ใครปล่อยไอ้หมอนี่มาบำเพ็ญเซียนวะ! - บทที่ 689 ประมุขชี่
ทันทีที่ประมุขชี่เห็นรายงาน แม้ใบหน้าจะไม่แสดงอาการอะไร แต่
ในใจกลับเหงื่อแตกพลั่ก
ที่แท้ประมุขอวี้ที่เขาพบที่ร้านย่างเนื้อคือเซียน นั่นหมายความว่า
ลัทธิสวรรค์มีเซียนยุคโบราณถึงสองคน
ยังจะยุให้เกิดความแตกแยกภายในลัทธิสวรรค์เพื่อหา
ผลประโยชน์อะไรอีก สู้เข้าร่วมลัทธิสวรรค์ไปเลยดีกว่า
ตอนนี้ลัทธิจิ่วอิ่วมัวแต่ทำเรื่องย่างเนื้อ ขาดผู้ที่จะดึงดูดความ
สนใจของราชสำนัก หลายครั้งที่ลัทธิเย่าหยางของพวกเขาก่อเรื่อง
แทบจะถูกราชสำนักจับได้
ถ้ายังเป็นแบบนี้ต่อไป คงหนีไม่พ้นถูกเปิดโปงแน่
ประมุขชี่ทำสำเนารายงานหลายฉบับ แจกจ่ายไปให้ผู้นำระดับสูง
ทุกคนดูพลังของลัทธิสวรรค์
เซียนสองคนคุ้มครอง กำลังพลขนาดนี้สามารถล้มล้างแคว้นต้า
เซี่ยได้เลย ต่างจากพวกเขาซึ่งเป็นลัทธิมารที่ถูกแคว้นต้าเซี่ยไล่ล่า
อยู่คนละระดับกันเลย
ผู้นำระดับสูงของลัทธิเย่าหยางก็ตกตะลึงกับความแข็งแกร่งของ
ประมุขอวี้ นี่ไม่ใช่ระดับที่พวกเขาจะคิดวางแผนได้
คงยังไม่ทันได้วางแผน ก็ถูกกวาดล้างทั้งรัง แม้แต่วิญญาณก็ไม่
เหลือสักนิด
“อีกคนหนึ่งก็เป็นเซียน สวรรค์ยุคโบราณช่างน่าสะพรึงกลัว
เหลือเกิน”
“ยังจำบรรพบุรุษหงส์ได้ไหม นางมีตำแหน่งเป็นหนึ่งในสี่เทพ
ผู้ปกครองสวรรค์ นั่นแสดงว่ายังมีอีกสามคนที่เป็นกึ่งเซียนด้วย”
“ข้าได้ยินมาจากทางลัทธิจิ่วอิ่วว่า ศัตรูของสวรรค์ยุคโบราณคือ
เซียนทั้งสี่ยุคโบราณ หากไม่ได้โกหกข้า สวรรค์ยุคโบราณอาจมี
เคล็ดวิชาที่ยังไม่ได้เปิดเผยออกมา”
“เช่นนั้นพวกเราจะเข้าร่วมลัทธิสวรรค์เลยหรือ? ช่างเหลวไหล
เพียงเพราะลัทธิสวรรค์แข็งแกร่ง ก็จะมอบกิจการของลัทธิเราให้เขา
เลยหรือ?”
“พวกลัทธิสวรรค์เชื่อในพลังแห่งดวงอาทิตย์หรือไม่? จะช่วย
พวกเราเผยแพร่ความเชื่อ ให้ชาวโลกเคารพบูชาพลังแห่งดวง
อาทิตย์หรือไม่?”
“ไม่ใช่การมอบให้ เพียงแค่แสวงหาการคุ้มครองเท่านั้น ไม่ได้
ร้ายแรงอย่างที่เจ้าคิด!”
“ไม่ร้ายแรงหรือ? เกรงว่าถึงเวลานั้นแล้วจะไม่ขึ้นอยู่กับพวกเรา
แล้ว!”
ผู้นำระดับสูงทะเลาะกันวุ่นวาย ต่างฝ่ายต่างมีความคิดเห็นของ
ตัวเอง ไม่ยอมให้กัน
เฒ่าจารย์อาวุโสที่สุดลูบเคราพลางกล่าวอย่างช้าๆ: “สวรรค์ยุค
โบราณแข็งแกร่งจริง แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าพวกเราต้องเข้า
ร่วมกับสวรรค์”
“ลัทธิเย่าหยางมีความภาคภูมิใจของตัวเอง จะไปอาศัยอยู่ใต้
ชายคาของผู้อื่นได้อย่างไร?”
“หากพวกเราเข้าร่วมลัทธิสวรรค์ จะได้เป็นสมาชิกของลัทธิ
สวรรค์ หรือจะกลายเป็นแพะรับบาปของลัทธิสวรรค์ ยังต้องพูดกันอีก
ยาว!”
คำพูดของเฒ่าจารย์ผู้นี้ได้รับการเห็นพ้องจากคนจำนวนมาก
“ใช่ พวกเราไม่ควรฝากชะตาชีวิตไว้กับผู้อื่น”
“ยิ่งไปกว่านั้น หากพวกเราวิจัยจนได้ผล ทำให้ชาวโลกศรัทธา
ในพลังแห่งดวงอาทิตย์ เมื่อถึงเวลานั้น ก็สามารถเลียนแบบบรรพ
บุรุษยุคโบราณ ใช้พลังศรัทธามอบชีวิตให้แก่ดวงอาทิตย์ เมื่อมีเทพ
ดวงอาทิตย์ผู้สูงส่งปกป้อง ลัทธิเราย่อมไม่แพ้ลัทธิสวรรค์!”
ผู้ก่อตั้งลัทธิเย่าหยางคือนักโบราณคดีท่านหนึ่ง เขาค้นพบว่าใน
ยุคโบราณที่ห่างไกลยิ่งกว่ายุคของเซียนทั้งสี่ยุคโบราณ เมื่อบรรพ
บุรุษกำลังค้นหาระบบการบำเพ็ญ พลังศรัทธาของบรรพบุรุษได้มอบ
ชีวิตให้แก่สิ่งที่พวกเขาศรัทธา บรรพบุรุษเรียกสิ่งนี้ว่า “เทพเจ้า”
นี่ยังเป็นที่มาของ “ขั้นแปลงร่างเซียน”
ตั้งแต่ก่อตั้งลัทธิเย่าหยาง ก็ได้กำหนดเป้าหมายว่า จะดึงพลัง
จากดวงอาทิตย์ เผยแพร่ความยิ่งใหญ่ของดวงอาทิตย์ ให้ชาวโลก
ศรัทธาในดวงอาทิตย์ ทำให้ดวงอาทิตย์กลายเป็นเทพเจ้าที่แท้จริง
ประมุขชี่ก็รู้สึกว่าพูดมีเหตุผลอยู่บ้าง
“ในเมื่อทุกท่านไม่สามารถเห็นพ้องตรงกันได้ เช่นนั้นอาจต่าง
ฝ่ายต่างผ่อนปรนลงมา ผ่านการติดต่อกับหลงจิ่งโจวศิษย์ศักดิ์สิทธิ์
เพื่อเข้าใกล้ลัทธิสวรรค์ เช่นนี้ได้หรือไม่?”
ครั้งนี้ข้อเสนอของประมุขชี่ได้รับการเห็นชอบจากผู้นำระดับสูง
ทุกคน
……
หลังเลิกปราชุม ประมุขชี่ถอนหายใจยาว ในที่สุดก็ปราชุมเสร็จ
สักที
“ไม่รู้ว่าวันที่เป็นประมุขแบบนี้จะจบลงเมื่อไร”
ตอนที่เขายังเป็นผู้บำเพ็ญเล็กๆ สิ่งที่เขาชอบที่สุดคือการดูดาว
และดวงจันทร์ในยามค ่าคืน แต่ตอนนั้นวิทยายุทธ์ของเขายังต ่า
เกินไป มองไม่เห็นดาวและดวงจันทร์บนท้องฟ้าชัดเจน
ในโอกาสบังเอิญครั้งหนึ่ง เขาค้นพบว่าการมองวัตถุผ่านเลนส์
โปร่งใสสองชิ้น จะทำให้วัตถุขยายใหญ่ขึ้น
จากการค้นพบนี้ เขาประดิษฐ์กล้องดูดาวที่มองเห็นดวงดาวได้
ชัดเจน
หลังจากขอจดลิขสิทธิ์ เขาได้ยินว่าแถวนั้นมีกลุ่มคนที่ชอบดารา
ศาสตร์ เขาจึงตามหาจนพบกลุ่มดาราศาสตร์
หลังจากเข้าร่วมถึงได้รู้ว่านี่เป็นลัทธิมาร
เมื่อเข้าร่วมลัทธิมารแล้วก็ถอนตัวไม่ได้ ออกจากลัทธิก็หมายถึง
ความตาย เขาไม่มีทางเลือก จำต้องเข้าร่วมอย่างว่าง่าย
เดิมทีเขาอยากจะเก็บตัวเงียบๆ ใช้ชีวิตที่เหลือไปวันๆ แต่ผู้นำ
ระดับสูงได้ยินว่าเขาประดิษฐ์กล้องดูดาวได้ จึงเห็นว่าเขาเป็นคนมี
ความสามารถ ส่งเสริมอย่างมาก เลื่อนตำแหน่งอย่างรวดเร็ว ไม่รู้ตัว
อีกทีก็ได้ขึ้นมาเป็นผู้นำระดับสูงแล้ว
เมื่อขึ้นมาเป็นผู้นำระดับสูง เขาคิดว่าขอใช้ชีวิตแบบนี้ไปตลอด
ชีวิตก็พอ
แต่เมื่อถึงเวลาเลือกประมุข เขากลับได้รับคะแนนเสียงสูงสุดได้
เป็นประมุข เหตุผลคือศีรษะล้านของเขาดูเหมือนดวงอาทิตย์
ตอนนั้นเขายังปลอบใจตัวเองว่า ได้เป็นประมุขก็ดี อย่างน้อยไม่
มีใครมาบงการเขาแล้ว
แล้วเขาก็พบว่าตำแหน่งประมุขนี้เป็นหลุมพรางใหญ่ ฟังดูดี
เรียกว่าประมุข พูดให้เข้าใจง่ายก็คือเครื่องบูชายัญ
ทุกครั้งที่ลัทธิเย่าหยางเผชิญความล้มเหลวครั้งใหญ่ เช่น การ
วิจัยดวงอาทิตย์ไม่สำเร็จ หรือถูกราชสำนักกวาดล้างฐานที่มั่นไป
หลายแห่ง ผู้นำระดับสูงก็จะเชื่อว่านี่เป็นการลงโทษจากดวงอาทิตย์ที่
มีต่อลัทธิเย่าหยาง ให้ประมุขไปบวงสรวง
นี่ไม่ใช่การที่ประมุขก้มหัวให้ดวงอาทิตย์สองสามทีแล้วก็จบ นั่น
คือการให้ประมุขเป็นเครื่องบูชายัญ บวงสรวงด้วยตัวเอง ว่ากันว่านี่
เป็นธรรมเนียมที่ประมุขคนแรกกำหนดไว้
ยกตัวอย่างการทดลองขึ้นดวงอาทิตย์ หากล้มเหลวอีกครั้ง เกรง
ว่าคนต่อไปที่จะขึ้นดวงอาทิตย์ก็คือเขา
เขาขึ้นจากผู้นำระดับสูงมาเป็นประมุขเร็วเกินไป ยังไม่ทันได้สืบ
ว่าประมุขคนก่อนหน้าหายไปไหน
หลังจากได้เป็นประมุขถึงได้สืบทราบว่า เดิมทีบนท้องฟ้ามีเพียง
ดวงอาทิตย์เท่านั้นที่ครองความยิ่งใหญ่ ดวงดาวล้วนเป็นเพียงเงา
เท่านั้น ลัทธิเย่าหยางมักเชื่อว่านี่เป็นสัญลักษณ์แห่งความยิ่งใหญ่
ของดวงอาทิตย์
จู่ๆ วันหนึ่ง ดวงดาวไม่ได้เป็นเพียงเงาอีกต่อไป แต่กลายเป็น
ดวงดาวที่แท้จริง ดวงอาทิตย์ไม่ได้เป็นสิ่งเดียวบนท้องฟ้าอีกต่อไป
เรื่องนี้ทำให้ลัทธิเย่าหยางตกใจกลัว เชื่อว่าเป็นลางร้าย จึงบูชา
ยัญประมุขคนก่อน
ประมุขชี่ฟังแล้วตกใจกลัว กลัวว่าผู้นำระดับสูงจะใช้เหตุผล
เดียวกันบูชายัญเขาด้วย โชคดีที่ผู้นำระดับสูงยังมีเหตุผลอยู่บ้าง
ไม่ได้บูชายัญประมุขต่อเนื่องกัน
ผู้นำระดับสูงล้วนเป็นผู้บำเพ็ญขั้นรวมร่าง แม้แต่เฒ่าจารย์
อาวุโสที่สุดก็ยังเป็นผู้บำเพ็ญขั้นข้ามพิบัติ เขาไม่มีทางต่อต้านได้
เลย
ในระหว่างที่เขาดำรงตำแหน่ง เขาเคยเจอเหตุการณ์ใหญ่หลาย
ครั้ง ล้วนเป็นเหตุการณ์ที่ต้องบูชายัญประมุข ที่เขารอดมาได้อย่าง
ปลอดภัย เขามีวิธีของตัวเอง
เขาประดิษฐ์กล้องดูดาว ค่าลิขสิทธิ์ไหลเข้ามาไม่ขาดสาย
รายได้มากมาย ตามกฎต้องเสียภาษี
เมื่อเจอเหตุการณ์ที่ต้องบูชายัญประมุข เขาจะจงใจไม่เสียภาษี
ให้ราชสำนักจับเขาไป ราชสำนักไม่รู้ว่าเขาเป็นประมุขลัทธิมาร จึง
ลงโทษตามความผิดฐานหลีกเลี่ยงภาษีของผู้บำเพ็ญขั้นรวมร่าง
ทั่วไป
โดยทั่วไปสถานการณ์เช่นนี้จะถูกขังสักหลายสิบปี ผ่านไป
หลายสิบปี เขาออกจากคุกแล้วก็กลับมาเป็นประมุขต่อ ผู้นำระดับสูง
ก็ไม่พูดถึงเรื่องบูชายัญอีก
“หากสามารถเข้าร่วมลัทธิสวรรค์ได้ก็คงดี” ลัทธิสวรรค์อย่างไรก็
ปลอดภัยกว่าสถานที่อัปมงคลนี้
เขาหยิบเหรียญสัญญาณชิ้นหนึ่งออกมา นี่คือเหรียญสัญญาณ
เย่าหยาง เหมือนกับเหรียญสัญญาณจิ่วอิ่ว สามารถติดต่อสื่อสาร
ระยะไกลได้
ตอนที่พบกับลัทธิสวรรค์ครั้งก่อน เขาให้เหรียญสัญญาณแก่คน
ของลัทธิสวรรค์คนละหนึ่งอัน
“อันนี้น่าจะเป็นของหลงจิ่งโจวศิษย์ศักดิ์สิทธิ์”