กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ - ตอนที่ 23 : ยอดเขาแก้วสวรรค์
ณ เทือกเขาครามอันกว้างใหญ่ไพศาล ท่ามกลาง
ยอดเขาน้อยใหญ่ มีอยู่ยอดเขาหนึ่งซึ่งถือเป็นยอด
เขาสูงที่สุดนั่นก็คือ ‘ยอดเขาทงเทียน’ !
บนยอดเขาทงเทียนที่สูงเสียดฟ้านั้นมี ‘ วังเทพ
สวรรค์ ‘ ตั้งตระหง่านอยู่ มันเป็นดั่งหัวใจหลักของ
นิกายกระบี่สวรรค์ ซึ่งเจ้านิกายเฟิงซัวร์หยาจะพ านัก
อยู่ในที่แห่งนั้น เพื่อสอดส่องความเคลื่อนไหว รวมถึง
เหตุการณ์ต่าง ๆ ภายในนิกาย อีกทั้งเขายังต้องคอย
ควบคุมมรดกกระบี่สวรรค์ ซึ่งถือได้ว่าเป็นหน้าที่อัน
ยิ่งใหญ่นัก
ณ เทือกเขาทงเทียน ปราณกระบี่ได้พุ่งทะยานสู่
ฟากฟ้าเป็นเส้นตรง แหวกผ่านม่านหมอกทะลวงขึ้น
ไปหลายพันลี้
แต่ในเทือกเขาคราม กลับยังมีอีกหนึ่งเทือกเขาที่มี
ขนาดไล่เลี่ยกันนั่นก็คือ ‘ ยอดเขาแก้วสวรรค์ ‘
แม้ว่า ‘ ยอดเขาแก้วสวรรค์ ‘ จะอยู่ในเทือกเขา
ครามก็ตาม แต่ลักษณะของภูมิประเทศนั้นมันกลับ
น่าแปลกอย่างมาก เพราะเทือกเขาแห่งนี้จะมีหิมะ
ตกตลอดทั้งปี ส่งผลให้เทือกเขาทั้งลูกถูกปกคลุมไป
ด้วยหิมะสีขาวบริสุทธิ์ ภูเขาทั้งลูกดูราวกับผลึกอัญ
มณี ตั้งตระหง่านแทรกอยู่กลางเทือกเขาคราม หาก
มองลงมาจากด้านบน เทือกเขาลูกนี้จะเสมือนกับ
ดวงตาที่ก าลังส่องประกายสดใส
ยอดเขาแก้วสวรรค์ ถูกขนานนามว่าเป็นยอดเขาที่
สวยงามที่สุดของนิกายกระบี่สวรรค์ ซึ่งศิษย์ทั่วไป
และเหล่าอาวุโส ล้วนแต่ไม่ได้รับอนุญาตให้ย่างกราย
เข้ามาในยอดเขาแห่งนี้ได้
ณ บนจุดสูงสุดของยอดเขาแก้วสวรรค์นั้น มีวิหาร
เซียนตั้งอยู่บนผลึกแก้ว ซึ่งมันยังเป็นสถานที่ฝึกตน
ของผู้คุมกฎนิกายกระบี่ ผู้มีนามว่า ‘หยานฮั้วหยุน’
อีกด้วย แถมสถานที่แห่งนี้เป็นทั้งที่พักอาศัย ที่ฝึกตน
และ จัดการทุกอย่างภายในนิกายกระบี่ของเขา!
และวิหารเซียนแห่งนี้ถูกห้อมล้อมไปด้วยธรรมชาติ
อันวิจิตรตระการตา เกล็ดหิมะสีขาวบริสุทธิ์ล่วงโปรย
ปราย ส่องประกายแวววาวราวกับไข่มุก ดั่งถูก
ธรรมชาติสรรค์สร้างบรรจง แกะสลักออกมาอย่าง
ปราณีต ราวกับสมบัติสววรค์ก็ไม่ปาน
วิหารเซียนแห่งนี้ถูกซุกซ่อน อยู่ในกลีบก้อนเมฆที่มี
สีสันอันงดงามวิจิตรตระการตา
ขณะนี้ก าลังมีคนผู้หนึ่ง ก าลังย่างก้าวเข้าสู่ยอดเขา
แก้วสวรรค์ คนผู้นี้ไม่ใช่ใครอื่นมันคือซือตู๋หมิงหลาง
ณ เวลานี้มันมีอายุ 14 ปีแล้ว เวลาผ่านไปเพียงแค่ 1
ปีแต่ความสูงของมันกลับพุ่งทะยานขึ้น มันเริ่มมีเค้า
โครงของเด็กหนุ่มขึ้นมา โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังจาก
ที่มันเข้าสู่ขั้นหลอมรวมลมปราณ ปราณเซียนที่ห้อม
ล้อมร่างของมันก็ยิ่งหนาแน่นมากขึ้น หากมีมนุษย์
คนใดได้พบเห็นบุรุษหนุ่มผู้นี้มาประทับยังแดนของ
มนุษย์ ภายในจิตใจของคนผู้นั้นคงจะเต็มไปด้วย
ความย าเกรงและศรัทธา เพราะรูปลักษณ์ของมันดู
ราวกับเทพเซียนก็มิปาน
ทันใดนั้นดวงตาสีฟ้าอ่อนทั้งคู่ของมัน ก็เกิด
ประกายสายฟ้าขึ้นภายในดวงตาให้เห็น ขณะที่มัน
กระพริบตาภาพ ๆ ได้แผ่แรงกดดันออกมาอย่างน่า
ประหวั่นพรั่นพรึง
” ศิษย์น้อง 5 ด้วยพรสวรรค์อันเปี่ยมล้นของเจ้า
จึงท าให้เจ้าเข้าสู่ขั้นหลอมรวมลมปราณ ด้วยเวลา
เพียงแค่ 1 ปีเท่านั้น ครั้นแล้วเจ้ายังฝึกเคล็ดวิชา
‘ราชันอัสนี’ ได้จนเสร็จสมบูรณ์ ในยามนี้เจ้าเข้าใจใน
วิชาแห่งเต๋า และ ใช้มันได้อย่างคล่องแคล่ว
เชี่ยวชาญ จนเหนือกว่าทักษะต่อสู้ทั่วๆไปอย่างไม่ติด
ฝุ่นแล้ว”
เสียงของบุรุษผู้หนึ่งดังขึ้นมาตามสายลม
” ความส าเร็จที่ข้านั้นได้มา คงต้องขอบคุณใน
ความเมตตาของศิษย์พี่ทั้งสามที่คอยช่วยชี้แนะ ” ค า
กล่าวของซือตู๋หมิงหลางเต็มไปด้วยความอ่อนน้อม
ถ่อมตน น้ าเสียงของมันให้ความรู้สึกอบอุ่นเปรียบดั่ง
สายลมยามฤดูใบไม้ผลิ ท าให้เกิดความคิดขึ้นมาว่า
อนาคตของเด็กหนุ่มผู้นี้ ต้องไร้ซึ่งขีดจ ากัดอย่าง
แน่นอน
” นั่นเป็นเพราะความพยายามของเจ้าเองทั้งสิ้น ”
ศิษย์พี่ศิษย์น้องต่างชื่นชมยินดีซึ่งกันและกัน
บรรยากาศโดยรอบเต็มไปด้วยความชื่นมื่นมีชีวิตชีวา
” ด้วยพรสวรรค์อันโดดเด่นชัดเจนของเจ้า ท าให้
ท่านอาจารย์เห็นว่าเจ้ามีคุณสมบัติมากเพียงพอ ที่จะ
เข้าร่วมการแข่งขัน แย่งชิงต าแหน่งผู้พิทักษ์แห่ง
อาณาจักรเซียนแล้ว ผู้พิทักษ์นั้นเป็นเฉกเช่นเดียวกับ
นายทวารของนิกาย หากได้เป็นผู้พิทักษ์แล้วเจ้าจะ
ถูกส่งตัวไปยังอาณาจักรต่าง ๆ บนโลกมนุษย์ เพื่อ
พิทักษ์คุ้มครองมวลมนุษย์ ให้พ้นจากเภทภัย
ภยันตรายต่าง ๆ เจ้ายินยอมที่จะรับหน้าที่นี้หรือไม่
? ”
ศิษย์พี่ทั้งสามซักถามขึ้น
“ศิษย์พี่ แล้วพวกท่านรู้เรื่องนี้ได้เช่นไร ?”
เนื่องจากนี่คือสิ่งหลานฮั้วหยุนได้กล่าวกับซือตู๋หมิง
หลาง เพียงล าพังผู้เดียวเท่านั้น ซึ่งยังไม่ได้บอกเล่า
ให้ศิษย์พี่ทั้งสามได้ฟัง
หลังจากนั้นพวกมันทั้งสี่หัวเราะกันอย่างขบขัน
” ศิษย์น้องเจ้าช่างน่าเอ็นดูยิ่งนัก ถ้าเช่นนั้นพวก
ข้าจะบอกความจริงแก่เจ้าให้ได้รู้ หลังจากที่พวกเรา
ทั้ง 4 ได้เป็นศิษย์ร่วมอาจารย์เดียวกันได้สักระยะ
หนึ่ง พวกเราได้รับมอบหมายให้ไปสอดส่องดูแล
อาณาจักรบนโลกมนุษย์ แม้จักต้องออกจากนิกาย
เพื่อไปเก็บเกี่ยวประสบการณ์ก็ตาม แต่ผลประโยชน์
กลับมหาศาลนัก เพราะยังไงแล้วบนโลกมนุษย์นั้นมี
พื้นที่กว้างใหญ่นัก จึงมีทรัพยากรมากมาย แต่เหล่า
มนุษย์กลับไม่สามารถใช้มันได้ ซึ่งผลสุดท้ายมันก็จะ
มาตกอยู่ที่มือของผู้พิทักษ์อย่างพวกเรา ตอนที่พวก
เราได้ลงไปเป็นผู้พิทักษ์นั้น พวกเราก็ได้เก็บเกี่ยว
ทรัพยากรของอาณาจักรมนุษย์มามากมายทีเดียว
เชียวล่ะ”
” ทุกคนนั้นต่างรู้ดี ว่าผู้พิทักษ์แห่งอาณาจักร
เซียนนั้นแร้นแค้นเพียงใด และ สิ่งเดียวที่จะท าให้
หลุดพ้น เป็นอิสระจากความแร้นแค้นนี้ได้ก็คือ
ออกไปหายใจ และ หาโอกาสจากโลกภายนอก เมื่อ
เจ้าไปที่โลกมนุษย์แล้ว เจ้าจะไม่อาจจินตนาการได้
เลยว่ามนุษย์นั้น ทั้งบูชา และ เคารพพวกเรา
มากมายเพียงใด ส าหรับมนุษย์แล้ว พวกเรานั้น
เปรียบเสมือนดั่งเทพเจ้าส าหรับพวกมัน ผู้ซึ่งถูกส่ง
ตัวลงมาปกป้องคุ้มครองมนุษย์ จากภยันตรายทั้ง
ปวง แม้แต่จักรพรรดิของมนุษย์เอง ก็ยังต้องศิโรราบ
ให้แก่พวกเรา หากพวกเราอยากได้สิ่งใด หรือ
แม้กระทั่งนางสนมของจักรพรรดิ พวกเขาจะ
ปรนเปรอสรรหามาให้อย่างรีบเร่ง เป็นเพราะเหตุ
ใดน่ะหรือ ก็เป็นเพราะว่าพวกเขานั้นอ่อนแอยิ่งนัก !
”
เมื่อกล่าวจบเหล่าบุรุษก็พากันส่งเสียงหัวเราะออกมา
กันอย่างมีความสุข
” แสดงว่านี่คือสิ่งที่ข้าจะได้รับ หลังจากได้
กลายเป็นผู้พิทักษ์ ” ในความเป็นจริงแล้วซือตู๋หมิง
หลางเอง ก็รู้เรื่องนี้เป็นอย่างดีเนื่องจากว่ามันเองก็
มาโลกมนุษย์ แล้วมันยังล่วงรู้อีกว่ายังมีสมบัติล้ าค่า
ซึ่งหาได้ยากยิ่งถูกฝังกลบอยู่ในนั้นอีกมากมาย
” ดูเหมือนข้ายังพอมีเวลาเหลืออยู่ ก่อนที่จะเป็น
ผู้พิทักษ์ และ ถูกส่งตัวไปยังโลกมนุษย์ ถ้าเช่นนั้น
ก่อนไป ข้าจะให้เจ้าอู่ อวี้ได้ลิ้มรสชาติของความตาย
อย่างสาสม ”
ทันทีที่ซือตู๋หมิงหลางคิดถึงเรื่องนี้ ภายในดวงตา
ของมันก็เกิดประกายสายฟ้าขึ้น จากนั้นจิตสังหารก็
แผ่ออกมาอย่างรุนแรง
ในเวลานี้ภายในหัวใจของซือตู๋หมิงหลาง เสมือนถูก
เสี้ยนหนามทิ่มแทง เช่นนั้นแล้วมันจะต้องก าจัด
เสี้ยนหนามที่ปักคาหัวใจของมันออกไปให้สิ้นซาก!
” วันนี้เจ้าอู่ อวี้จะออกจากผาส านึกตนเป็นวัน
แรก ข้าไม่รู้ว่ามันจะกล้าเปิดเผยตัวตนให้ผู้ใดได้เห็น
หรือไม่ !”
ในช่วงเย็นของวันนั้น ซือตู๋หมิงหลางได้เดินทาง
กลับมา ‘เทือกเขาต้านอัสนี’ ซึ่งเป็นเทือกเขาส่วนตัว
ของมัน เทือกเขานี้หลานฮั้วหยุนได้มอบให้แก่มัน ซึ่ง
นับได้ว่าไม่ต่ าต้อยกว่าเทือกเขาหยานหลี่แม้แต่น้อย
ซือตู๋หมิงหลาง ไม่ปรารถนาให้ผู้ใดมารบกวน หรือ
เข้ามายุ่มย่ามในเทือกเขาต้านอัสนีของมัน ดังนั้น
เทือกเขาแห่งนี้จึงเต็มไปด้วยความมืดมิด เมื่อมันเดิน
เข้ามาภายในห้องโถงที่ว่างเปล่า ท่ามกลางความมืด
มิดนั้นก็มี ร่างเงาลาง ๆ ของคนผู้หนึ่งปรากฏออกมา
“เยี่ยกู่หยู” เมื่อซือตู๋หมิงหลางหันหัวกลับไปมอง
ก็ปรากฏร่างของสตรีผู้หนึ่ง ซึ่งมีความสูงเลยศีรษะ
ของมันไป สตรีนางนี้มีรูปโฉมงดงามทรวดทรงองค์
เอวไร้ที่ติ นางมีร่างสูงเพรียวระหง สวมใส่อาภรณ์รัด
กายสีด าสนิท ซึ่งท ามาจากผิวหนังของสัตว์ดุร้ายบาง
ชนิด เผยที่เห็นหน้าเนินอกอวบอิ่มนูนทะลักขึ้นมา
ความยิ่งใหญ่ของมันช่างน่าตื่นตะลึง
สิ่งที่น่าพิศวงยิ่งกว่า นั่นก็คือใบหน้าซึ่งมากไปด้วย
เสน่ห์ ชวนหลงไหลของนางนั้น เป็นเรื่องยากจะ
ควบคุมได้
แม้ร่างกายของนางจะเต็มไปด้วยความร้อนแรง แต่
ภายในดวงตาของนางนั้นกลับแตกต่างอย่าง
สิ้นเชิง มันเป็นดวงตาของเพชฌฆาตที่เต็มไปด้วย
ความหนาวเย็น ราวกับว่าภายในนั้นได้แอบซ่อน
กระบี่อันแหลมคมไว้ ไม่ว่าผู้ใดที่ได้เห็นจะต้องหวาด
ผวาด้วยความสะพรึงกลัว
” ซือตู๋หมิงหลาง ท่านกลับมาแล้ว ” สีหน้าเรียบ
เฉยไร้ซึ่งอารมณ์เช่นนี้ของเยี่ยกู่หยู มันคือลักษณะ
ของสตรีที่ท าให้เหล่าบุรุษแทบจะคลุ้มคลั่งเพราะ
หมายปรารถนาจะพิชิตครอบครอง
ถึงแม้นางจะเป็นอิสตรี ซึ่งมากด้วยเสน่ห์โดดเด่น
เพียงใด แต่ดูเหมือนว่าซือตู๋หมิงหลางจะไม่แยแส ต่อ
เสน่ห์ของนางเลยแม้แต่น้อย จากนั้นมันก็ถามนางว่า
” เจ้าได้ยินข่าวลือเรื่องใดบ้างหรือไม่ ”
” วันนี้อู่ อวี้ ได้ถูกปล่อยตัวออกมาจากผาส านึก
ตน หลังพ้นโทษเขาก็เดินทางกลับไปยังยอดเขาหวัง
เทียนทันที แม่นางชิงเหมิงผู้มีพลังอยู่ในระดับชั้นฟ้า
ขั้นที่ 8 ได้ท้าประลองยุทธกับเขา ผลลัพธ์ที่ออกมาก็
คืออู่ อวี้เป็นผู้ชนะ ด้วยการขยับเพียงแค่ก้าวเดียว
หลังจากการประลองจบสิ้น อี้หวานซานก็ออกมาท้า
ประลองด้วยอีกคน ชายผู้นี้อยู่ในระดับชั้นฟ้าขั้นที่ 9
แต่ผลลัพธ์ที่ได้ก็คืออู่ อวี้ชนะเช่นเดิม ด้วยเพียงเพลง
กระบี่เดียวเท่านั้น ” เยี่ยกู่หยูพยายามจ้องมองเข้าไป
ภายในดวงตาของซือตู๋หมิงหลาง โดยหวังว่าจะได้
เห็นความประหลาดใจ หรือ ความหวาดกลัวที่
อาจจะเผย ออกมาให้เห็นบ้าง ต่อให้มันจะเล็กน้อย
แค่ไหนก็ตาม แต่ผลที่ได้ก็คือ …
ซือตู๋หมิงหลางยิ้มออกมาอย่างเยือกเย็น พร้อมกับ
กล่าวขึ้นว่า ” ก็นับว่าไม่เลวร้าย มันคงหวาดกลัวที่จะ
พ่ายแพ้ให้แก่ข้า มันจึงพยายามฝึกปรือวิชาอย่าง
หนักเช่นนี้ ” เมื่อสิ้นประโยคมันก็เงยหน้าขึ้น พร้อม
กล่าวเบา ๆ กับเยี่ยกู่หยูว่า ” จงท าตามข้อตกลงของ
พวกเรา เจ้าให้ค าสัญญากับข้าว่าวันใดก็ตามที่ อู่ อวี้
ออกมาจากผาส านึกตน เจ้าจะลงมือสังหารมันให้ข้า
ส่วนข้าผู้อยู่ในขั้นหลอมลมปราณ จะช่วยเหลือเจ้าให้
ก้าวเข้าสู่ขั้นหลอมรวมลมปราณเช่นกัน จัดการมัน
เสียคืนนี้เลย เยี่ยกู่หยู ”
” ท าไมท่านถึงรีบร้อนนัก ? ” เยี่ยกู่หยูกล่าวด้วย
รอยยิ้มอันเย็นเยียบ
” รีบจัดการซะ ”
” ก็ได้ ๆ ข้าจะเอาศีรษะของมันมาให้ท่านเอง ”
เยี่ยกู่หยูเคลื่อนตัวผ่านความมืดมิดยามราตรี นาง
เป็นปีศาจที่มีความสง่างามยิ่งนัก เส้นผมเหยียดยาว
ราวกับธารน้ าตก สยายยาวปกคลุมไปถึงก้นที่กลม
กลึง เพียงแม้นได้แลเห็นแค่แผ่นหลังของนาง ก็ยังท า
ให้รู้สึกถึงเสน่ห์เย้ายวนอย่างท่วมท้น ซือตู๋หมิงหลา
งมองตามแผ่นหลังของเยี่ยกู่หยูไป มันยิ้มอย่างชั่ว
ร้ายจากนั้นมันก็กล่าวขึ้นว่า ” เจ้าเด็กหนุ่มหยาบโลก
ผู้นั้น ข้าอยากรู้เสียจริงเชียว ว่ามันจะสามารถ
ต้านทานการล่อลวงข้าได้หรือไม่?”
หากกล่าวถึงคนในนิกายกระบี่สวรรค์แห่งนี้ คงมีคน
เพียงน้อยนิดที่จะกล้าสบตากับนางตรง ๆ กระทั่ง
แม้แต่จะช าเลืองมองก็ยังมิกล้า
” เจ้าน าสิ่งนี้ติดกายไปด้วย ท่านอาจารย์ให้ข้า
คัดลอกมันเอาไว้ เครื่องรางชิ้นนี้มันมีชื่อว่าเพลิงสี
ทอง หากเจ้าไม่ใช่คู่ต่อสู้ของมัน ก็จงใช้มันสังหารเจ้า
นั่นซะ” ซือตู๋หมิงหลางกล่าวอย่างชัดเจน
” หืม?” ในที่สุดเยี่ยกู่หยู ก็สุดจะต้านทานต่อความ
สงสัยที่ตนเองมีได้ นั่นเป็นเพราะซือตู๋หมิงหลางได้
ยื่นเครื่องรางเพลิงสีทองให้แก่นาง นางจึงกล่าวขึ้น
ด้วยความประหลาดใจว่า ” สิ่งนี้มันเป็นของล้ าค่า
ของท่านมิใช่หรือ เห็นได้ชัดว่ามีเพียงท่านที่ได้รับมัน
ถ้าข้าใช้มันแล้วเกิดมีผู้ใดสงสัยว่าเป็นท่าน มันจะไม่
เป็นไรหรือ?”
ซือตู๋ หมิงหลาง หัวเราะอย่างเย้ยหยันขึ้น จากนั้น
มันก็กล่าวว่า ” หึ! ต้องบอกว่าถ้ามีใครสงสัย แล้วมัน
จะท าเช่นไรกับข้าได้? ในเมื่อการตายของมัน อยู่
ภายใต้การดูแลจากอาจารย์ของข้า ไม่มีผู้ใดสามารถ
ท าอะไรข้าได้ ”
” แล้วเหตุใดท่านไม่ลงมือเอง? ”
” เพราะข้าไม่ต้องการให้กระบี่ของข้าสกปรกน่ะ
สิ แรกเริ่มข้าก็คิดจะลงมือเองเช่นกัน แต่ข้าไม่อาจ
ใช้กระบี่เพื่อแก้แค้น แม้ข้าจะเสียใจต่อการตายของ
ท่านพี่ทั้งสองก็ตาม แต่กระบี่ของข้ามันสูงส่งเกินกว่า
ที่จะเอามาใช้ปลิดชีพทาสต่ าช้าเช่นมัน ผู้คู่ควรที่จะ
ท าให้ข้าต้องใช้กระบี่เล่มนี้ จะต้องเป็นผู้แข็งแกร่ง
มากกว่าข้าอย่าง ซูหยานหลี่! ไม่มีทางที่ข้าจะยอมให้
กระบี่ ต้องมาแปดเปื้อนกับกองอาจม อย่างไอ้สุนัข
ต่ าช้าผู้นี้! ”
ความจริงแล้วซือตู๋หมิงหลาง ต้องการหัวเราะ
ออกมาอย่างบ้าคลั่ง ด้วยระยะเวลา 1 ปีที่ผ่านมา
มันนั้นเปลี่ยนแปลงไปมากหลานฮั้วหยุนได้แนะน า
เรื่องที่ถูกต้องให้แก่มัน แต่สิ่งที่มันหวาดกลัวนั้นคือ
ภาพลักษณ์ มันกลัวว่าสาวกในนิกายกระบี่สวรรค์จะ
ล่วงรู้ว่า ตัวมันนั้นเกลียดชังอู่ อวี้มากมายเพียงใด อู่
อวี้เปรียบดั่งเสี้ยนหนามแหลมที่คอยทิ่มแทงดวงตา
ของมัน มันจึงต้องขจัดเสี้ยนหนามนั้นทิ้งให้สิ้นซาก
” ท่านทะนงตนมากเกินไป ” เยี่ยกู่หยูส่ายศีรษะ
จากนั้นร่างของนางก็กลืนหายเข้าไปในความมืด
นางพบว่าตนเอง ประมาทซือตู๋หมิงหลางมากเกินไป
แท้จริงแล้วมันไม่เหมือนผู้เยาว์แม้แต่น้อย มีเพียงแค่
อายุของมันเท่านั้นที่ยังดูอ่อนเยาว์ แต่ความคิดความ
อ่านของมัน กลับล้ าลึกราวกับผู้ใหญ่ที่ผ่านโลกมา
อย่างโชกโชน นางปรารถนาที่จะใช้ร่างกายของ
ตนเองล่อลวง และ ควบคุมซือตู๋หมิงหลาง จนท าให้
มันมัวเมากับราคะ และไม่สามารถควบคุมตนเองได้
แต่สิ่งที่นางเห็นในวันนี้กลับพบว่า จิตใจของมัน
แข็งแกร่งดุจหินผา มันไม่แยแสต่อเสน่ห์อันแสน
ยั่วยวนของนางเลยแม้แต่น้อย
” ข้าโชคดีจริง ๆ ที่ได้สังหารอู่ อวี้เช่นนี้ หลังจาก
ฆ่ามันข้าจะยึดเม็ดยาหลอมรวมลมปราณของมันมา
”
” เพื่อหนทางสู่ขั้นหลอมรวมลมปราณ อาจกล่าว
ได้ว่า การสังหารมันเป็นงานง่ายดายเพียงพลิกฝ่ามือ
”
……
ณ เทือกเขาหยานหลี่ มีกระท่อมไม้หลังหนึ่งตั้งอยู่
ด้านหลังภูเขา ส่วนใหญ่แล้วต้นไม้เหล่านี้จะเป็นพุ่ม
ไม้เสียมากกว่า กิ่งก้านสาขาของมันปกคลุมห่อหุ้ม
สุสานเอาไว้ มันหนาแน่นเสียจน แสงจากดวงจันทรา
ไม่อาจสาดส่องเล็ดลอดเข้ามาได้ แสงเงาที่ส่อง
สะท้อนลงสู่พื้นดินดูราวกับภูตผีก็ไม่ปาน บรรยากาศ
วังเวงที่แผ่ออกมา ชวนให้รู้สึกน่าสะพรึงกลัวเป็น
อย่างนี้
อู่ อวี้ โขกศีรษะ 3 ครั้ง จากนั้นก็รินสุราลงสู่พื้นดิน 9
จอก เพื่อแสดงความเคารพต่อเสิ่น อู๋ เต้า
” ท่านลุงเสิ่น ท่านเปลี่ยนโชคชะตาให้แก่ข้าผู้
นี้ แต่ข้ากลับไม่อาจตอบแทนท่านได้ ไม่อาจท าให้
ท่านใช้ชีวิตในช่วงบั้นปลายได้อย่างมีความสุข ”
ภายในหัวใจของอู่ อวี้ ตลอดชั่วชีวิตของเขา คงไม่มี
วันลืมเลือนชายชราผู้นี้
ตอนนี้เขาท าได้แค่เพียง พูดคุยกับชายชราผ่านหลุม
ฝังศพได้เท่านั้น
” ข้าจะเก็บมรดกที่ท่านมอบให้เป็นอย่างดี ข้าจะ
ท าให้ท่านลุงได้เห็นอนาคตที่รุ่งโรจน์สดใสของข้า ”
” เวลานี้การลงโทษได้สิ้นสุดลงแล้ว ท่านลุงแต่ข้าก็
ยังคงมุ่งมั่นฝึกปรือตนเองอย่างหนักต่อไป ข้าท ามัน
ด้วยจิตวิญญาณทั้งหมดที่ข้ามี ข้าจะท าจนกว่าข้าจะ
กลับไปยังอาณาจักรเย่วอู่ได้ และจนกว่าจะกลับไป
ทวงคืนทุกอย่างที่เป็นของข้า! ”
อาณาจักรเย่วอู่คือสถานที่ ซึ่งอู่ อวี้ จะต้องกลับไป
1 ปีมันช่างแสนยาวนานเสียเหลือเกิน
ฮ่าวเทียน ซ่างเซียน, ซีเฟย, หว่านชิง! ความเกลียด
ชัง และ ความสูญเสียที่เขาได้รับ เขาจะไม่มีวันลืม!
เขาจะลืมเลือนศัตรูของตนเองไปได้อย่างไร ศัตรูที่
ท าลายชีวิต ศัตรูผู้พรากทุกอย่างไปจากเขา เขาจะ
กลับไปล้างบาง และ ขุดรากถอนโคนพวกมัน!
อู่ อวี้ รู้สึกกังวลใจ เพราะเป็นห่วงกังวลท่านพี่หญิง
ของเขา เขาไม่รู้ว่าป่านนี้ท่านพี่หญิงของเขา จะเป็น
ตายร้ายดีเช่นไรบ้าง
…
สิ่งที่ท าให้อู่ อวี้ รู้สึกเสียใจมากที่สุดนั่นก็คือ นาง เขา
ไม่อาจลืมเลือนครอบครัวพี่น้องของตนเองได้ ไม่อาจ
ลืมเลือนสตรีผู้เคยดูแลเอาใจใส่เขามาตลอด
“ไอ้พวกจิ้งจอกเจ้าเล่ห์”
อู่ อวี้พรวดพราดลุกขึ้นยืนอย่างลืมตัว แสงสีทอง
สาดประกายออกมาจากดวงตาของเขา จากนั้นเขาก็
หยิบวิชาลับเปลวอัคคีทองค าปลิดชีพมังกรออกมา
และเริ่มพินิจพิจารณาอย่างจริงจัง นอกจากนี้ยังท า
ให้ชายชรา ได้เห็นความรุดหน้าของเขาด้วยสายตา
ของตนเอง หากท่านมองลงมาจากภพหน้า ซึ่งอู่ อวี้
ก็คงคิดว่ามันอาจจะท าให้ชายชรายินดี และ พอใจ ก็
เป็นได้
” กระบี่สังหารปลาวาฬแห่งบูรพาสมุทร เป็นวร
ยุทธขั้นกลางที่นักรบใช้ต่อสู้ การเคลื่อนไหวของมัน
เรียบง่าย ไร้ซึ่งความซับซ้อนพลิกแพลง ซึ่งมันยังไม่
เพียงพอที่จะรองรับพลังที่ข้ามีในตอนนี้ ส่วนเคล็ด
วิชาลับอย่าง ‘เปลวอัคคีทองค าปลิดชีพมังกร’ เป็นที่
รู้จักว่ามันคือวิชาสังหารมังกร ไม่คาดคิดว่าข้าจะได้
ฝึกปรือวิชาการต่อสู้ชั้นยอดที่แผ่กลิ่นอายต่อต้านฟ้า
ดินอย่างลึกล้ าถึงเพียงนี้ แล้วมันจะไปแย่ได้เยี่ยงไร! ”
หลังจากเขาพินิจพิจารณามันอย่างรอบคอบ เขา
กลับพบว่าวิชานี้เหมาะสมกับพลังของเขามาก ทั้งนี้
ทั้งนั้นเป็นเพราะความเมตตาของเจ้านิกาย ที่เลือก
เฟ้นเคล็ดวิชาให้เหมาะสมกับพลังของเขาได้มากถึง
เพียงนี้
” เขาแน่ใจแล้วว่า ผู้ใดไร้อาจารย์ คงไม่อาจ
หลีกเลี่ยงทางอ้อมมากมายที่ต้องเสี่ยงก้าวเดินไปได้ ”
อู่ อวี้ ก าลังจมดิ่งลงไปสู่ห้วงเวลาแห่งการฝึกตน เขา
ชักกระบี่ปราบมารออกมา จากนั้นเขาก็เริ่มฝึก… ฝึก
… แล้วก็ฝึก โดยมีหลุมฝังศพของเสิ่น อู๋เต้าเป็น
พยาน นานมากแล้วที่เขาไม่ได้สัมผัสกับเคล็ดวิชาที่
เต็มไปด้วยความซับซ้อน และ พลิกแพลงเช่นนี้
เคล็ดวิชาระดับสูง ซึ่งเขาเกือบหลงลืมความรู้สึก
เช่นนี้ไปนานมากแล้ว เขารู้สึกปีติยินดีอย่างยิ่งเมื่อได้
จับมันอีกครั้ง
” เปลวเพลิงอัคคีทองค าปลิดชีพมังกร เป็นเคล็ด
วิชาที่ท่านเจ้านิกายสร้างขึ้นอย่างนั้นหรือนี่ ไม่น่า
แปลกใจเลยว่าท าไมท่านถึงได้ สามารถเคลื่อนย้าย
ภูเขา แหวกมหาสมุทรได้ หลังจากเข้าสู่กระบวนท่า
แหวกสมุทรสังหารมังกร พลังปราณของเขาก็พวยพุ่ง
ออกมา ถึงแม้ความช านาญในการใช้กระบวนท่านี้ยัง
ไม่สูงมากนัก แต่สิ่งส าคัญที่สุดคือจิตวิญญาณอันแน่ว
แน่ที่พร้อมจะฟันฝ่าทุกสิ่งและความกล้าหาญอันไม่มี
วันสิ้นสุด”
” กายาเพชรอมตะของข้า ไม่ขัดแย้งกับเคล็ดวิชา
นี้เลยแม้แต่น้อย ทั้งสองวิชาผสมผสานเข้ากันได้ลง
ตัวจนน่าเหลือเชื่อ ราวกับวิชานี้มันถูกสร้างมาเพื่อ
ข้า ประหนึ่งร่างกายข้าถูกสร้างมา เพื่อรองรับวิชานี้
โดยเฉพาะ เสมือนดั่งว่ามันมาจากเคล็ดวิชาเดียวกัน
”
ยิ่งศึกษา ยิ่งฝึกฝน มันจะยิ่งท าให้อู่ อวี้ จมลึกลง
ไปสู่ห้วงแห่งการฝึกตน สิ่งที่น่าประหลาดใจมากกว่า
นั้นก็คือ อู่ อวี้ รู้สึกหลงใหลกับเคล็ดวิชานี้เป็นอย่าง
ยิ่ง การฝึกอย่างไหวผสมผสานท าให้รู้สึกราวกับว่า
เขาเคยเรียนรู้เคล็ดวิชานี้มาก่อนแล้ว ด้วยการเรียนรู้
อย่างรวดเร็วจนเกินธรรมดา มันเป็นระดับที่เรียกได้
ว่าน่าเหลือเชื่อ ซึ่งไม่ใช่ว่าเคล็ดวิชานี้ฝึกฝนกันง่ายๆ
แต่อย่างใด กลับกันเลยด้วยซ้ า ว่าเคล็ดวิชานี้ไม่ใช่
อะไรที่จะสามารถฝึกฝนกันได้ง่าย ๆ!
ในตอนแรกที่อู่ อวี้ ฝึกเพลงกระบี่ สังหารปลาวาฬ
บูรพาสมุทร เขาก็ไปฝึกอยู่ที่มหาสมุทรแถบ
ตะวันออก เขาฝึกกระบี่ท่ามกลางคลื่นทะเล ผ่านไป
ปีแล้วปีเล่าในที่สุดเขาก็ส าเร็จเคล็ดวิชาสังหาร
ปลาวาฬบูรพาสมุทรได้ แต่ส าหรับเคล็ดวิชาเปลว
อัคคีทองค าปลิดชีพมังกร อู่ อวี้ใช้เวลาเพียงชั่ว
ข้ามคืนแต่ก็สามารถแตกฉานเคล็ดวิชาบางส่วนแล้ว
ยามเที่ยงคืน จู่ๆ อู่ อวี้ กลับจ าต้องตื่นขึ้นจากภวังค์นี้
เนื่องจากมีจิตสังหารที่รุนแรงก าลังแผ่กระจาย
ออกมาจนน่าขนลุก
………………………………………………………………………
(´▽`).。o♡ เพลิน