็มีเสียงหัวเราะเบาๆ ดังมาจากด้านข้าง
เจียงสวินปรายตามองก็พบหญิงสาวผู้หนึ่งกำลังปิดปากหัวเราะเบาๆ อยู่ตรงหน้าต่าง สตรีผู้นี้มีรูปโฉมงดงามยิ่งนัก แต่เอกลักษณ์กลับเหนือสามัญ มีความน่าเกรงขามอย่างบอกไม่ถูก ทำให้คนยากจะเกิดความคิดชั่วร้ายขึ้นมาได้ สายตาของนางยังคงจ้องมองบุรุษหนุ่มด้านข้างอยู่ตลอด
ในตอนที่เจียงสวินเห็นใบหน้าของบุรุษผู้นั้นชัดก็ผงะไปทันที
เป็นบุรุษที่หล่อเหลามาก!
เจียงสวินออกท่องยุทธภพมาหลายปี ตอนนี้เพิ่งก้าวสู่วิถีเซียน ก็พอจะมีความรู้ประสบการณ์อยู่บ้าง แต่ก็ไม่เคยเห็นรูปลักษณ์ที่หล่อเหลาเช่นนี้มาก่อน และที่สำคัญที่สุดก็คือเมื่อครู่นี้เขาไม่รู้ตัวเลยว่าอีกฝ่ายเข้ามาตั้งแต่เมื่อไร
เสี่ยวเอ้อร์ยกอาหารมาตรงหน้าเจียงสวิน วางอาหารลงก่อนจะหัวเราะเบาๆ “แขกท่านนี้ ท่านอาจจะไม่เชื่อนะ ความจริงแล้วข้าก็เคยเป็นมรรคาจารย์มาก่อนเหมือนกัน”
เจียงสวินเอ่ยอย่างไม่สบอารมณ์นัก “ถ้าเจ้าเป็นมรรคาจารย์ ก็ขอบังอาจถามนามของผู้อาวุโสจะได้หรือไม่”
“เหอะๆ ข้าน้อยมีชื่อว่าไท่สื่อ”
“โห เสี่ยวเอ้อร์อย่างเจ้าตั้งชื่อเก่งจริงๆ นะ ถ้าเจ้าเป็นมรรคาจารย์ เถ้าแก่ก็เป็นมรรคาจารย์ด้วยหรือ หรือแม้แต่คนครัว คนหุงข้าวของพวกเจ้าก็เป็นมรรคาจารย์ด้วยอย่างนั้นสิ”
เจียงสวินหัวเราะ แต่เป็นเพราะโกรธจนหลุดหัวเราะออกมา เขาคิดว่าถึงคนพวกนี้จะบ้า แต่ก็ทำให้ขำได้ ลืมความโมโหไปได้
ตาเฒ่าที่พูดทักก่อนหน้านี้หัวเราะเบาๆ “เจ้าหนู ข้าก็คือมรรคาในเรื่องเล่าเมื่อครู่นี้เอง ข้าคือผู้สร้างพันมหาโลกา หากเจ้าเลียแข้งเลียขาข้า ข้าจะทำให้เป็นเซียนได้ในทันทีเลย”
เจียงสวินส่ายหน้า แอบคิดในใจว่ามีแต่พวกคนบ้า ไม่มียาใดรักษาได้จริงๆ
เจ้าแม่เซียวเหอมองเจียงฉางเซิงก่อนจะเอ่ยถามด้วยเสียงเบา “ใช่เขาจริงๆ หรือ ถึงเขาจะมีสายเลือดของท่าน แต่ดูแล้ว…”
เจียงฉางเซิงวางถ้วยน้ำชาลง ยิ้มมองเจียงสวิน “นี่ล่ะตัวเขา ถึงจะดูไม่เอาไหน แต่ก็ถือว่าใช้ได้ อย่างน้อยเขาก็ไม่ต้องตกระกำลำบากอีกแล้ว”
หลังวุ่นวายกันอยู่พักหนึ่ง เจียงสวินก็หมดความอดทน หยิบกระเป๋าสัมภาระขึ้นมา ยัดเนื้อวัว ยัดแผ่นแป้งอบ ก่อนจะหิ้วสุราอีกสองไหออกไป
ในตอนที่เขาก้าวออกจากธรณีประตูโรงเตี๊ยมนั้นก็มีสายลมสดชื่นพัดมา เขาปรายตามองตามก็เห็นหญิงสาวที่ดูราวกับเทพธิดาเดินเฉียดไหล่ผ่านเขาไป
เขาหันไปมองก็เห็นเพียงเงาแผ่นหลังของนาง
สตรีผู้นั้นเดินมาอยู่ตรงหน้าเจียงฉางเซิง “ท่านพ่อ เจียงอี้กับปฐมบรรพจารย์ทมิฬกำลังต่อสู้กันอยู่ในโลกบรรพกาล โลกนั้นใกล้จะพินาศลงแล้ว ท่านไม่ไปดูหน่อยรึ”
เจียงฉางเซิงส่ายหน้า “ถ้าเจ้าอยากไปก็ไปเถิด ข้าจะชี้แนะรุ่นเยาว์อยู่ที่นี่”
กุยหลีขมวดคิ้ว นางหันไปมองเจียงสวินที่กำลังเหม่อมองตนที่ประตูก่อนจะถามด้วยความประหลาดใจ “เขาหรือ คุณภาพสายเลือดแย่เกินไป ไม่มีคุณสมบัติเข้าสายรองด้วยซ้ำ”
เจียงสวินไม่เข้าใจว่าพวกนางกำลังคุยอะไรกัน แต่รู้สึกว่าสตรีผู้นี้เสียสติไปแล้ว เขาจึงส่ายหน้าก่อนจะออกไปจากโรงเตี๊ยม
“น่าเสียดาย”
เจียงสวินถอนหายใจอยู่ข้างใน เขามีใจใฝ่หามรรคามาโดยตลอด จะไม่ยอมเสียเพราะสตรีเด็ดขาด
เจียงฉางเซิงกล่าวด้วยรอยยิ้ม “เอาล่ะ อย่ามารบกวนข้าแค่เพราะเรื่องเล็กน้อยพวกนี้อีกเลย เจ้าดูตัวเองสิ พอเจ้ามา แขกคนเดียวของโรงเตี๊ยมเราก็กลับเสียแล้ว รีบกลับไปเสีย เรียกไป๋ฉีมา นางพูดเก่งเรียกลูกค้าอยู่ได้”
กุยหลีหมดคำจะพูดแล้ว ก่อนจะถามด้วยความจำใจ “เป็นมรรคาจารย์ผู้ยิ่งใหญ่ดันมาสร้างโรงเตี๊ยมที่นี่ ท่านพ่อ ท่านคิดจะทำอะไรกันแน่”
เจียงฉางเซิงยิ้มแต่ไม่ตอบอะไร กุยหลีจึงได้แต่กลับไป ร่างหายวับไปกับตา
ตาเฒ่าที่แทนตัวเองว่ามรรคาเดินเข้ามาถาม “หรือท่านคิดจะบ่มเพาะมรรคาจารย์ขึ้นมาอีกรึ ก็จริงอยู่ วิถีเซียนไร้ขอบเขต ก็ต้องมีกฎระเบียบมากขึ้นเป็นธรรมดา”
เจียงฉางเซิงยกถ้วยชาขึ้นมาเขย่าเบาๆ ก่อนจะเอ่ยด้วยรอยยิ้ม “ไม่ใช่หรอก แค่ไร้พ่ายมานานเกินไปก็เลยอยากหาอะไรสนุกๆ ทำ ข้าไม่อยากเดินบนเส้นทางปลิดชีพตัวเองเหมือนช่วงสื่อหรอกนะ”
แสงอาทิตย์ลอดเข้ามาจากนอกหน้าต่าง ส่องลงมาที่ตัวของเจียงฉางเซิง
เขามองชาในถ้วยน้ำชา เขาเหมือนจะเห็นภาพในตอนที่ตัวเองเคาะระฆังอยู่ที่อารามมังกรผงาด
ความทรงจำเหล่านั้นเกิดขึ้นเมื่อนานมาแล้ว
มรรคาได้ยินเช่นนั้นก็ส่ายหน้าและหลุดขำออกมา ก่อนจะหันหลังกลับไป
เจ้าแม่เซียวเหอถามด้วยเสียงเบา “ข้าก็ยังสงสัยยิ่งนัก หลังจากที่ท่านเอาชนะปฐมบรรพจารย์ทมิฬแล้วได้รางวัลรอดชีวิตอะไรมากันแน่”
เจียงฉางเซิงจิบชาไปอึกหนึ่งก่อนจะพูดด้วยรอยยิ้ม “เป็นหินก้อนหนึ่ง”
“หินก้อนหนึ่งหรือเจ้าคะ”
“อืม เป็นหินที่ให้กำเนิดช่วงสื่อ หินที่ให้กำเนิดทุกสรรพสิ่ง หินก้อนนี้ถูกข้าแบ่งออกเป็นไม่รู้กี่ก้อน และก็เป็นมิติเวลาไร้ขอบเขตในตอนนี้”
ภายในใจของเจ้าแม่เซียวเหอมีแต่ความใฝ่ฝัน ระดับขั้นของเจียงฉางเซิงสูงเพียงใดกันแน่ ทุกอย่างในสายตาเขาดำรงอยู่แบบใดกันแน่
นางไม่อาจจินตนาการได้เลยว่าหลังจากบีบหินก้อนหนึ่งแตกแล้วจะกลายเป็นวิถีเซียนไร้ขอบเขตอันไร้ที่สิ้นสุดอย่างในตอนนี้ได้
เจียงฉางเซิงก็กำลังคิดถึงคำถามอีกข้อหนึ่งอยู่
ระดับขั้นที่เหนือกว่าขั้นผู้สรรค์สร้างมรรคาควรตั้งชื่อว่าอะไรดีนะ
……………………
(จบบริบูรณ์)