กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ - ตอนที่ 241 ตำหนักวิมานสวรรค์
ช่วงเวลาที่ก าลัง อู่ อวี้ รอคอยอยู่นั้น ทันใดนั้น
เฉิน ชิงหยู๋ ซึ่งสวมใส่ชุดคลุมสีม่วงถูกตัดเย็บมาอย่าง
ประณีตบรรจง ทุกท่วงท่าอากาศกิริยางดงาม
ประหนึ่งเทพธิดาบนสรวงสวรรค์ บัดนี้นางได้มา
ปรากฏตัวอยู่ตรงหน้า พร้อมกับส่งยิ้มมาให้อย่าง
อ่อนโยน สายตาที่จับจ้องมองมาทาง อู่ อวี้ นั้น ให้
ความรู้สึกดุจดั่งจะกลืนกิน จากนั้นนางก็กล่าวขึ้น
ว่า” น้องชายคนเก่งของข้า เจ้าสามารถท าให้พี่สาว
คนนี้ต้องประหลาดใจอีกครา ผลงานของเจ้า เมื่อ
เทียบกับการปกระลองก่อนหน้านี้ มันช่างน่าตื่น
ตกใจเสียจริง เจ้าคืออัจฉริยะผู้เปี่ยมล้นไปด้วย
พรสวรรค์อย่างแท้จริง”
“ ทั้งหมดนี้คงต้องขอบคุณพี่สาว ที่เมตตาช่วยเหลือ
ชี้แนะข้าในเรื่องของการบ่มเพาะ ” อู่ อวี้ อดรู้สึกดี
ไม่ได้กับสตรีผู้นี้ ถ้าไม่ใช่เพราะนางปรากฏตัวขึ้น
ป่านนี้เขาคงยังต้องดิ้นรนเอาชีวิตรอด อยู่ภายใต้เงา
มฤตยูของ จาง ฝูถู
“ ส าหรับข้าแล้ว มันเป็นแค่เรื่องเล็กน้อยเท่านั้น”
เฉิน ชิงหยู๋ ส่งยิ้มหวานอ่อนโยน บนพวงแก้มของ
นางมีลักยิ้มน่ารักน่าชังอย่างยิ่ง ด้วยรูปลักษณ์นี้ยิ่ง
ชวนให้เคลิบเคลิ้มลุ่มหลง
อู่ อวี้ รู้สึกตึงเครียดวิตกกังวลเล็กน้อย เนื่องจากเขา
ไม่อาจล่วงรู้ได้ว่า การประลองของตนเองนั้น ส าหรับ
จอมกระบี่ชิงเหอ แล้ว เขาจะประเมินมันว่าอย่างไร?
ราวกับว่า เฉิน ชิงหยู๋ เข้าใจในสิ่งที่ อู่ อวี้ คิด นาง
ยังคงยิ้มแล้วกล่าวขึ้นว่า” ส่วนเขาผู้นั้น จากเท่าที่ข้า
สังเกตเห็นก็ดูจะรู้สึกดีไม่น้อย ถ้าให้ข้าคาดเดาใน
การประลองครั้งต่อไป เจ้าจะต้องแข็งแกร่งเพิ่มขึ้น
กว่าครั้งนี้ ไม่เช่นนั้นคาดว่าคงจะเป็นเรื่องยากที่เขา
จะสนใจ”
อู่ อวี้ รู้สึกตื่นตระหนก เนื่องจากเขาไม่คาดหวังว่า
จอมกระบี่ชิงเหอ จะมีบรรทัดฐานสูงมากถึงเพียงนี้
ความมั่นใจของเขาก่อนหน้านี้ บัดนี้ได้แปรเปลี่ยน
ส่งผลให้เขาตกอยู่ในสภาวะตึงเครียดวิตกกังวลอีก
ครั้ง ซึ่งมันท าให้เขาชักเริ่มเคลือบแคลงสงสัยใน
ตนเอง ว่าตั้งแต่ต้นเขากระท าสิ่งใดผิดพลาดไป
“ แต่ส าหรับข้าแล้ว เจ้าท าให้ข้ารู้สึกประหลาดใจ
มากโขทีเดียว ชายผู้นั้นเขามีนิสัยแปลกประหลาด
อย่างยิ่ง ไม่มีผู้ใดสามารถคาดเดาความคิดของเขาได้
ฉะนั้นเจ้าโปรดอย่ากังวลเกี่ยวกับเรื่องของเขา เจ้าแค่
ท าให้ดีที่สุดก็พอ และ คงในบรรทัดฐานความดีนี้ไว้”
เฉิน ชิงหยู๋ แอบกระซิบข้างหูของ อู่ อวี้ อยากให้
ก าลังใจแลปลอบประโลม ในคราเดียวกัน
อู่ อวี้พยักหน้าแล้วกล่าวขึ้นว่า” คงไม่ต้องกล่าวอัน
ใดอีก การประลองในครั้งต่อไป ข้าจะพยายามท าให้
ดีที่สุด”
ค ากล่าวของเขาในตอนนี้ทั้งหมดคงมีเพียง หลีกเลี่ยง
การท าให้ จอมกระบี่ชิงเหอ รู้สึกไม่พึงพอใจ
“ เอาล่ะ เห็นทีจะต้องแข่งกับเวลา ยามนี้รายชื่อของ
เจ้าอยู่ในอันดับ 100 ของรายนามหมื่นเซียนกระบี่
จงกลับไปแล้วฝึกฝนให้หนักมากขึ้น” เฉิน ชิงหยู๋
โบกมือจากนั้นก็ทะยานขึ้นไปบนฟากฟ้า พร้อมกับ
กล่าวทิ้งถ้อยค าเอาไว้
“ ห้ามผู้ใดรบกวน อู่ อวี้ ปล่อยให้เขาตั้งค าถามกับ
ตัวเอง ว่าควรจะกระท าอย่างไรต่อไป”
เดิมทีมีผู้คนมากมายก าลังจะเข้ามาพานพบท า
ความรู้จักกับ อู่ อวี้ โดยเฉพาะสาวกมหาวงจรสี่วิถี
กระบี่ ที่มาจากเทือกเขาซูซัน แต่หลังจากได้ยินค า
กล่าวของ เฉิน ชิงหยู๋ แน่นอนว่าเป็นสิ่งที่ จอมกระบี่
ชิงเหอ ถ่ายทอดมา จึงเป็นผลให้พวกเขาจ าต้อง
หยุดชะงักที่จะก้าวขาออกไป
“ ได้ยินหรือไม่ ศักยภาพของเขายังไม่เป็นที่พึงพอใจ
ของ จอมกระบี่ชิงเหอ !”
“ นับเป็นเรื่องดีอย่างยิ่ง ด้วยการนี้ อู่ อวี้ จะไม่
สามารถจองหองได้อีกต่อไป ถ้าไม่ใช่เพราะ
จอมกระบี่ชิงเหอ ให้ความสนใจในตัวมันแล้ว มันก็ไม่
มีอะไรเลย!”
แม้ อู่ อวี้ จะได้ยินเสียงพูดคุยสบประมาท แต่เขาก็
ยังยิ้มออก สิ่งต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น ท าให้เขาได้รู้ว่า
ทุกหนทางคือการปฏิบัติฝึกตน เขาไม่สามารถ
ควบคุมปาก หรือ ความคิดของผู้อื่นได้ สิ่งที่ก าหนด
ทุกอย่างได้นั้น คือความสามารถที่ตัวกระท า
ตราบใดที่เขานั้นแข็งแกร่งพอ เขาก็ไม่จ าเป็นต้องฟัง
ค าพูดไร้ประโยชน์พวกนี้
แต่ อู่ อวี้ ไม่สามารถคาดเดาได้ว่า จอมกระบี่ชิงเหอ
ผู้เปลี่ยนแปลงโชคชะตาชีวิตเขาอย่างฉับพลัน ว่าใน
ท้ายสุดแล้ว คนผู้นี้ก าลังคิดอะไรอยู่ ?
ตั้งแต่ก้าวเหยียบมาที่นี่จวบจนถึงปัจจุบัน ความ
ประทับใจเดียวของ อู่ อวี้ ก็คือ ดวงดาราที่ส่องแสง
กระพริบบนท้องฟากฟ้าเพียงเท่านั้น
เขาละทิ้งฝูงชนออกมา เพื่อมาพบกับ หนานกง เหว่ย
เขาคงไม่จ าเป็นต้องกล่าว ว่านางมีลักษณะท่าทาง
เช่นไร บัดนี้นางก าลังเฝ้ามอง อู่ อวี้ ด้วยแววตาที่
ส่องประกายแวววับราวกับดวงดารา
“ พี่ชาย ในวันนี้ได้สร้างปาฏิหาริย์ให้ประจักษ์สายตา
แก่ทุกผู้คน ฝีมือที่ท่านแสดงในวันนี้ข้าให้ท่าน 100
คะแนนเต็ม!” หนานกง เหว่ย กลัวเขาย่อท้อ นางจึง
รีบให้ก าลังใจเขา
“ หนทางยังอีกยาวไกลยิ่งนัก นี่เพียงแค่เริ่มต้น
เท่านั้น” เมื่อ อู่ อวี้ ครุ่นคิดถึงเส้นทางอันยาวไกล
สู่การบรรลุกลายเป็นเซียนอมตะ อารมณ์ความรู้สึก
ของเขาก็มั่นคงสุขุมขึ้น เนื่องเพราะเขาเข้าใจเป็น
อย่างดี ส าหรับสถานการณ์ในตอนนี้ สิ่งส าคัญมาก
ที่สุดก็คือ การเหยียบย่ าก้าวเดินอย่างมั่นคง
“ ข้ายังต้อง ยกระดับแกนนภา แลฝึกฝนบ่มเพาะ
เคล็ดวิชาเต๋า แต่ว่ายามนี้แต้มความส าเร็จในมือของ
ข้ามีไม่มากพอ เหลืออีกเพียงแค่เล็กน้อย ข้าจะต้อง
ใช้จ่ายอย่างประหยัดมัธยัสถ์ ข้าคงไม่สามารถจ่าย
แต้มความส าเร็จ เพื่อเข้าไปฝึกฝนอยู่ภายใน
วังกระบี่วิญญาณ ได้ตลอดอย่างตลอดรอดฝั่ง อีกทั้ง
ยังไม่สามารถไปฝึกฝนยังวังกระบี่อื่น ๆ ได้ เกรงว่าใน
ไม่ช้าข้าคงจะถูกขับไล่ออกมา …”
ในช่วงเวลาที่เขาก าลังอับจนสุดทางอยู่นั้น ไม่ไกล
ออกไป จาง ฝูถู ก าลังยืนมองเขาอยู่ เขาเป็นอีกผู้
หนึ่งที่ได้เฝ้าดูการประลองต่อสู้ของ อู่ อวี้ ตั้งแต่
ต้นจนจบ
ณ เวลานี้ จาง ฝูถู มาปรากฏตัวอยู่ด้านหน้าของ
พวกเขาทั้งสอง ท่าทางของเขาดูเศร้าสลดเสียใจ
อย่างสุดซึ้ง จากนั้นก็กล่าวขึ้นว่า” อู่ อวี้ ข้าขอแสดง
ความยินดีกับเจ้าด้วย ฝีมือที่เจ้าแสดงให้เห็นในวันนี้
เกินกว่าที่คาดคิดเอาไว้มาก ยามนี้ข้าเองก็เข้าใจแล้ว
ว่า เจ้าไม่ใช่คนที่ข้าจะสามารถควบคุมได้ ก่อนหน้านี้
ข้าดูถูกเจ้ามากเกินไป ข้าจึงอยากมาขออภัยแก่
เจ้า …”
นี่คือการพูดคุยเป็นส่วนตัว ทว่า อู่ อวี้ ก็ยังถึงว่าชาย
คนนี้เป็นศัตรูของเขา ๆ จึงกล่าวขึ้นว่า” ข้าไม่ยกขอ
โทษให้ เอาเป็นว่านับจากนี้ท่านอยู่ให้ห่าง ๆ ข้าก็
แล้วกัน”
จาง ฝูถู ยิ้ม แล้วรีบกล่าวขึ้นว่า” ไม่มีปัญหา ในวันนี้
แค่เพียงอยากจะมาบอกว่า เจ้ามั่นใจได้เลย นับจาก
นี้เป็นต้นไป เจ้าจงลืมข้าเสียเถิด และข้า จาง ฝูถู จะ
ไม่เสนอหน้าให้เจ้าเห็นอีก”
ท่าทางของเขาดูเศร้าสลดหดหู่เป็นอย่างยิ่ง สีหน้าดู
พ่ายแพ้ท้อแท้อย่างสิ้นเชิง อีกทั้งยังแฝงไปด้วยความ
วิตกกังวล
“ เจ้าคงกลัวว่า อนาคตของข้าต่อนจากนี้จะพุ่ง
ทะยานสูงขึ้น แต่ข้าก็ยังเกลียดชังเจ้า เมื่อไหร่ที่ข้า
แข็งแกร่งมากกว่านี้ เมื่อนั้นข้าจะกลับมาหาเจ้า
เพื่อแก้แค้น!” อู่ อวี้ กล่าว
ถึงแม้ว่า จาง ฝูถู ยังไม่ได้ลงมือกระท าสิ่งใดสักอย่าง
กับเขา แต่เป็นเพราะเขามีความคิดชั่วร้ายนี้ขึ้นในใจ
ฉะนั้นจึงเป็นเรื่องยากที่ อู่ อวี้ จะให้อภัย นับจาก
มาถึงเขาซูซัน จาง ฝูถู ก็เปรียบเสมือนดั่งเงาแห่ง
มฤตยู คอยหลอกหลอนติดตามเขามาอย่างต่อเนื่อง
“ ถูกแล้ว … ข้าคงไม่สามารถท าอันใดกับเรื่องนี้ได้
คงท าได้เพียงอธิษฐานเท่านั้น ว่าสักวันหนึ่งเจ้ายก
โทษให้ข้า เมื่อเวลานั้นมาถึง ข้าคงเป็นแค่เศษฝุ่นธุลี
ที่ไม่มีความสัมพันธ์อันใดในสายตาของเจ้า” จาง ฝูถู
กล่าว
อู่ อวี้ อยากจะสังหารเขาให้เร็วที่สุดเท่าที่เป็นไปได้
แต่ติดที่ว่าตอนนี้ยังอยู่ภายในซูซัน จึงไม่อาจลงมือได้
โดยเฉพาะอย่างยิ่งการสังหารสาวกระดับกระบี่ปฐพี
จึงค่อนข้างไม่สะดวกสักเท่าใด อีกทั้งฝีมือของเขา
ในตอนนี้ ยังไม่ใช่คู่ต่อสู้ของ จาง ฝูถู แต่เขายังคง
จดจ าความเกลียดชังนี้ แล้วจ าต้องปล่อยมือออกจาก
มันก่อนชั่วคราว เพื่อไล่ตามอนาคตของตนเอง
ถึงแม้ว่า จาง ฝูถู จะอ้อนวอนขอร้อง แต่ทว่า
ความคิดในจิตใจของเขาก็ยังคงไม่เปลี่ยนแปลง อู่ อวี้
กล่าวตอบไปว่า”เจ้ารู้ดีอยู่แก่ใจ ว่าของบางอย่างก็
ไม่ใช่ของเจ้า แต่เจ้ากลับโลภโมโทสันปรารถนาแย่ง
ชิง สิ่งของที่ไม่ใช่ของเจ้ามาเป็นของตนเอง แน่นอน
ว่าสิ่งที่เจ้ากระท า ย่อมมีผลตอบแทนที่จะต้องได้
ส่วนเรื่องที่ว่าหลังจากนี้ข้าจะตัดสินใจอย่างไรนั้น
ข้าคิดว่าเจ้าอย่ามาให้ข้าเห็นหน้าอีก ข้ารู้สึกเกียจ
คร้านเกินไปที่จะเห็นเจ้า”
“ ขอบใจมาก” จาง ฝูถู เดินผละออกจาก อู่ อวี้
อย่างเงียบ ๆ ในยามนี้เขาดูกับชายชราผู้ห่อเหี่ยว
เห็นได้อย่างชัดเจนว่า การแสดงฝีมือของ อู่ อวี้ ใน
วันนี้ มันท าให้เขารู้สึกหวาดกลัวมากจริง ๆ
ดูเหมือนว่าเขาจะมีความแข็งแกร่งอยู่ใน มหาวิถี
สร้างแกนนภาขั้นที่ 6 อีกทั้งยังเป็นสาวกระดับกระบี่
ปฐพี ไม่ว่าจะเป็นความแข็งแกร่ง หรือ อัตลักษณ์
ของเขา เห็นได้ชัดว่าสูงส่งกว่า อู่ อวี้ มากนัก
หนาน กงเหว่ย กล่าวขึ้นมา”พี่ชาย คนผู้นั้นสมควร
โดนแล้ว เมื่อไหร่ที่ท่านมีความแข็งแกร่งมากกว่าเขา
ท่านค่อยมอบบทเรียน ระบายความโกรธแค้นแก่เขา
ก็ยังไม่สาย!”
“อืม” อู่ อวี้ พยักหน้า
“ก็นะ … ข้าว่าเขาน่าจะหวาดกลัวจนฝันหนีดีฟ่อ กับ
ฝีมือที่ท่านแสดงให้เห็นในวันนี้แล้วล่ะ ข้าคิดว่าหาก
ภายหลังเขาบังเอิญพบเจอท่านเข้า คงได้รีบหลบ
ซ่อนตัววิ่งหนีหางจุกตูดเป็นแน่แท้” หนานกง เหว่ย
กล่าวขึ้นพร้อมกับเสียงหัวเราะ
หากปล่อยให้นางกล่าวต่อ คงไม่แคล้วที่ อู่ อวี้
จะต้องปวดเศียรเวียนเกล้าเป็นแน่แท้ ดังนั้นเขาจึง
ขบคิดหาหนทางแก้ปัญหา โดยการกล่าวขึ้นว่า”
ตอนนี้ จาง ฝูถู คงได้รับบทเรียนแล้ว อีกทั้งพวกเรา
ยังไม่รู้ว่าจะไปไหนดี เช่นนั้นข้าจะกลับไปที่วิหารฝูถู
ก่อน ข้ามียอดเขาเฉียนฝูอยู่ที่นั่น มันเป็นสถานที่แห่ง
เดียวที่ข้าจะฝึกฝนได้อย่างอบอุ่นใจ”
สาวกทุกคนในอาณาเขตกระบี่สามัญ ต่างมี
อาณาเขตเป็นของตนเอง ส่วนจุดอื่น ๆ ก็เป็นพื้นที่
สาธารณะ หรือไม่ก็เป็นพื้นที่ต้องห้าม หรือไม่ก็เป็น
สถานที่อย่างหุบเหวปีศาจ ซึ่ง อู่ อวี้ จ าเป็นต้องตั้ง
สมาธิมุ่งมั่นในการฝึกตน หุบเหวปีศาจไม่ใช่สถานที่ที่
มีสภาพแวดล้อมเหมาะสม อีกทั้งยังมีอันตรายอยู่ใน
นั้น แลพลังฟ้าดินยังเต็มเปี่ยมไปด้วยกลิ่นอายหยิน
อันมืดมิดทมิฬ ไม่สามารถน ามาใช้บ่มเพาะยกระดับ
แกนนภาได้ มีสภาพแวดล้อมไม่เหมาะสมส าหรับการ
ฝึกฝนลับคมวิถีกระบี่
ด้วยเหตุนี้ การกลับไปที่ยอดเขาเฉียนฝูจึงเป็น
ทางเลือกที่ดีสุด
อู่ อวี้ เข้าใจดีถึงสถานะของตนเองในตอนนี้ ถึงแม้
เขาจะได้รับความสนใจจากจอมกระบี่ชิงเหอ แต่ก็
ไม่ได้หมายความว่า ตัวตนของเขาจะสูงส่งกว่าสาวก
ขั้นกระบี่ปฐพี กล่าวได้ว่าเขามีสถานะเป็นเพียงศิษย์
แกนสามัญเท่านั้น
“ตกลง งั้นไปที่ยอดเขาเฉียนฝู ข้าไม่ได้รู้สึกเกรงกลัว
จาง ฝูถู ผู้นี้แม้แต่น้อย!” หนานกง เหว่ย พยักหน้า
การอยู่ในวังกระบี่วิญญาณ จ าเป็นต้องจ่าย 10 แต้ม
ความส าเร็จทุกเดือน มันท าให้จิตใจของนางต้อง
ระทมทุกข์อย่างสุดซึ้ง
ในยามนี้ พวกเขาไม่มีเวลามากพอที่จะออกไปค้นหา
แต้มความส าเร็จ
หลังจากคนทั้งสองตัดสินใจได้แล้ว อู่ อวี้ ก็ขี่กระบี่
บิน ย้อนกลับไปยัง วิหารฝูถู กล่าวได้ว่ากระบี่บิน
ของ อู่ อวี้ ในตอนนี้รวดเร็วอย่างน่าเหลือเชื่อ อีกทั้ง
ยังดูองอาจมากยิ่งขึ้น ผ่านไปเพียงไม่นาน พวกเขาก็
แลเห็นเขาซึ่งปกคลุมไปด้วยหิมะของเทือกเขาฝูถู
เขาใกล้จะถึงอาณาเขตของตนเต็มทีแล้ว
เขาอยู่ในซูซันมากว่า 1 ปีแล้ว แต่กลับพักอยู่ที่นี่
เพียงแค่ 1 เดือน เมื่อย้อนกลับมายังยอดเขา
เฉียนฝูแห่งนี้ทุกสิ่งทุกอย่างดูแตกต่างไปมาก
ข่าวลือว่า อู่ อวี้ กลับมา ได้แพร่สะพัดไปทั่วทั้ง
วิหารฝูถู ผู้คนมากมายแอบมองเขาจากสถานที่
ห่างไกลออกไป ท่ามกลางผู้คนเหล่านั้นมี โจวซวน
หวังฝู จื่ออิง อยู่ด้วย แม้แต่สามอัจฉริยะจากวิหารฝูถู
ก็ยังไม่กล้าเข้ามาใกล้ อู่ อวี้ ท าได้เพียงใช้สายตา
อิจฉาริษยา จับจ้องมองมายังเขาเพียงเท่านั้น
แน่นอนว่าภายในแววตาของพวกมัน แฝงไว้ด้วย
ความคลั่งแค้นเกลียดชัง อันฝังลึกอยู่ภายใน
อู่ อวี้ รู้สึกเกียจคร้านเกินไป ที่จะใส่ใจในตัวของ
พวกมัน หลังจากที่เขากลับมายังยอดเขาเฉียนฝู
จะพบกับกระท่อมไม้ที่ตั้งอยู่บนยอดเขาสูง ซึ่งถูก
ปกคลุมไปด้วยหิมะ เพลานี้เขาเริ่มต้นดูดซับ
พลังฟ้าดิน เพื่อปรับแต่งยกระดับแกนนภาทันที
บางครั้งก็ฝึกฝนเคล็ดวิชาเต๋ากระบี่ เพื่อจะได้
ก้าวหน้าอย่างควบคู่กันไป บางครั้งก็สนทนา
แลกเปลี่ยนกับ หนานกง เหว่ย วันเวลาล่วงเลยผ่าน
ไปด้วยกิจวัตรเช่นนี้
ถึงแม้ว่าการฝึกตนของเขา จะไม่ได้คืบหน้าไปอย่าง
รวดเร็ว แต่ อู่ อวี้ ก็ไม่ได้กังวลนัก
เนื่องจากการฝึกตน ไม่สามารถรีบร้อนได้
จ าเป็นต้องมุ่งมั่นอดทน เพื่อก้าวข้ามผ่านอุปสรรคไป
ให้ได้
ผ่านไปเพียงไม่นาน ราตรีก็เข้าคืบคลาน แสงดาวส่อง
พร่างพรายไปทั่วทั้งท้องนภา พร้อมกับจันทราเสี้ยวที่
ก าลังลอยคว้างอยู่บนขอบฟ้า
เมื่อแหงนหน้ามองดู ภาพที่ปรากฏในยามนี้ ช่างเป็น
ทัศนียภาพอันงดงามชวนตกตะลึงอย่างแท้จริง
เนื่องจากแสงพร่างพรายของดวงดารา ที่ส่องสว่างลง
มา ท าให้ยามนี้ทั่วทั้งผินหิมะ มาส่องประกายต้อง
กระทบแสงวิบวับ เมื่อหันมองดูรอบ ๆ ภาพปรากฏ
ขึ้นมายามนี้ช่างงดงามชวนตกตะลึงอย่างแท้จริง
บัดนี้ หนานกง เหว่ย กับ อู่ อวี้ หยุดพักกันก่อน
ชั่วคราว คนทั้งสองยืนอยู่ท่ามกลางผืนหิมะ
แหงนหน้ามองดู ดวงดาราทอดยาวออกไปนับหมื่นลี้
ท่ามกลางความมืดมิดยามราตรี ด้วยหัวใจที่เต็มไป
ด้วยความมุ่งหวังปรารถนา
“ภาพนี้ช่างงดงามมากจริง ๆ” หนานกง เหว่ย กล่าว
ขึ้นพร้อมกับกระโดดโลดเต้นอย่างร่าเริงสนุก
“ไม่รู้ว่าตอนนี้ท่านอาจารย์ ศิษย์พี่ รวมถึงเหล่าสาวก
ใน นิกายกระบี่สวรรค์ จะเป็นอย่างไรกันบ้าง…”
หลังจากออกรอนแรมเดินทางมามากว่า 1 ปี อู่ อวี้
ก็อดคิดถึงบ้านขึ้นมาอย่างช่วยไม่ได้
“อาจารย์ กับ เหล่าศิษย์พี่ที่คอยให้การช่วยเหลือ
เกื้อหนุนชี้แนะข้า อีกทั้งพี่หญิงผู้อยู่ภายในอาณาจักร
บูรพาเย่วอู่ ทุก ๆ คนน่าจะสุขสบายดี ไม่รู้ว่า
ในตอนนี้พี่หญิงจะมีคนรักแล้วหรือยัง เจ้าหญิง
คนอื่น ๆ ที่อายุอานามเท่านาง คงอภิเษกกันไป
หมดแล้ว…”
“ ข้าต้องการเป็นเซียนอมตะให้ได้ ก่อนที่พี่หญิงจะ
จากไป เพราะนี่อาจเป็นวิธีเดียวเท่านั้น ที่จะท าให้
นางชีวิตอยู่ มิเช่นนั้น ทุกสิ่งทุกอย่างคงก็กลายเป็น
เพียงเถ้าธุลี”
ส าหรับ อู่ อวี้ ความตายคือสิ่งที่น่าสะพรึงกลัวอย่าง
ยิ่ง เขามักจะคิดกับตัวเองเสมอว่า ทุกสรรพสิ่งไม่ว่า
จะเป็นญาติสนิท มิตรสหาย หรือ อาจารย์ จักต้อง
สูญสลายหายไป มันคือความหวาดกลัว ซึ่งแอบซ่อน
อยู่ภายในส่วนลึกก้นบึ้งของหัวใจเขา
บางทีมนุษย์ปุถุชนผู้คน อาจก าลังทุกข์ทรมานจาก
ความหวาดกลัวนี้
ด้วยเพราะความหวาดกลัวนี้ จึงท าให้เขามุ่งมั่นก้าว
เดินในเส้นทางแห่งการฝึกตน เพื่อกลายเป็น
เซียนอมตะ
“ ข้าไม่รู้ว่าต าหนักวิมานบนสรวงสวรรค์ยามนี้
จะตรงกับปีไหนกันนะ”
ดวงดาราบนท้องนภา เปรียบเสมือนดั่งเทพเซียน
ที่ก าลังคอยเฝ้ามองผู้ดูคนบนโลกหล้านี้
ทันใดนั้นเอง เขาก็สัมผัสได้ว่ามีคนผู้หนึ่งก าลังยืนอยู่
เบื้องหลัง อู่ อวี้ หันกลับไปมองทันที ก็พบว่าคนผู้นั้น
คือ จาง ฝูถู ที่ก าลังยืนอยู่บนหลังคาของบ้านไม้
ท่ามกลางดวงดารา สีหน้าของมันด าทะมึนดูน่ากลัว
อย่างยิ่ง
อู่ อวี้ สั่นสะท้านอยู่ภายในจิตใจ
“เจ้ามาท าอะไรที่นี่!” หนานกง เหว่ย รู้สึกเกลียดชัง
มันอย่างยิ่ง นางกล่าวขึ้นพร้อมกับจับจ้องไปที่มัน
ด้วยความกังวล
จาง ฝูถู แสยะยิ้มขึ้นอย่างหนาวเย็น จากนั้นมันก็ชี้
นิ้วมือไปรอบ ๆ แล้วกล่าวขึ้นว่า”ข้าใช้เวลากว่าครึ่ง
ปี เพื่อจัดเตรียม ‘ค่ายกลผลึกขนาดเล็ก’ หลังจากที่
ค่ายกลผนึกขนาดเล็กนี้ท างาน ก็เพียงพอให้ผู้คนจาก
ภายนอก ไม่ทันสังเกตเห็นสถานการณ์ในตอนนี้กว่า
2 ชั่วยาม หรือ ไม่ก็จนกว่าเจ้าท าลายค่ายกลผนึก
ขนาดเล็กนี้ออกเป็นไปได้ ข้าต้องทุ่มเทไปมากมาย
เพียงเพื่อรอวันนี้ เด็กน้อยตอนนี้เจ้าเปรียบเสมือน
ดั่งมัจฉา… ที่แหวกว่ายมาติดเบ็ดเสียแล้ว”
…………………………………….…………….
♡(⺣◡⺣)♡* เพลิน
กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ