กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ - ตอนที่ 46 : คลื่นใต้น ้ำ
หลังจากผู้คนเริ่มทยอยกลับกันจนหมด พระราชวังอู่
เทียนก็เหลืออยู่เพียงแค่ ฮ่าวเทียน ซ่างเซียน ,ไทเฮา
หยวนซี และ ฮ่องเต้ หยวน ฮ่าว
ในตอนนี้ โย่ว หลิงจี และ จิ่ว ซื่อจุน ได้กลับออกไป
แล้ว จึงท าให้ หยวน ฮ่าว กล้าที่จะเผยตัวตนแท้จริง
ออกมา สีหน้าของมันยามนี้บิดเบี้ยวเพราะเพลิง
โทสะ มันใช้มือทุบโต๊ะอย่างแรงพร้อมกับกล่าวขึ้น
ว่า ” ปัง! อู่ หยู๋ นางแพศยา เจ้ากล้าเล่นลูกไม้นี้กับ
ข้า ถ้าเช่นนั้นข้าจะออกค าสั่งไป ให้ปลิดชีพ
ครอบครัวของมันซะ! ”
” เพี๊ยะ!!! ” ฮ่าวเทียน ซ่างเซียน ตบหน้า หยวน
ฮ่าว อย่างแรง แล้วมองมันด้วยสายตาอันเย็นฉียบ
เขาวางจอกสุราลงบนโต๊ะ แล้วตบลงไปบนใบหน้า
ของ หยวน ฮ่าว จนใบหน้าของมันนั้นแดงก่ าราว
กลับถูกแส้ฟาด
” ท่านตบข้าท าไม ? ” จากแรงตบ ท าให้ หยวน
ฮ่าว ได้ลุกถอยห่างออกมาด้วยความหวาดกลัว
” เพราะความกังวลที่มากเกินไปของเจ้า มัน
เกือบจะท าให้เสียเรื่อง เจ้าลืมไปแล้วหรือไร และ มิ
อาจจินตนาการได้หรอกว่าหากข้าไม่ได้อยู่ในนครเย่ว
อู่ แห่งนี้ เจ้าคงเล่นบทเป็นฮ่องเต้ได้เพียงแค่สองสาม
วันเท่านั้น หลังจากนั้นเจ้าคงถูกพวกมันสังหารจนตก
ตายไปสิ้นแล้ว!” ฮ่าวเทียน ซ่างเซียน กล่าวขึ้นด้วย
เสียงเย็นเยียบ
” ท่าน … ท่านยอมรับหยวนเฉินเป็นบุตร ตั้งแต่
เขาถือก าเนิดเป็นทารก จากนั้นท่านก็พาเขาไป แต่
กับข้าซึ่งเป็นบุตรชายของท่านเช่นกัน แต่ท่านกลับ
ไม่เคยเหลียวแลตัวข้า ไม่เคยเห็นข้าอยู่ในสายตา!”
เมื่อมันถูกต าหนิ และ ดูแคลน กอปรกับเพลิงโทสะ
เพราะโดนตบไปหนึ่งฉาด จึงท าให้ หยวน ฮ่าว มิ
อาจควบคุมอารมณ์ของตนเองได้อีกต่อไป
” หุบปากของเจ้าเดี๋ยวนี้นะฮ่าวเอ๋อ ถ้าไม่ใช่
เพราะเจ้า! ท่านอาจารย์ก็คงไม่จ าเป็นต้องอยู่ที่นี่ ไส
หัวไปซะ แล้วลองตรองนึกใคร่ครวญให้ดี ” ไทเฮา
หยวนซี ได้ส่งสายตากวาดมองออกไปด้วยความน่า
เกรงขาม
” หึ ” หยวน ฮ่าว ปัดแขนเสื้อของมัน แล้วเดิน
จากไปด้วยความไม่เต็มใจนัก
” ท่านอาจารย์ ได้โปรดอย่าต าหนิ หยวน
ฮ่าว เลย เขานั้นยังเยาว์นัก ” ไทเฮาหยวนซีหัว
คุกเข่าอ้อนวอน ฮ่าวเทียน ซ่างเซียน ให้เมตตา
สงสาร นางล่วงรู้อย่างลึกซึ้งว่าเทพเซียนนั้นแตกต่าง
จากมนุษย์ปถุชนธรรมดาเพียงใด หากไม่ใช่เพราะ
นางเป็นผู้ที่อุ้มท้องหยวน เฉิน ที่ประสบความส าเร็จ
ในเส้นทางนี้ ฮ่าวเทียน ซ่างเซียน คงไม่มีทางที่เขาจะ
เหลียวแลในตัวของนาง
” หยวนฮ่าว นี่มันเปรียบได้ดั่งขยะไร้ค่าจริง ๆ ข้า
เหน็ดเหนื่อยที่จะรับมือกับมันแล้ว ” ฮ่าวเทียน ซ่าง
เซียน โบกมืออย่างร าคาญใจอย่างยิ่ง จากนั้นก็กล่าว
ขึ้นว่า ” หยวนซี เหตุการณ์ในวันนี้ที่เกิดขึ้น นับว่า
แปลกอย่างยิ่ง เหตุใด เสิ่น อู๋เต้า ไยต้องช่วยเหลือ อู่
หยู๋ เช่นนั้น แล้วหากว่าต้องการจะช่วยนางจริง
ท าไมถึงยอมปล่อยให้ โย่ว หลิงจี และคนอื่นๆรั้งอยู่
ที่นครเย่วอู่เป็นเวลาหนึ่งเดือน ? ”
หยวนซีลุกขึ้นยืน จากนั้นก็ครุ่นคิดและกล่าวกับเขา
ว่า ” หากกล่าวตามสัญชาตญาณของสตรี เสิ่น อู๋เต้า
จะต้องมีใจให้กับ อู่ หยู๋ ข้าได้ยินข่าวลือของราษฎร
บางอย่างในมหาสมุทรบูรพา ดูเหมือนพวกเขาจะไม่
พอใจ ในเรื่องที่องค์หญิง อู่ หยู๋ ได้อภิเษกกับ จิ่ว ซื่อ
จุ้น ”
“รอให้กองทัพเรือของอาณาจักรบูรพา เย่ว อู่ ไป
ล่าอาณานิคมได้ 2-3 เท่าก่อน เดี๋ยวพวกมันก็หุบ
ปากกันไปเอง” ฮ่าวเทียน ซ่างเซียน กล่าวขึ้นพร้อม
กับยิ้มเย้ยหยันออกมา
” ใช่! เมื่อมีหยวนเฉินอยู่ที่นี่ คราวนี้เราก็มีเหตุผล
มากเพียงพอที่จะยึดครองบูรพาเย่วอู่ แล้วขยาย
ดินแดนไปยังอาณาจักรใกล้เคียง จากนั้นทรัพยากรที่
อยู่ภายในดินแดนนั้น ก็จะตกเป็นของท่านอาจารย์
แต่เพียงผู้เดียว”
ทั้งหมดนี้คือเหตุผล ว่าท าไมพวกมันถึงยอมให้
อาณาจักรบูรพาตงเสิน และ อาณาจักรบูรพาเย่วอู่
เป็นพันธมิตรกัน
สงครามของมนุษย์ เหล่าเทพเซียนไม่อาจแทรกแซง
ได้ แต่ในเมื่อ ฮ่าวเทียน ซ่างเซียนนั้นมีความ
ปรารถนามากขึ้น ฉะนั้นวิธีนี้จึงเป็นกลยุทธที่ดีที่สุด
” เราไม่สามารถให้ เสิ่น อู๋เต้า ล่วงรู้ถึงแผนการ
หรือ ท าลายแผนการของเราลงได้เด็ดขาด ” ดวง
ตาฮ่าวเทียน ซ่างเซียง เผยให้เห็นแรงปรารถนา และ
เจตนาอันโหดเหี้ยมของมันออกมา
ไทเฮาหยวนซี มีไหวพริบเฉลียวฉลาด นางคิด
บางอย่างออกมาได้อย่างรวดเร็วพร้อมกับกล่าวว่า
“ไม่จ าเป็น หากมันดิ้นรนสร้างปัญหา มันก็ต้อง
ขัดแย้งกับ โย่ว หลิงจี ท่านเองก็เคยกล่าวกับข้าไว้ว่า
โย่ว หลิงจี นั้นน่าสะพรึงกลัวอย่างยิ่ง ไฉนเราไม่ยืม
มือนางสังหาร เสิ่น อู๋เต้า เพื่อแก้แค้นให้กับท่านพี่
หว่านชิง ในเมื่อท่านชุบเลี้ยงนางมากับมือ ท่าน
น่าจะเมตตานางเป็นครั้งสุดท้าย เพื่อให้ดวงวิญญาณ
ของนางในปรโลกจะได้สงบสุข ”
จากสถานการณ์ปัจจุบัน คงมิอาจปล่อยให้คนเถร
ตรงอย่าง อู่ อวี้ เข้ามายุ่งเกี่ยวและท าลายแผนการ
ของพวกมัน
” ก่อนหน้าข้าปรารถนาที่ขับไล่ เสิ่น อู๋เต้า ออก
จากหุบเขาซ่างเซียน โดยละมุนละม่อม และ จบลง
โดยสวัสดิภาพ แต่ทุกอย่างกลับตาลปัตร หาใช่สิ่งที่
ข้าคาดการณ์ไว้ก่อนหน้านี้ไม่ มันมาถึงที่นี่ได้เพียงไม่
นาน ก็ก่อปัญหายุ่งยากมากมายขึ้น เจ้าช่างรนหาที่
ตายโดยแท้ อย่างไปกระตุ้น โย่ว หลิงจี ถ้าเช่นนั้น
เจ้าจะมาต าหนิข้าไม่ได้ หากดูตามข้อตกลงถ้า เสิ่น อู๋
เต้า ถูกก าจัดที่มหาสมุทรบูรพา ก็เท่ากับว่า ‘ ปีศาจ
เจ็ดทะเลแดง และ นิกายกระบี่สวรรค์ จะเกิดความ
ขัดแย้งกันเอง ซึ่งเรื่องนั้นไม่เกี่ยวข้องกับเรา หาก
นิกายกระบี่สวรรค์ ส่งผู้พิทักษ์คนใหม่มายัง
อาณาจักรแห่งนี้อีก ก็ให้ หยวนเฉิน เป็นผู้จัดการ
พวกมัน ”
” เสิ่น อู๋เต้า ข้ามักรู้สึกถึงอันตราย และ แรง
กดดันบางอย่างที่แผ่ออกมาจากกายเจ้าเสมอ
เช่นนั้นเจ้าก็ควรลงไปอยู่ในที่ที่ควรอยู่ อย่างนรกเสีย
เถิด”
ในที่สุด ฮ่าวเทียน ซ่างเซียน ก็ตัดสินใจเกี่ยวกับเรื่อง
นี้
………
ณ พระราชวังตงหยาง
ที่นี่ถือได้ว่าเป็นส่วนหรูหรามากที่สุด ของ
พระราชวัง เป็นสถานที่เอาไว้ต้อนรับแขกผู้มีเกียรติ
มากที่สุด อย่าง โย่ว หลิงจี และ จิ่ว ซื่อจุ้น แห่ง
อาณาจักรตงเสินก็พ านักอาศัยอยู่ที่นี่
โดยทั่วไปแล้วพระราชวังตงหยาง มักจะสว่างไสว
และงดงามอยู่เสมอ แต่เนื่องจาก จิ่ว ซื่อจุ้น ได้สั่งให้
ผู้รับใช้ดับเทียนลงให้หมด ฉะนั้นพระราชวังตงหยาง
ในเวลานี้ จึงมืดสนิท และ เงียบสงัดราวกับเป็นที่อยู่
ของคนตาย
ภายในห้องโถงใหญ่ของพระราชวังตงหยาง โย่ว
หลิงจี ก าลังนอนเหยียดยาวอยู่บนตั่งสีทอง ทั่วสรร
พยางค์กายถูกห่อหุ้มไว้อย่างแน่นหนา มีเพียงเท้า
ขาวนุ่มทั้งคู่ของนางเท่านั้นที่เผยออกมาให้เห็น
ภายในสถานที่แห่งนี้มีชายร่างก าย าคนหนึ่งก าลัง
นั่งคุกเข่าลงบนพื้น แม้ขณะที่มันฉีกยิ้มยังดูน่าเกลียด
อัปลักษณ์อย่างยิ่ง
มือหนา ๆ ของมัน ก าลังนวดเฟ้นตรงบนฝ่าเท้าของ
โย่ว หลิงจีอย่างระมัดระวัง นางใช้ลิ้นเลียริมฝีปาก
จากนั้นก็หัวเราะคิกคักออกมาราวกลับไม่ใช่เสียง
หัวเราะของมนุษย์
” จิ่ว ซื่อจุ้น ดูเหมือนวันนี้เจ้าจะสับสนในความ
งามของมัน จนเจ้าตกปากรับค าสัญญากับมันก่อนข้า
เสียอีก หากคราหน้าเจ้าท าให้ข้าอารมณ์เสียเช่นนี้อีก
ข้าจะบิดหัวของเจ้าทิ้งซะ ” โย่ว หลิงจี แสยะยิ้มแล้ว
กล่าวขึ้น
” ท่านเซียนกู่* โปรดเมตตาไว้ชีวิตข้าด้วย! ภายใน
หัวใจของข้า จิ่ว ซื่อจุ้น มีเพียงแต่ท่านซ่างเซียน
เท่านั้น ท่านซ่างเซียนคือสตรีที่งดงามที่สุดในใต้หล้า
ขอท่านอย่าได้โปรดห่วงกังวลเกี่ยวกับเรื่องขององค์
หญิง อู่ หยู๋ เพราะเมื่อใดที่นางได้ติดตามข้ากลับไป
ยัง อาณาจักรบูรพาตงเสินแล้ว ข้าจะให้เหล่าพี่น้อง
อย่างได้รื่นรมณ์กับ สตรีผู้งดงามของอาณาจักรบูรพา
เย่วอู่ ” จิ่ว ซื่อจุ้น หัวเราะออกมาอย่างชั่วร้าย
” ข้าไม่เชื่อ ไม่ใช่ว่าพูดจาส่งๆแบบขอไปทีเพื่อแก้
ตัวหรอกรึ ? เพราะยังไงแล้วยัยนั่นก็ถือว่าเป็นสตรีที่
งดงามคนหนึ่ง ”
” ในหัวใจของข้า จิ่วเอ๋อ มีท่านเซียนกู่เพียงผู้
เดียวเท่านั้น ” จิ่ว ซื่อจุ้น กล่าวอย่างหนักแน่น
” อย่าลืมเสียล่ะว่าเจ้า … เป็นเพียงแค่มนุษย์
ธรรมดา และมีเพียงข้าที่เป็นผู้กุมชะตาชีวิตของเจ้า
หึ…หึ ” โย่ว หลิงจี หัวเราะในล าคอออกมาเบา
” ข้าเต็มใจอย่างยิ่ง ! ” จิ่ว ซื่อจุ้น กล่าว
” ถ้าเช่นนั้นแล้ว… เพราะเหตุใด เจ้าถึงยอมให้
นางเลื่อนเวลาออกไป 1 เดือน ? ”
“จิ่ว ซื่อจุ้น เคยได้ยินท่านเซียนกู่กล่าวว่าดินแดน
เทพตงเสิ้ง เปรียบได้ดั่งดินแดนของเทพเซียน ซึ่งถือ
เป็นดินแดนต้องห้ามของท่าน ข้าเห็นว่าท่าน
ปรารถนาที่จะลิ้มรสชาติโลหิต ของผู้ที่อยู่ในดินแดน
แถบนี้มาเนิ่นนานแล้ว นั่นเป็นเพราะก่อนหน้าท่าน
ไม่มีโอกาส แต่ยามนี้ถือเป็นโอกาสทองเพราะ ฮ่า
วเทียน ซ่างเซียน เป็นผู้เชื้อเชิญท่านมาด้วยตนเอง
ฉะนั้นข้าจึงคิดว่าท่านน่าจะหาความหฤหรรษ์
เพลิดเพลินในนครเย่วอู่แห่งนี้ ระหว่างรอคอยที่จะ
เดินทางกลับไปยังอาณาจักรบูรพาตงเสินของเรา ”
” ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้ จิ่วเอ๋อเจ้าช่างเอาใจใส่ข้าเป็น
อย่างยิ่ง ” โย่ว หลิงจี กล่าวแล้วยิ้มออกมาอย่างชั่ว
ร้าย ด้วยร่างกายที่สั่นสะท้านราวกับก าลังหิว
กระหายเป็นอย่างยิ่ง
คนทั้งสองพูดคุยกันนานกว่าครึ่งชั่วยาม โย่ว หลิงจี
วาดขาเรียวยาวเรียบเนียนของนางกลับ พร้อมกล่าว
ว่า ” เจ้ากลับไปพักผ่อนเถอะ ถึงเวลาแล้วข้าจะ
ออกไปหาอาหารกิน ”
” ขอบคุณท่านที่เมตตา จิ่วเอ๋อน้อมส่งท่านเซียนกู่
” จิ่ว ซื่อจุ้น รีบน้อมกายค านับลงกับพื้น
…
หลังจาก อู่ หยู๋ เดินทางกลับมาถึงยังพระราชวังของ
ตนเอง นางก็ถอนหายใจออกมาด้วยความโล่งอก
” ในวันนี้ข้ากลัวอย่างยิ่ง ว่าเจ้าจะลุกขึ้นท้าทาย
และ เข้าต่อสู้กับ โย่ว หลิงจี ” อู่ หยู๋ ใช้ดวงตาที่ใส่
กระจ่างของนาง จ้องมองไปที่ อู่ อวี้ ด้วยความห่วง
หากังวล
” อย่าได้กังวลไป ข้าได้ก าลังเดินอยู่ในเส้นทางวิถี
แห่งเต่า ไยข้าต้องหลงทะนงตน ไปประฝีมือกับผู้ที่
แข็งแกร่งกว่าโดยไม่จ าเป็น ”
ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใด เขาจะไม่ยอมปล่อยให้บุคคล
อันเป็นที่รัก ผู้ที่เขาห่วงมากที่สุดในโลกนี้ จะต้องมา
ห่วยกังวลในตัวของเขาอย่างเด็ดขาด
” ต่อไป ข้าจะรับมือเฉพาะหน้ากับ จิ่ว ซื่อจุ้น
และ ฮ่าวเทียน ซ่างเซียน เอง จงมุ่งสมาธิไปกับการ
ฝึกตนของเจ้า ข้าคาดว่าหนึ่งเดือนคือ ระยะเวลา
จ ากัดที่คนจากอาณาจักรตงเสินจะรับไหว มันขึ้นอยู่
กับเจ้าแล้วว่าภายในหนึ่งเดือนนี้ เจ้าจะมีความ
คืบหน้ามากน้อยเพียงใด…”
อู๋ หยู๋ จะต้องต่อสู้เผชิญความล าบากเพื่อถ่วงเวลา
ให้แก่ อู่ อวี้
“พี่หญิง ข้าจะไม่ท าให้ท่านผิดหวัง” อู่ อวี้ กล่าว
ออกมาทีละค าอย่างหนักแน่น
“ในท้ายสุดแล้ว หากพวกเราทั้งสองยังคงไร้สิ้น
หนทาง ข้ายังไร้ซึ่งพลังอ านาจ เมื่อนั้นข้าจะขอตาย
ก่อนท่านพี่ในการต่อสู้”
เมื่อ อู่ หยู๋ ได้ยินเช่นนั้นดวงตาของนาง ก็เอ่อล้นไป
ด้วยหยาดน้ าตา แต่นางก็ส่ายหัวแล้วกล่าวว่า ” เจ้า
จงจ าไว้ ไม่ว่าผลลัพธ์จะออกมาเป็นเช่นไร ข้าไม่มี
ทางผิดหวังในตัวเจ้า นอกจากนี้ ชีวิตของข้านั้้นหาได้
ส าคัญไม่ เจ้าได้ก้าวเข้าสู่เส้นทางแห่งเซียน มีอนาคต
อันสดใสรุ่งโรจน์ ซึ่งก าลังรอเจ้าอยู่ ถ้าเจ้าต้องมา
สละชีวิตเพื่อตัวข้า ข้าขอให้เจ้าจงปล่อยข้าให้ตกตาย
ไปในนรก ไม่เช่นนั้นจิตใจของข้าคงมิอาจท าใจให้
สงบลงได้ ”
นางแสดงท่าทางเด็ดเดี่ยวอย่างยิ่ง
อู่ อวี้ รู้ดีว่า นี่ไม่ใช่เวลาที่เขาจะมาโต้แย้งกับนาง
เรื่องนี้ เขาจ าเป็นต้องแข่งกับเวลา และ หาทางบรรลุ
สู่ขั้น ‘พลองเทวะทะลวงจิต’ ให้จงได้
เขาได้รอจนกระทั่ง อู่ หยู๋ หลับไป ส่วนตัวของ อู่ อวี้
เองก็จ าต้องพักฟื้นอีกเล็กน้อย เพื่อฟื้นคืนสัมผัสจิต
บางส่วนของเขากลับคืน จากนั้นเขาก็น าพลอง
พิชิตมารออกมา
” การเก็บตัวเพื่อปิดด่านฝึกตนต้องใช้ทั้งความ
เงียบสงบ เพื่อเพ่งสมาธิทั้งหมดไปที่การทะลวงผ่าน
ระดับขั้น เพื่อบรรลุพลองเทวะทะลวงจิตนั้น
จ าเป็นต้องมีความรู้แจ้งพลังแห่งสวรรค์ และ ปฐพี
อย่างแท้จริง นอกจากนี้ข้ายังพบว่า ขอบเขตแห่งการ
รู้แจ้งนั้นช่างกว้างใหญ่ไร้สิ้นสุด ”
ภายในพระราชวัง อู่ หยู๋ นั้นมีหอคอยแห่งหนึ่งตั้ง
ตระหง่านอยู่ ผู้ใดก็ตามหากได้ยืนอยู่บนยอดสูงสุด
ของหอคอย คนผู้นั้นจะสามารถมองเห็นทิวทัศน์ได้
ทั่วทั้งนครหลวงเย่ว อู่ ในสภาพที่หดเล็กลงมากว่า
ครึ่งหนึ่งได้ ซึ่งจัดได้ว่าเป็นทิวทัศน์อันงดงามอย่าง
ยิ่ง ท่ามกลางราตรีอันมืดมิด อู่ อวี้ ก าลังยืนอยู่ด้าน
บนสุดของหอคอยดั่งกล่าว เขากวาดสายตามองไป
รอบ ๆ ของนครหลวงเย่ว อู่ มันช่างเป็นสถานที่อัน
เงียบสงบอย่างยิ่ง แต่ภายใต้ความเงียบสงบนั้น
แท้จริงแล้วมันกลับแฝงเร้นไปด้วยภยันตรายรอบ
ด้าน เปรียบได้ดั่งกระแสคลื่นแห่งความบ้าคลั่งใน
สนามรบ ซึ่งมีการเปลี่ยนแปลงผันผวนอยู่ตลอดเวลา
เขาหลับตาลงก าหนดลมหายใจ พร้อมกับกระชับ
พลองพิชิตมาร แผ่สัมผัสจิตผ่านพลองพิชิตมาร เพื่อ
สัมผัสพลังแห่งสวรรค์ และ ปฐพี จากนั้นก็ปล่อย
จิตใจให้เชื่อมโยงยืดขยาย ไปตามพลังแห่งสวรรค์
และ ปฐพีนี้
” อย่ากังวล ไม่ต้องรีบเร่ง ”
อู่ อวี้ พยายามสงบจิตใจของตนเอง
อย่างไรก็ตาม บางคราความวิตกกังวลก็จะปะทุขึ้น
ภายในจิตใจของเขา ส่งผลให้เขาไม่สามารถท าจิตใจ
ให้สงบลงได้อย่างแท้จริง และ ไม่สามารถก้าวเข้าสู่
ห้วงลึกแห่งจิตใจได้ ดังนั้นเขาจึงรู้สึกหดหู่ใจอย่างยิ่ง
ความรู้สึกลึก ๆ ของเขานั้นสัมผัสได้อย่างชัดเจนว่า
การบรรลุสู่พลองเทวะทะลวงจิตนั้น แท้จริงแล้วช่าง
เป็นหนทางที่ยาวไกลเสียเหลือเกิน
” คืออะไร พลองเทวะทะลวงจิตคืออะไรกันแน่! ”
มันได้กลายเป็นความสับสนอันยิ่งที่ใหญ่สุดในใจของ
อู่ อวี้ ยามนี้
มีกลิ่นอายแปลก ๆ บางอย่างปรากฏขึ้นในนคร
หลวงอู่แห่งนี้ ซึ่ง อู่ อวี้ เองก็ไม่สามารถหาค าตอบ
และ ที่มาของกลิ่นนั้นได้ มันเป็นกลิ่นคาวของโลหิต
นอกจากนี้ยังมีกลิ่นอายแห่งความมืดในอากาศจาง ๆ
…
ฉับพลัน อู่ อวี้ ก็ลืมตาขึ้น
“ ไม่ใช่ทั้งปราณวิญญาณ และ ปีศาจ ยามราตรี
อันสงบเงียบเช่นนี้ ผู้ใดกันที่ขวัญกล้าเข่นฆ่าผู้คนใน
นครหลวงเย่วอู่! ”
ถึงแม้นิสัยส่วนตัวของเขานั้น จะไม่ชอบวุ่นวาย
ยุ่มย่ามเรื่องของผู้อื่นมากนัก
แต่บางครั้งบางคราวเขาก็ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้
เนื่องจากตัวเขานั้นถือก าเนิดในนครหลวงเย่วอู่แห่งนี้
ซึ่งเขาก็รู้สึกอยู่ลึก ๆ ว่าสถานที่แห่งนี้ก็คือบ้านของ
เขา
หวืด!
อู่ อวี้ น าพลองพิชิตมารออกมา จากนั้นเขาก็พุ่งตัว
ลงจากหอคอย แล้วหายตัวเข้าไปในท้องถนนอันมืด
มิดในยามราตรี
“ทางนี้!”
ยิ่งเข้าใกล้มากเท่าไหร่ กลิ่นอายของมารร้ายก็ยิ่งทวี
ความรุนแรงมากขึ้นเรื่อย ๆ นี่ไม่ใช่กลิ่นอายที่มนุษย์
ธรรมดาสามัญจะสามารถปลดปล่อยออกมาได้ มัน
ต้องเป็นวิชาของผู้ฝึกฝนวิถีแห่งมาร!
“โย่ว หลิงจี!”
อู่ อวี้ รู้ว่าจะต้องเป็นนาง
หว่านชิงถูกสังหารสิ้นไปแล้ว ตอนนี้เหลือเพียง โย่ว
หลิงจีเท่านั้น
ทันใดนั้นเอง ตรงด้านหน้าของเขามีบ้านหลังหนึ่ง
ตั้งอยู่ แม้บ้านหลังนี้ดูเงียบสงัด แต่สิ่งที่ผิดสังเกตไปก็
คือ ประตูด้านหน้าของบ้านหลังนี้ได้ถูกเปิดแง้ม
เอาไว้ กอปรกับกลิ่นอายแห่งมารร้ายที่ลอยคละคลุ้ง
ออกมาอย่างรุนแรง กลิ่นอายอันชั่วร้ายลอย
คละคลุ้งอยู่บนชั้นอากาศนั้น ความหนาแน่นของมัน
เรียกได้ว่าเมื่อสูดลมหายใจเข้าไป ได้แต่เพียงกลิ่น
คาวของโลหิต
อู่ อวี้ ยืนอยู่ตรงหน้าประตูของบ้านหลังดังกล่าว
เมื่อสายสายตามองลอดเข้าไปยังด้านใน ภาพที่เห็น
คือโต๊ะ และ เก้าอี้ภายที่ตั้งอยู่ภายในในบ้านหลังนี้
บัดนี้กลับถูกปกคลุมไปด้วยโลหิตสีแดงฉาน สาด
กระจัดกระจายไปทั่วพื้นที่ นอกจากคราบเลือดบน
พื้นยังมีร่างของคน 4 คนนอนอยู่ ซึ่งบัดนี้พวกเขา
เหล่านั้นได้กลายเป็นซากศพไร้ซึ่งลมหายใจอยู่บน
พื้นไปเสียแล้ว ซากศพเหล่านั้นร่างหนึ่งเป็นของชาย
ชรา อีกร่างหนึ่งเป็นของหญิงชรา และ ซากศพอีก 2
ร่าง นั้นเป็นร่างของหนุ่มสาวคู่หนึ่ง พวกเขาเหล่านี้
ต้องตกตายไป ด้วยสภาพน่าอเนจอนาถอย่างยิ่ง
และ บ้านหลังนี้ได้ถูกปกคลุมไปด้วยโลหิตที่สาด
กระเซ็นของพวกเขา
แต่ทันใดนั้นเอง ภายในห้องนอนได้มีการเคลื่อนไหว
บางอย่างเกิดขึ้น มีร่าง ๆ หนึ่งก าลังพลุบ ๆ โผล่ ๆ
ก าลังเร้นกายท่ามกลางความมืดสลัว เมื่อ อู่ อวี้
เพ่งมองไปที่ร่างนั้นอย่างพินิจพิจารณา เขาก็ต้องตก
ตะลึง เมื่อรู้ว่าเงาร่างที่ก าลังแต่งตัวอยู่ในความมืดนั้น
คือผู้ใด และ เป็นช่วงเวลาเดียวคนที่เวลาเงาร่างนั้น
ได้ตระหนักถึงการด ารงอยู่ของ อู่ อวี้ ฉับพลัน! มันก็
หันมองย้อนกลับมาทันเขาทันที ใบหน้าที่ย้อนกลับ
มามองเขานั้นมันคือ ใบหน้าอันซีดเผือดของ โย่ว
หลิงจี!
มือของนางแปดเปื้อนไปด้วยโลหิต ส่วนด้านหลังของ
นางเป็นเตียงไม้ ผ้าคลุมที่อยู่บนเตียงไม้นั้นถูกเผย
ออก จนเห็นเป็นลวดลายอาคมที่ถูกเขียนด้วยเลือด
สดๆ บนใจกลางของแผ่นไม้นั้นมีร่างของเด็กทารก
อยู่ และทารกน้อยยังคงร้องไห้จ้าออกมาเสียงดัง ซึ่ง
บนร่างกายของทารกน้อยนั้น ไม่มีร่องรอยของ
บาดแผลอยู่เลยแม้แต่น้อย อย่างไรก็ตามโลหิตที่
เปรอะเปื้อนอยู่บนแผ่นไม้ก็ส่องสว่างขึ้น แสงนั้น
กระจายกลายเป็นไอหมอก แล้วม้วนตัวพุ่งเข้าไปใน
ร่างของทารกน้อย
……………………………………
♡(⺣◡⺣)♡* เพลิน