กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ - ตอนที่ 3 : วิถีอมตะของชาวสวรรค์
เทพสวรรค์สังเกตเห็น อู่ อวี้ พยายามใช้ปลายนิ้วมือ
เพื่อปลดกลอนประตูคุกบนรถม้าให้เปิดออก
แม้ว่า อู่ อวี้ จะบาดเจ็บสาหัส หรือ อ่อนล้ามาก
เพียงใด แต่เขาก็ยังพยายามกระเสือกกระสน จน
สามารถออกมาจากรถม้าได้อย่างทุลักทุเล เขาก็
พยายามพาร่างอันบอบช้าของตนเอง คลานไปยัง
ทิศทางที่เทพสวรรค์อยู่ ต่อให้เขาต้องรวบรวมพลัง
เฮือกสุดท้ายทั้งหมดที่มี เขาก็ต้องไปให้ถึงเทพสวรรค์
ผู้นั้นให้จงได้ เพราะมันหมายถึงโอกาสรอดของชีวิต
และ โอกาสที่ตัวเขาจะกลับมาแก้แค้นได้อีกครั้ง! เขา
ก้มหน้าหมอบต่้าลงกับพื้นดิน แล้วเขาก็รวบรวมพลัง
ทั้งหมดร้องตะโกนออกไปว่า “ ท่านเทพเซียน! ข้ามี
นามว่า อู่ อวี้ เป็นรัชทายาทของอาณาจักรบูรพา
เย่วอู่ ข้าถูกใส่ร้ายจากกลอุบายอันชั่วช้า และ พวก
มันได้ถอดถอนบรรดาศักดิ์ของข้า โปรดเมตตา รับ
ข้าน้อยเป็นศิษย์ของท่านด้วย โปรดเมตตา โปรด
เมตตาข้าด้วย !”
อู่ อวี้ เงยศีรษะของตัวเองขึ้น เพื่อมองไปยังใบหน้า
ของเทพเซียน สีหน้าของเขาช่างดูเรียบเฉยเย็นชา ไร้
ซึ่งอารมณ์ความรู้สึกใด ๆ
“ ท่านโปรดเมตตา ยอมรับข้าเป็นศิษย์ของท่านด้วย!
ข้าขอสาบานว่า ข้าจะอุทิศทั้งชีวิต เพื่อชดใช้หนี้
บุญคุณในครั้งนี้แก่ท่าน!”
หลังจากชีวิตของเขาต้องประสบความหายนะ และ
ล่วงรู้ความจริงอันชั่วร้ายที่ถูกซุกซ่อนอยู่เบื้องหลัง
ไม่ว่าจะเป็นเรื่องที่พระบิดาของเขาถูกลอบปลงพระ
ชนม์อย่างอ้ามหิต หรือ แม้กระทั่งเหล่าราษฎร
ผู้เคราะห์ร้ายที่ต้องสูญหายไป พวกเขาเหล่านั้นล้วน
ถูกมารชั่วหว่านชิงจับตัวไปกินเป็นอาหาร บัดนี้ชีวิต
ของ อู่ อวี้ ได้ตกต่้ามาถึงขีดสุด หากมีผู้ใดสักคนมี
น้าใจยื่นมือมาช่วยเหลือเขา ให้หลุดพ้นออกจากขุม
นรกแห่งความสิ้นหวังนี้ไปได้ เขาจะยอมตาย ยอม
มอบกายถวายชีวิตของเอง เพื่อชดใช้หนี้บุญคุณใน
ครั้งนี้อย่างไม่มีวันลืม
“ ท่านอาจารย์ ! ศิษย์ อู่ อวี้ ขอค้านับท่านอาจารย์ !
ข้าขอสาบานว่าข้าจะไม่ลืมบุญคุณในครั้งนี้ ข้าจะ
ปรนบัติท่าน ดั่งเป็นทาสรับใช้ผู้ที่ซื่อสัตย์ ไปจนกว่า
ชีวิตของข้าจะหาไม่”
อู่ อวี้ จะไม่ยอมปล่อยโอกาสนี้หลุดลอยไปเด็ดขาด
เพราะเขารู้ดีว่าหากปล่อยโอกาสครั้งนี้ไป ตัวเขาจะ
ไร้ซึ่งหนทางแก้แค้น และ ต้องอยู่อย่างอัปยศอดสูไม่
ต่างจากตายทั้งเป็น จวบจนวาระสุดท้ายของเขา
โอกาสครั้งนี้เปรียบเสมือนฟางสุดท้ายของเขาแล้ว
และ มันจะต้องส้าเร็จเพียงอย่างเดียวเท่านั้น!
“พื้นฐานในการฝึกตนของเจ้าก็นับว่าไม่เลว คงต้อง
เรียกว่าดีพอ จนสามารถเข้ามาอยู่ภายในอาณาจักร
เทพสวรรค์ได้ แต่เป็นเพราะเจ้ากลืนกินผงพราก
วิญญาณเข้าไป จึงท้าให้เวลานี้ตัวของเจ้าไม่สามารถ
บ่มเพาะพลังได้ เช่นนั้นข้าจึงมิอาจรับเจ้าเป็น
ศิษย์ ผู้ที่จะเป็นศิษย์ของข้า ฟง ซัว หยา ได้นั้น จัก
ต้องมีพรสวรรค์อย่างน้อยหนึ่งในแสนคน”
ค้าพูดตัดรอนของ เฟิง ซัว หยา นั้นราวกับสายฟ้า
ฟาดผ่าลงใส่บนร่างของ อู่ อวี้
ดวงตาของเขาไม่ควรมืดบอดเพราะความสิ้นหวัง เขา
ควรจะไตร่ตรองในเรื่องนี้ให้รอบคอบ เขาย่อมเข้าใจ
ดีว่าเวลานี้ เฟิง ซัว หยา ก้าลังปฏิเสธเขาอยู่ เพราะ
ร่างกายของเขาไม่สามารถบ่มเพาะพลังได้อีกต่อไป!
แต่เป็นเพราะว่าตัวเขานั้น ไม่ใช่บุรุษที่จะยอมพ่าย
แพ้ต่อสิ่งใดง่าย ๆ เขาเชื่อมั่นว่าความพากเพียรนั้น
เป็นกุญแจส้าคัญที่จะน้าพาไปสู่ความส้าเร็จ!
“ขอเพียงแค่ให้ข้าได้ติดตามเคียงข้างท่าน ตัวข้านั้น
ยินดีที่จะรับใช้ และเป็นทาสผู้ซื่อสัตย์ของท่าน ไม่ว่า
จะให้เป็นสุนัข หรือ ลาของท่าน … ข้ายินดีที่จะท้า
ทุกอย่าง!”
ผงพรากวิญญาณ … อืม แม้มันจะไร้รูปร่าง แต่จริง ๆ
แล้วผลของมันนั้นคือการตัดวิญญาณ
“ ในเมื่อเจ้าตกเป็นเหยื่อของผงพรากวิญญาณ แล้ว
ข้านั้นก็ไม่อยากเข้าไปแทรกแซง สงครามระหว่าง
มนุษย์ … เอาละๆ! งั้นข้าจะให้เจ้าไปเป็นเด็กรับใช้
ภายในนิกายของข้า ไปเป็นเด็กรับใช้ของหยานหลี่”
แม้ว่าอู่ อวี้ จะอยู่ในอาการสะลึมสะลือ แต่เขาก็รู้สึก
ได้ว่าตนเองนั้นก้าลังลอยอยู่เหนือกลุ่มก้อนเมฆ แม้
ไม่ได้อยู่ภายใต้แสงอาทิตย์ แต่เขาก็รู้สึกราวกับว่า
ตนเองเป็นดังวิหคก็ไม่ปาน นี่คือสิ่งที่แม้แต่ฮ่าวเทียน
ก็มิอาจกระท้าได้!
“ข้าท้าส้าเร็จ!” อู่ อวี้ ร้องตะโกนออกมาด้วย
ความยินดี ก้องดังอยู่ในหัวของเขา ก่อนที่ใบหน้า
ของเขาจะฉีกยิ้มกว้างออกมาอย่างสุขล้น
……
“ฉ่า ฉ่า!”
เสียงดังราวกับถ่านไฟอันร้อนระอุ ก้าลังประทุ
ออกมา มันดังขึ้นทุก ๆ สองวินาที
“ฮ่าวเทียน ซ่างเซียน! ซีเฟย ไอ้พวกสุนัขใจโฉด!”
อู่ อวี้ ตื่นขึ้นมา ดวงตาเบิกโพลง ใบหน้า และ มือ
ของเขาชุ่มโชกไปด้วยเหงื่อ เขากวาดสายตามองไป
รอบ ๆ บริเวณ แล้วพบว่าตัวเองก้าลังอยู่ในสถานที่
ไม่คุ้นเคย จริงสิ… ท่านเทพสวรรค์ เฟิง ซัว หยา พา
ข้ากลับมายังอาณาจักรเทพสวรรค์ด้วยนี่นา?
“อาาา เมื่อกี้ข้าแค่ฝันไปสินะ”
ขณะนี้ตัวเขาก้าลังอยู่ในบ้านไม้สะอาดสะอ้าน พรั่ง
พร้อมไปด้วยเครื่องเรือนตกแต่ง โต๊ะ เก้าอี้ ตู้เสื้อผ้า
และ เตียงนอน แม้มันจะไม่หรูหรา แต่มันก็เพียงพอ
แล้วส้าหรับ อู่ อวี้ กลางห้องนอนมีเตาผิงไฟ ส้าหรับ
สร้างความอบอุ่น และ ผ่อนคลายความหนาวเย็น
อู่ อวี้ ค่อย ๆ สูดลมหายใจเข้ายาวเหยียด แม้ว่า
ร่างกายของเขาจะอ่อนแอ และ เหนื่อยล้าอยู่บ้าง
แต่เขากลับรู้สึกสดชื่น และ ผ่อนคลายอย่างน่า
ประหลาด เหมือนมีบางสิ่งบางอย่างในอากาศ ก้าลัง
หล่อเลี้ยงหัวใจอันบอบช้าของเขา
“ หากข้าคาดเดาไม่ผิด นี่คงเป็นปราณจิต อาณาจักร
ของมนุษย์ไม่มีปราณจิตมากมายเช่นนี้ ถ้าตอน
เยาว์วัยข้าได้ฝึกปรือวิชาอยู่ที่นี่ ระดับยุทธของข้าคง
อยู่ในระดับชั้นฟ้าขั้น 7 หรือไม่ก็อาจจะระดับชั้นฟ้า
ขั้น 8!”
อู่ อวี้ รู้สึกอิ่มเอมใจอย่างที่สุด นั่นก็เพราะเขามั่นใจ
ว่าเวลานี้ เขาได้เข้ามาอยู่ภายในอาณาจักรเทพ
สวรรค์แล้ว เขาจะปลอดภัยจากการถูกไล่ล่าจากฮ่า
วเทียน หลังจากผ่านเหตุการณ์อันเลวร้ายต่าง ๆ มา
ได้ มันก็ท้าให้ อู้ อวี้ นั้นเติบโตขึ้น และ ตาสว่างขึ้น
มาก เขารู้ว่าสภาพร่างกายของเขาเวลานี้ ไม่ต่าง
จากคนพิกลพิการ ส่งผลให้เขาไม่สามารถแสวงหา
ประโยชน์ จากอาณาจักรเทพสวรรค์ได้อย่างเต็มที่
หลังจากกลืนกินผงพรากวิญญาณเข้าไป เขาก็ไม่
สามารถฝึกฝนวิชาได้อีก! เขาจดจ้าเรื่องราว และ
ความโหดเหี้ยมอ้ามหิตนั้นได้อย่างฝังใจ เขาจึงต้อง
ยอมมาเป็นผู้รับใช้ของหยานหลี่ หน้าที่ผู้รับใช้ก็คงไม่
ต่างจากโลกมนุษย์ คือการให้อาหารสัตว์ รดน้า
พืชผลสมุนไพร ผ่าฟืน ปัดกวาดเช็ดถูบ้าน เหมือน
ผู้รับใช้ทั่ว ๆ ไป
“สวบ สวบ!”
ทันใดนั้นเสียงฝีเท้า ๆ หนึ่งก็ดังแว่วมาขึ้นให้ได้ยิน
จากนั้นประตูไม้ก็เปิดออก ด้วยแรงผลักเบา ๆ
แอ๊ดดดด ∽ ∽ อู่ อวี้ ยกศีรษะของเขาขึ้น เขาเห็น
ชายชราหลังค่อมผู้หนึ่งก้าลังเดินเข้ามา เพราะหลังที่
ค่อมโค้งงอของเขา ท้าให้ชายชราผู้นี้ดูตัวเตี้ยกว่า อู่
อวี้ ชายชรามีร่างกายซูบผอม ผมเผ้ายุ่งเหยิงเป็นสี
ขาว มีริ้วรอยย่นอยู่ทั่วใบหน้า มีดวงตาที่ขุ่นมัว
เล็กน้อย ราวกับว่าเขาโดนสาบแช่งมา สีหน้าของ
ชายชราแสดงออกถึงความเข้มงวด ซึ่งเห็นได้ชัดว่า
เขาไม่ชอบ อู่ อวี้ สักเท่าใดนัก
“อา เจ้าตื่นอยู่สินะ รีบลุกขึ้นแต่งเนื้อแต่งตัว เรามี
งานต้องท้าอีกเยอะ” ชายชรากล่าวด้วยน้าเสียงดุดัน
ดวงตาคู่สีขาวขุ่นจ้องเขม็งมาทาง อู่ อวี้ มันท้าให้เขา
รู้สึกหวาดกลัว และ อึดอัดเล็กน้อย
อู่ อวี้ รีบลุกขึ้นแล้วท้าตามอย่างที่ชายชราสั่ง เขา
สังเกตเห็นว่า บนล้าคอของชายชรา มีบางอย่างห้อย
อยู่มันเป็นด้ายสีแดง ห้อยด้วยจี้โลหะยาวประมาณ
สองนิ้ว ตรงส่วนปลายเป็นสีทอง ซึ่งน่าจะท้ามาจาก
ทองค้าแท้ ตรงส่วนกลางของมันมีสีด้ารูปร่างคล้าย
ๆ อีกาที่ท้ามาจากโลหะ
“ สถานที่แห่งนี้เป็นอาณาจักรเทพสวรรค์ เมื่อใดที่
เจ้าก้าวเข้ามายังสถานที่แห่งนี้แล้ว เจ้าก็จะต้องอยู่
ที่นี่ไปจวบสิ้นอายุขัย หากเจ้าต้องการมีชีวิตอยู่อย่าง
ปลอดภัย เจ้าต้องเรียนรู้กฎ และ ข้อห้ามต่าง ๆ ของ
อาณาจักรเทพสวรรค์ ทองเหลืองชิ้นนั้นมันบ่งบอก
ว่าเจ้าอยู่ใต้อ้านาจ และ การดูแลของข้า ถ้าเช่นนั้นก็
ไม่ต้องพูดให้มากความ เจ้าจงพากเพียรปฏิบัติตาม
กฎระเบียบ อย่าท้าให้ข้าต้องเดือดร้อน” จากนั้น
ชายชราก็โยนเสื้อคลุมสีน้าเงินเข้มให้กับ อู่ อวี้ แล้ว
เดินเข้าไปในห้องข้าง ๆ ทิ้งเขาไว้อยู่เบื้องหลัง
เพื่อให้เขาตระเตรียมสิ่งต่าง ๆ ให้พร้อมแล้วค่อยตาม
ออกไป
หลังจากที่ได้ยินสิ่งที่ชายชราพูดมาทั้งหมด เขาก็
ล่วงรู้ในสิ่งที่เฟิงซัวหยาพูดทันทีว่า ให้มาเป็นผู้รับใช้
ของหยานหลี่ เขาจะต้องคอยช่วยเหลือชายชรา และ
ต้องอยู่ภายใต้อ้านาจการดูแลของชายชราผู้นี้
“ดูเหมือน ตาเฒ่าผู้นี้จะไม่ค่อยชอบขี้หน้าของเรา
เท่าไหร่แฮะ?” เขาครุ่นคิดกับตัวเองอยู่ชั่วครู่
จากนั้นก็รีบสวมใส่เสื้อคลุมสีน้าเงินเข้มอย่างรวดเร็ว
เวลานี้ผลกระทบจากผงพรากวิญญาณก็เริ่มลดลง
บ้างแล้ว ซึ่งท้าให้เขารู้สึกกระปรี้กระเปร่าขึ้นมา
เล็กน้อย แต่ภายในร่างกายของเขา ก็ยังเสียหาย
อย่างหนักเช่นเดิม ร่างกายของเขาเวลานี้ เหมือนกับ
ต้นไม้ที่เหี่ยวเฉาใกล้ตายเต็มที อีกทั้งมันยังเต็มไป
ด้วยบาดแผล และ หลุมลึก
ในเวลาต่อมาชายชรา ก็ถือชามซุปถ้วยหนึ่งเข้ามา
ภายในห้อง แล้วเขาก็ยื่นมันให้กับอู่อวี้ พร้อมกล่าว
ว่า “ดื่มซะ”
อู่ อวี้ ถือก้าเกิดในพระราชวัง ดังนั้นเพียงกลิ่นของ
มันโชยมาแตะจมูกของเขา ๆ ก็เข้าใจได้อย่างรวดเร็ว
ว่า น้าซุปถ้วยนี้ท้ามาจากโสมเก่าแก่ ซึ่งต้องใช้เปลว
ไฟที่มีประสิทธิภาพสูง ในการชงให้เข้ากัน น้าซุปถ้วย
นี้มีคุณค่าอย่างยิ่งส้าหรับร่างกาย และ เนื่องจาก
ภายในห้องพัก มีเพียงแค่พวกเขาสองคนเท่านั้น อู่
อวี้ จึงรู้ได้ทันทีว่าชายชรา เป็นคนต้มน้าซุปถ้วยนี้
ให้แก่เขา ถึงแม้ว่าลักษณะท่าทางภายนอกชายชรา
นั้นจะดูเย็นชา แต่แท้จริงเขากลับเป็นคนอบอุ่นใจดี
แม้ว่าเขาจะไม่ชอบ อู่ อวี้ ก็ตาม
“ขอบคุณท่านลุง ข้ามีนามว่า อู่ อวี้ ข้าควรเรียกท่าน
ว่าเช่นไร ?” นับตั้งแต่ที่เขาก้าวเข้าในสถานที่แห่งนี้
เขาจะรอดพ้นจากการภัยคุกคามของฮ่าวเทียนและ
คนในวัง อู่ อวี้ ปรารถนาอย่างยิ่งที่จะส้ารวจ
อาณาจักรเทพสวรรค์ เนื่องจากว่าสถานที่แห่งนี้เขา
เคยได้ยินมาจากเรื่องเล่าขาน และ ต้านานปรัมปรา
เท่านั้น
“เจ้าเรียกข้าว่า เสิ่น อู๋ เต้า” ชายชราตอบ เพื่อ
กระตุ้นไม่ให้เขาโอ้เอ้
“ลุงเสิ่น!” อู่ อวี้ รีบกระดกถ้วยซุปยกซดอย่าง
รวดเร็ว ฉับพลันความรู้สึกสดชื่น ก็แผ่ซ่านขึ้นมา
อย่างไม่น่าเชื่อ น้าซุปช่วยเติมเต็มพลังงานบางส่วน
หลังจากที่มันแห้งเหือดจากเหตุการณ์เมื่อวานนี้
ดังนั้นมันจะต้องเป็นหนึ่งในจิตวิญญาณโอสถ ที่มา
จากแผนกปรุงยาของอาณาจักรเทพสวรรค์ ผลของ
มันถึงยอดเยี่ยมมากเช่นนี้
“ตามข้ามา!”
แอ๊ดดดด ∽ ∽ ในขณะเดียวกันลุงเสิ่น ได้ผลัก
ประตูไม้เปิดเข้ามาพร้อมกับแสดงสีหน้าบ่งบอกว่า
ให้ อู่ อวี้ เร่งรีบเข้า เขาวิ่งตามหลังชายชราไปอย่าง
รวดเร็ว เพื่อป้องกันไม่ให้ตนเองถูกทิ้งไว้เบื้องหลัง
หลังจากทุกอย่างผ่านไป ท่านลุงเสิ่นได้แสดงให้เขา
เห็นว่า ท่านมีน้าใจต่อเขาเป็นอย่างยิ่ง ฉะนั้นเขา
จะต้องเชื่อฟังค้าสั่งสอนของท่านลุงเสิ่น!
ทันทีที่ อู่ อวี้ ก้าวออกมาจากบ้านไม้ เขาก็พยายาม
มองส้ารวจไปรอบ ๆ บริเวณ และ ภาพที่เขาเห็น มัน
ก็ท้าให้เขาตื่นตะลึงเป็นอย่างยิ่ง ฤดูเหมันต์ถือเป็น
ช่วงที่มีอุณหภูมิสูง และ หนาวเย็นอย่างที่สุด ดังนั้น
ภูเขานับหมื่นพันจะต้องถูกปกคลุมไปด้วยเกล็ดหิมะ
แต่กลับหาใช่ที่นี่ไม่! สถานที่แห่งนี้ไม่มีแม้แต่ร่องรอย
ของเกล็ดหิมะตก หรือ แม้แต่แผ่นน้าแข็งให้ได้เห็น
ภูเขาทุกลูกนั้นงดงาม เพราะความเขียวขจีของพืช
พรรณไม้ ยอดภูเขาตั้งสูงตระหง่านโดดเด่น ดูราวกับ
ว่ายอดของมันได้แทงทะลุไปจนถึงสวรรค์ สิ่งที่เขาได้
เห็นนอกเหนือจากนั้นก็คือ หมอกสีขาวขุ่นก้าลัง
ล่องลอยอยู่บนท้องฟ้า มันแผ่กระจายไปทั่วทั้ง
เทือกเขา ขลับให้ดูลึกลับราวกับต้องมนต์สะกด
ท่ามกลางม่านหมอกรูปทรงแตกต่างกันนับไม่ถ้วน
ยังมีสิ่งปลูกสร้างที่ดูคล้ายกับพระราชวังอันกว้างใหญ่
และ สลับซับซ้อนอยู่ มีต้าหนักมากมาย ความงดงาม
สุดพรรณาของทิวทัศน์ และ สิ่งปลูกสร้าง ช่าง
แตกต่างจากอาณาจักรบูรพาเย่วอู่ จนเรียกได้ว่า
เทียบไม่ติด
ภาพความงดงามตระการตาที่ อู่ อวี้ ได้เห็น ท้าให้
เขาอดคิดไม่ได้ว่าเขาก้าลังอยู่บนสรวงสวรรค์!
อู่ อวี้ ก้าลังยืนอยู่บนเชิงเขา ที่ถูกรายล้อมไปด้วย
ภูเขาอันเขียวชอุ่ม เส้นทางทอดยาวไปยังภูเขา เต็ม
ไปด้วยศิลาหินสีเขียว เส้นทางคดเคี้ยวน้าพาพวกเขา
ไปสู่เบื้องล่างของหุบเขา ชายชราเดินน้าหน้าเขา
อย่างคล่องแคล่ว อู่ อวี้ รีบเดินตามหลังของชายชรา
ไปอย่างติด ๆ เพื่อป้องกันการพลัดหลง เขาย่างก้าว
ไปบนก้อนหินที่ถูกปกคลุมไปด้วยตะไคร่น้า แต่เขาก็
ยังไม่ลืมที่จะสูดลมหายใจ เพื่อสูบพลังปราณจิตเข้า
ไป ซึ่งท้าให้เขารู้สึกราวกับว่า ตนเองก้าลังอยู่บน
สรวงสวรรค์ที่เหนือขอบเขตอาณาจักรแห่งความตาย
“แดนสวรรค์!” เลือดในกาย และ เส้นชีพจรของเขา
เริ่มเดือดพล่านด้วยความตื่นเต้น ราวกับว่าก้าลังมี
คลื่นยักษ์ลูกใหญ่อยู่ภายใน
“เอาล่ะ ก่อนที่เราทั้งสองคนจะเข้าไปยัง ‘สวนสัตว์
สวรรค์’ แล้วเริ่มท้าหน้าที่ของเรา ข้าจะอธิบายให้
เจ้าฟังสั้น ๆ ถึงอาณาจักรเทพสวรรค์ของเรา ที่แห่งนี้
เป็นสถานที่ส้าหรับผู้ฝึกตน และ ผู้บ่มเพาะพลัง ซึ่ง
มันค่อนข้างแตกต่างจากสามัญชนคนธรรมดา บาง
เคล็ดวิชา และ บางกระบวนท่าวิถีแห่งเต๋าของที่นี่ มี
ความเกี่ยวข้องกับการใช้กระบี่ซึ่ง เป็นที่รู้จักกันใน
นามของกระบี่นั้นว่า กระบี่แห่งการฝึกตน แล้วผู้ที่
ครอบครองกระบวนท่าเหล่านั้นก็มีนามว่า “นิกาย
กระบี่สวรรค์ ”
สวรรค์ สวรรค์เปิดทางให้ข้าแล้ว! แทบจะในทันที อู่
อวี้ ก็หวนนึกถึงกลิ่นอายพลังปราณ ที่แผ่ออกมา
จากกระบี่สีทองของเทพสวรรค์ เฟิง ซัว หยา กระบี่
เล่มนั้นได้แผ่พลังปราณเข้มข้นออกมาอย่างแท้จริง
ราวกับว่ามันสามารถเปิดเส้นทางไปสู่สวรรค์ได้
“นิกายกระบี่สวรรค์ เป็นรากฐานของดินแดนแห่งนี้
มันมีปราณจิตมากมายมหาศาล มากกว่าอาณาจักร
ของมนุษย์อย่างมาก ซึ่ง‘เทือกเขาคราม’! มีขนาด
ใหญ่กว่าครึ่งหนึ่งของราชอาณาจักร อีกทั้งยังเป็น
สถานที่ศักดิ์สิทธิ์ มักจะมีผู้ฝึกตนเข้ามาบ่มเพาะพลัง
ณ ที่สถานแห่งนี้มากมายนับไม่ถ้วน และพวกเขา
เหล่านั้นต่างก็หวังว่าตนนั้นจะได้เป็นเทพสวรรค์
และได้กลายเป็นเทพสวรรค์อย่างแท้จริง!”
“มนุษย์ถือเป็นสิ่งต้องห้าม ส้าหรับเทือกคราม
มนุษย์ห้ามย่างกรายเข้าไปเป็นเด็ดขาด เพราะใน
สายตาของพวกเขาเทือกเขาครามเปรียบเสมือน
สวรรค์อย่างแท้จร้ง แล้วตอนนี้เจ้าก้าลังอยู่บนเทือก
ที่มีชื่อว่า “ เทือกเขาหยานหลี่ ” ซึ่งเป็นหนึ่งใน
เทือกเขาคราม!”
จากค้าบอกเล่าของ เสิ่น อู๋เต้า ยิ่งท้าให้เลือดภายใน
กายของ อู่ อวี้ พลุ่งพล่านขึ้น “ อา ถ้าเช่นนั้นนี่คง
เป็นอาณาจักรเทพสวรรค์ !
“เจ้าคงเคยเห็นท่านเจ้านิกายกระบี่สวรรค์แล้วสินะ
เพราะท่านเจ้านิกายเป็นคนพาเจ้ามาที่นี่ด้วยตนเอง
เมื่อวาน เจ้านิกายของเราเป็นคนค่อนข้างลึกลับ
เช่นนี้เสมอ ไปมาไร้ร่องรอย ไม่มีผู้ใดล่วงรู้ว่าท่านเจ้า
ประมุขอยู่แห่งหนไหน พลังของท่านอยู่ในระดับชั้น
ฟ้าวิถีอมตะในต้านาน! ท่านใกล้เป็นเทพสวรรค์อย่าง
แท้จริง! ในนิกายของเรายังมีผู้อาวุโส และ ผู้บ่ม
เพาะพลังในรุ่นก่อน ๆ อยู่อีกนับไม่ถ้วน”
ท่านเทพ เฟิง ซัว หยา เป็นเจ้านิกาย ?!
“นอกจากนี้นิกายของเรา ยังมีลูกศิษย์ลูกหาอยู่
มากมาย ในหมู่ของพวกเขาทั้งหมด หากผู้ใดมีฝีมือที่
ยอดเยี่ยม และ แข็งแกร่งมากที่สุด จะถูกเรียกว่า
‘ศิษย์หลัก’ นอกเหนือจากพวกเขาแล้วก็ยังมี “ศิษย์
นอก” ซึ่งมีจ้านวนมากกว่า “ศิษย์หลัก” ถึงร้อย
เท่า”
“อย่างไรก็ตาม ใช่ว่าผู้ฝึกตนทุกคนจะเข้ามาบ่มเพาะ
พลังภายในเทือกเขาครามแห่งนี้ได้ ส่วนใหญ่แล้วผู้ที่
สามารถเข้ามาได้นั้นมักจะเป็น “ศิษย์รับใช้”! เป็น
เพราะผู้ฝึกตนส่วนใหญ่จะง่วนอยู่กับการบ่มเพาะ
พลัง ดังนั้นพวกเราจึงมีหน้าที่จัดเตรียมส้ารับอาหาร
เครื่องดื่ม คอยดูแลที่อยู่อาศัยปัดกวาดเช็ดถู ให้
อาหารสัตว์วิญญาณ ดูแลพืชวิญญาณ ขนาด “ ศิษย์
หลัก ” ที่อ่อนแอสุดยังมีผู้รับใช้อย่างน้อย 100 คน
แล้วยังมี “ ศิษย์นอก ” ติดสอยห้อยตามอยู่ราว ๆ
10 คน ”
อู่ อวี้ รู้สึกนับถือลุงเสิ่นเป็นอย่างมาก ชายชราไม่
เพียงเอาใจใส่ดูแลตัวเขาเท่านั้น ท่านยังช่วยเปิดโลก
กว้างให้กับเขาได้รู้ว่า บนสวรรค์ และ โลกมนุษย์
ต่างมีผู้ฝึกตนเช่นเดียวกัน!
“เจ้าจงจ้าไว้!” จากนั้น เสิ่น อู๋เต้า มองกลับมาทาง อู่
อวี้ แล้วค่อย ๆ เน้นย้าทีละค้า “ในฐานะคนรับใช้
เจ้าต้องรู้จักประมาณตน เจ้าต้องเข้าใจว่าการกระท้า
ผิด หรือ การแสดงความไม่พอใจต่อเทพสวรรค์ นั้น
ถือเป็นเรื่องที่ผิดมหันต์! แม้ว่าเจ้าจะเป็น “ศิษย์
นอก” ก็ตาม เพราะนั่นเท่ากับว่าเจ้าก้าลังรนหาที่
ตาย และ หาความเดือดร้อนมาสู่ตัวเจ้าเอง หายนะที่
เจ้าพามามันจะมากมายจนเจ้าไม่เคยคาดคิดเชียวล่ะ
แล้วถ้าเจ้าฝ่าฝืนข้อห้าม ผู้ที่จะเดือดร้อนยิ่งไปกว่า
เจ้านั้นก็คือตัวข้า เพราะข้าเป็นผู้ดูแลเจ้า! เจ้าจง
จดจ้าสิ่งที่ข้าบอกเอาไว้ให้ขึ้นใจ!”
เขาถือก้าเนิดภายในพระราชวังหลวง ดังนั้นเขา
จ้าต้องมีไหวพริบปฏิพานเพื่อความอยู่รอด ดังนั้น อู่
อวี้ จึงรู้ฐานะของตนเองเวลานี้เป็นอย่างดี เขามี
ฐานะต่้าต้อย และ อยู่ในระดับต่้าสุดของอาณาจักร
เทพเทพสวรรค์ ฐานะ และ ศักดิ์ศรีเวลานี้ช่างน่าใจ
หาย หากเทียบกับตอนที่เขายังเป็นเจ้าชายรัช
ทายาท ภายในอาณาจักรบูรพาเย่วอู่
“แต่เจ้าก็อย่าท้อแท้ไป ถึงเราจะเป็นศิษย์รับใช้ ก็ยัง
มีความหวังเช่นกัน ศิษย์รับใช้หลายคนถูกเทพสวรรค์
พามาที่นี่ตั้งแต่ทารก ล้วนมีความสามารถเพียงพอ
ส้าหรับการฝึกตน แม้แต่ข้าเองก็ถูกเทพสวรรค์พามา
ที่นี่ตั้งแต่ยังเยาว์ เช่นเดียวกับพวกเขา ที่นี่คือนิกาย
กระบี่สวรรค์ เจ้าสามารถเรียนรู้ในวิถีแห่งเต๋า และ
ฝึกตน เจ้ามีโอกาสที่จะได้เรียนรู้เคล็ดวิชาเต๋าต่าง ๆ
หากเจ้ามีพรสวรรค์ในการบ่มเพาะพลังด้วยแล้ว เจ้า
จะต้องฝึกฝนไปถึงระดับชั้นฟ้าขั้น 6 “ เจ้าต้องสละ
ร่างมนุษย์” ก่อนเจ้าจะมีอายุครบ 16 ปีบริบูรณ์
จากนั้นเจ้าต้องผ่านการทดสอบ และ ตรวจสอบ
บางอย่าง เพื่อจะได้กลายมาเป็นศิษย์อย่างแท้จริง !
นิกายกระบี่สวรรค์ จะฝึกฝนเจ้าจากน้อยไปมาก
แล้วเจ้าจะกลายเป็นเทพสวรรค์ในอนาคต”
เสิ่น อู๋เต้า พูดขึ้นด้วยสีหน้าจริงจังมากขึ้นเรื่อย ๆ
เขาอาจจะหวนคิดถึงวันเวลาที่ล่วงผ่านไปแล้ว ดู
เหมือนเขายังไม่ละความพยายามจากการเป็นศิษย์
อย่างแท้จริง
16! อายุ 16 ปี!
เวลานี้ อู่ อวี้ มีอายุ 15 ปี ในอีกสองเดือนข้างหน้า
เขาจะเข้าอายุ 16 แสดงว่าเขายังมีโอกาสที่จะได้เป็น
ศิษย์!
“มันช่างน่าเสียดาย เวลานี้ข้ากลับไม่ต่างจากคน
พิการ”
เขาก้าหมัดของตนเองแน่น หากเขาไร้ซึ่งพลังแล้ว
กลายเป็นเทพสวรรค์ไม่ได้ เขาจะฆ่าเทพสวรรค์ได้
อย่างไร?
“จริงสิ ข้าเกือบลืมไปเลย เรื่องสละร่างมนุษย์นั้น มัน
ก็คือระดับชั้นฟ้าขั้น 6 ของบนโลกมนุษย์นั่นแหละ”
แท้จริงแล้วหาก อู่ อวี้ ไม่ได้หลงกล และ ตกเป็น
เหยื่อผงพรากวิญญาณเสียก่อน อีกแค่ไม่กี่วันเขาก็
จะเข้าสู่ระดับชั้นฟ้าขั้น 6!
ช่างน่าสมเพช ช่างน่าสมเพชยิ่งนัก!
ตัวเขาเองก็ไม่ต่างกับ เสิ่น อู๋เต้า เขาพลาดโอกาสจะ
เข้าสู่นิกายเพียงแค่ก้าวเดียวเท่านั้น!
หลังจาก อู่ อวี้ และ เสิ่น อู๋เต้า เดินลงมาจากภูเขา
เขาได้เดินผ่านป่า และ สันเขา เพื่อข้ามไปสู่ภูเขาอีก
ลูกโดยใช้เวลาเพียงไม่นาน
“บนนั้นจะเป็นที่ท้างานของเจ้า สวนสัตว์สวรรค์
ตามข้ามา”
‘ขอรับ!’
‘ว่าแต่สวนสัตว์สวรรค์ … คงไม่มีแค่สัตว์สวรรค์อย่าง
เดียวหรอกนะ?’
อู่ อวี้ คิด
ขณะที่พวกเขาปีนขึ้นภูเขาสูง เขาพบว่าตนเองทั้ง
เหนื่อย และ อ่อนล้ามาก แต่อารมณ์ของเขาก็ยังคง
ร่าเริง เพราะความตื่นเต้น หลังจากทุกอย่างที่ได้พบ
เห็น และ ได้ยินได้ฟัง มันท้าให้หัวใจของ อู่ อวี้ เต้น
แรงอย่างน่าประหลาดใจ อาณาจักรเทพสวรรค์ได้
น้าพาให้เขาเจอะเจอกับเรื่องอัศจรรย์มากมาย จน
เหลือคณานับ!
หลังจากพวกเขาปีนขึ้นมาบนภูเขาสูงกว่าพันเมตร ก็
เห็นตะไคร่น้าสีเขียวแผ่ปกคลุมก้อนศิลาไปทั่วบริเวณ
และ ตรงด้านหน้ามีสวนสัตว์สวรรค์ตั้งตระหง่านอยู่ !
แต่ทันใดนั้นก็มีเสียงนกร้องดังแทรกขึ้นมา แคว๊ก
แคว๊ก แคว๊ก!!! ฉับพลันหางตาข้างขวาของพวกเขา
ทั้งสอง ก็เห็นนกยักษ์ตัวหนึ่งปรากฏขึ้น มันก้าลังบิน
ฉวัดเฉวียนอยู่บนก้อนเมฆ!
นกยักษ์ตัวนี้มีสีขาวบริสุทธิ์ราวหิมะ ขณะที่มันก้าลัง
บินอยู่ เสมือนมันก้าลังร่ายร้ากับสายลม ครั้นเมื่อมัน
สยายปีก ๆ ของมันมีความยาวกว่า 20 เซียะ บนไร
ขนสีขาวของมันมีขนสีด้าแซมอยู่ บนขนสีขาวมีจุดสี
แดงประดับประดาอยู่ นกสวรรค์ตัวนี้แผ่พลังปราณ
ออกมาจนทั่วแผ่นฟ้า เห็นได้ชัดว่ามันสามารถ ฉีก
กระชากพยัคฆ์ที่มีพลังเหนือสุดของห่วงโซ่อาหาร นก
ตัวนี้ไม่อาจเป็นอย่างอื่นได้อีกนอกเสียจาก นก
กระเรียนสวรรค์
บนตัวของนกกระเรียนสวรรค์ มีสตรีนางหนึ่งก้าลังขี่
มันอยู่ นางสวมใส่อาภรณ์ด้วยชุดคลุมยาวสีขาว อู่
อวี้ สามารถมองเห็นแผ่นหลังของนาง เส้นผมสีด้า
ขลับของนางก้าลังพริ้วไสวไปตามสายลม เอวของ
นางเล็กคอด ผิวพรรณละเอียดอ่อน สีผิวของนางขาว
ราวหิมะ แม้ว่าเขาจะยังไม่ได้เห็นหน้านางอย่าง
ชัดเจน แต่เขาก็สามารถบอกได้ว่า นางจะต้องมีรูป
โฉมงดงามเป็นแน่ ภาพที่เห็นเสมือนกับนาง และ นก
กระเรียนคู่ใจ ก้าลังร่ายร้าอยู่บนท้องนภาอย่าง
สนุกสนาน ความงดงาม และ ความพริ้วไหวอ่อน
ช้อย กลมกลืนไปกับธรรมชาติ และ สิ่งมีชีวิตรอบตัว
อู่ อวี้ ได้เห็นสตรีชาวสวรรค์ มันยิ่งท้าให้เขารู้สึก
เสมือนตนเองอยู่บนสรวงสวรรค์จริง ๆ
“นางท้าให้ข้านึกถึง ฮ่าวเทียน ซ่างเซียน!”
แน่นอนว่านางต้องเป็นชาวสวรรค์ ถ้าให้สุ่มชาว
สวรรค์ในนิกายกระบี่สวรรค์ขึ้นมาซักคน คน ๆ นั้น
จะสามารถจัดการฮ่าวเทียนได้อย่างไม่ยากเย็น มัน
เป็นหลักฐานแสดงถึงความแข็งแกร่ง และ พลัง
อ้านาจของพวกเขา! ไม่ว่าจะเป็นจ้านวนของเหล่า
ศิษย์ภายในนิกาย และ ยังมีแม่นางชาวสวรรค์ผู้นี้อีก
พลังของพวกเขาย่อมมีไม่น้อย
เวลานี้ อู่ อวี้ ได้เข้าใจอย่างลึกซึ้งแล้วว่า ฮ่าวเทียน
ซ่างเซียน มิได้เป็นผู้ปกครองสวรรค์ และ ปฐพี ยังมี
ผู้คนมากมายบนโลกนี้สามารถเอาชนะเขาได้ ทั้งยัง
บดขยี้เขาได้ราวกับเป็นเพียงแค่มดปลวก!
ฮ่าวเทียน ไม่ใช่ชาวสวรรค์อย่างแท้จริง
ทันใดนั้นหญิงสาวชาวสวรรค์ สวมใส่ชุดคลุมสีขาวได้
หันมองมาทางเขาเช่นกัน
รูปโฉมของนางงดงามจนไม่อาจหาสิ่งใดมาเปรียบได้
แต่ท่าทางของนางกลับแสนเรียบเฉยเย็นชา ดวงตา
ไร้ซึ่งความแยแส ราวกับภมรที่โบยบินหายเข้าไปใน
ความมืดมิด มันช่างให้ความรู้สึกอึดอัดจนแทบ
หายใจไม่ออก หญิงสาวผู้นี้นางเหมือนผู้ฝึกตนคนอื่น
ๆ ที่ไม่แยแสใด ไม่แยแสแม้แต่สวรรค์
“เจ้าเด็กโง่ รีบหดหัวของเจ้าลงเดี๋ยวนี้! เร็วเข้า !”
ท่านลุงเสิ่นรีบกดหัวของ อู่ อวี้ หมอบลงทันที
“นางคือนายท่าน แห่งเทือกเขาหยานหลี่ แม่นางผู้นี้
คือ ท่านซู หยานหลี่ ซ่างเซียน! ไม่เพียงแค่นั้น นาง
ยังเป็น “ศิษย์หลัก” และยังเป็นศิษย์สายตรงของเจ้า
นิกายอีกด้วย ซึ่งก็หมายความว่านางมีศักดิ์ฐานะอัน
สูงส่งกว่าศิษย์ทั้งปวง ศักดิ์ฐานะต่้าต้อยอย่างพวกเรา
ไม่สามารถยลโฉมของนางตรง ๆ ได้”
“ อู่ อวี้ เทพเซียนทุกท่านที่อยู่ภายในนิกายกระบี่
สวรรค์แห่งนี้ เมื่อใดที่เจ้าพบเห็นพวกเขา เจ้าต้องก้ม
หัวค้านับรู้ไหม” เสิ่น อู๋เต้า จ้องมอง อู่ อวี้ ด้วย
สายตาต้าหนิ หลังจากที่เขาตักเตือนสั่งสอน
“หากเจ้าไม่ก้มหัวให้แก่พวกเขา เมื่อนั้นชะตาของ
เจ้าก็จะถึงฆาต”
ค้าสั่งสอนเหล่านี้ดังอยู่ในหัวของเขา ราวกับว่ามัน
ก้องสะท้อนจนไม่มีวันจบสิ้น และเห็นได้ชัดว่าลุงเสิ่น
ก้าลังกังวลและ หวาดกลัวเป็นอย่างยิ่ง ถ้าอู่ อวี้
สร้างปัญหา เขาก็ต้องเจอกับปัญหานั้นด้วยเช่นกัน
“อา โลกของชาวสวรรค์ โลกของผู้ฝึกตน มันช่าง
โหดร้ายยิ่งนัก!”
…………………………………..
ღゝ◡╹)ノ♡ เพลิน
กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ