กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ - ตอนที่ 48 : เส้นแห่งความเป็นความตาย
นับตั้งแต่วันนั้น โย่ว หลิงจี ก็ไม่ปรากฏตัวออกมาหา
อาหารให้เห็นอีกเลย
แต่ว่า ภายในพระราชวังเทียนอู่ในวันนั้น จิ่ว ซื่อจุ้น
ได้ตกปากรับค ากับ องค์หญิง อู่ หยู๋ ว่าจะให้นางพัก
ฟื้นร่างกายเป็นเวลา 1 เดือน และ ถึงแม้ว่าความ
หฤหรรษ์ของ โย่ว หลิงจี นั้นสูญหายไป แต่พวกมันก็
ไม่ได้รีบเร่งที่จะเดินทางจากไป
องค์หญิง อู่ หยู๋ รู้วิธีเชื่อมสายสัมพันธ์กับทารก
เนื่องจากนางเคยเลี้ยงดูทารกที่ก าเนิดในนครเย่ว อู่
แห่งนี้มาก่อน จึงท าให้นางรู้วิธีรับมือกับทารกน้อย
หลายวิธี
ในเวลานี้ โย่ว หลิงจี ยังไม่ได้สร้างปัญหาแต่ประการ
ใด จึงท าให้ อู่ อวี้ มีเวลาคิดค้นหาวิธีในทะลวงผ่าน
ระดับขั้น
เหตุการณ์ในครั้งนี้ คล้ายคลึงกับเมื่อครั้ง ซือตู๋ หมิง
หลาง มันคือการต่อสู้ขั้นแตกหักที่ตัวเขานั้น
จ าเป็นต้องทุ่มสุดตัว เพื่อควานหาวิธีในการทะลวง
ผ่านสู่ระดับขั้นต่อไป แต่ในครั้งนั้นเขามีโอกาสได้รับ
‘ หยดโลหิตปีศาจวานร ‘ มาอย่างบังเอิญ เห็นได้ชัด
ว่าในครั้งนี้เขาอาจไม่โชคดีเหมือนกับที่ผ่านมา
อู่ อวี้ ไม่ทราบว่าการทะลวงผ่านขั้น พลองเทวะ
ทะลวงจิต จะต้องแลกกับค่าใช้จ่ายยิ่งใหญ่มหาศาล
มากแค่ไหน
” การทะลวงผ่านในแต่ละขั้นของ ‘กายาเพชร
อมตะ’ จนถึง ‘เซียนวานรจ าแลง’ ล้วนต้องใช้ความ
เพียรพยายาม มานะอดทน โชควาสนาและโอกาส
ยกเว้นขั้นที่สิบ ‘พลองเทวะทะลวงจิต’ ข้าจะต้องท า
ความเข้าใจกับมันให้ลึกซึ้ง ”
ดูเหมือนว่านี่อาจจะเป็นครั้งแรกที่ อู่ อวี้ ได้มาถึง
ทางตัน
ความยากล าบากในครั้งนี้ อาจกล่าวได้ว่าหนักหนา
ยิ่งกว่าที่เขาเคยเจอมาทั้งหมด
หลังจาก อู่ อวี้ ใช้เวลาใช้เวลาไตร่ตรองครุ่นคิดอยู่
นาน ในที่สุดเขาก็ได้ข้อสรุป
” ทะลวงจิตวิถีนักรบ พลองเทวะทะลวงจิต ถ้ามี
โอกาส ในการรู้แจ้งทะลวงผ่านระดับ ทั้งสองนี้ไม่ใช่
สิ่งที่สามารถท าได้เพียงหนึ่งวัน ข้าเกรงว่ามันอาจ
ต้องใช้เวลาอีกเป็นทศวรรษ หรือข้าอาจจะติดอยู่ใน
ระดับนี้ตลอดไปเลยก็ได้”
เขามีเวลาเพียงแค่ 1 เดือนเท่านั้น เป็นหนึ่งเดือนที่
ลุ้นระทึกอย่างยิ่ง
” หนึ่งในวิถีของผู้ฝึกตนในเส้นทางเต๋านั้น ล้วน
ต้องใช้ความพยายามเฉกเช่นดั่งปลาคาร์พว่ายทวน
กระแสน้ า[1] โอกาสที่จะส าเร็จนั้นมีอยู่ไม่มาก ตัวข้า
นี้ไม่ได้มีความพิเศษอันใด และ ข้ามิอาจดูแคลนเหล่า
เซียนเต๋าได้ หากดูแคลนวิถีแห่งเต๋า เท่ากับดูแคลน
ตัวเอง แต่ถ้าข้าต้องการมีชีวิตอยู่ต่อไป ความ
หวาดกลัวก็มิใช่สิ่งที่จะท าให้ข้าทะลวงจิตได้”
หากเขาไม่สามารถทะลวงจิตวิถีนักรบได้ โอกาส
ชนะ โย่ว หลิงจี มีเพียงแค่ 2 ใน 10 ส่วนเท่านั้น
หากเขาผิดพลาดเพียงก้าว เขาจะสูญเสียองค์หญิง
อู่ หยู๋ ไปตลอดชีวิต นางจะต้องเสมือนตกอยู่ในขุม
นรกอย่างไม่มีที่สิ้นสุด จะไม่อาจจินตนาการได้
เพราะเหตุนี้ยิ่งท าให้ อู่ อวี้ เกิดแรงกดดันมหาศาล
มากอย่างยิ่ง ล าพังแค่เพียงการแก้แค้นของตนเอง
แรงกดดันที่เขาแบกรับก็ไม่สู้ดีนัก
ด้วยแรงกดดันที่รายล้อมรอบตัวเขา เปรียบได้ดั่ง
หนอนที่ติดกับกระดูก[2] ช่วงเวลาที่ อู่ อวี้ ก าลังฝึก
ตนอยู่นั้น เขาไม่อาจมุ่งเน้นไปที่การฝึกแบบเพียง
อย่างเดียวได้ ภายในจิตใจของเขายังคงสับสน
ปั่นป่วน แม้เขาจะใช้เวลาในการฝึกฝนอยู่นาน แต่ก็
ไร้ซึ่งความคืบหน้า
ยิ่งเจ้าปรารถนาให้สงบ ก็ยิ่งไม่สงบมากขึ้นเท่านั้น
ความสงบที่ว่านี้ ไม่ใช่สิ่งที่คิดอยากจะได้ มันก็จะมา
ให้
นั่นเพราะว่าเขากังวลในเรื่องของ องค์หญิง อู่ หยู๋
เขาจึงปรารถนาที่จะเพ่งสมาธิ เพื่อท าให้จิตใจของ
เขาสงบลง แต่ทว่ามันช่างเป็นเรื่องยากยิ่งนัก
อู่ อวี้ จะนับวันเวลาในทุก ๆ ชั่วยาม เวลาหมุนผ่าน
ไปวันแล้ววันเล่า โอกาสของเขาเหลือไม่มากนัก
องค์หญิง อู่ หยู๋ เองก็กังวลเช่นกัน และวันที่นางต้อง
เดินทางไปยังอาณาจักรตงเสินเพื่อเข้าร่วมอภิเษกก็
ได้คืบคลานเข้ามา ราษฎรมากมายต่างไม่เห็นด้วย
ฝูงชนรวมตัวร่วมชุมนุมตามท้องถนน แม้กระทั่ง
ภายในกลุ่มนั้นยังมีขุนนางอยู่ด้วย พร้อมกับโห่ร้อง
ตะโกน ด้วยความเกรี้ยวกราดไม่เห็นด้วย ฝูงชน
จ านวนมากเคลื่อนไหว มารวมตัวกันอยู่ตรงย่านใจ
กลางนครเย่วอู่ โชคยังดีที่ไม่มีผู้ใดเสียชีวิต
วันคืนหมุนผ่าน แสงจากคบเพลิงยังคงถูกจุดอยู่
ท่ามกลางนครหลวงเย่ว อู่ มีผู้คนมากมายกว่าแปด
ในสิบส่วน ไม่พอใจกับการอภิเษก และ ท าให้องค์
หญิง อู่ หยู๋ ต้องเดินทางไปยังอาณาจักรตงเสิน โดย
ระหว่างเดือนนี้ทหารองครักษ์ของอาณาจักรตงเสิน
ที่มาประจ าการอยู่นครหลวงเย่ว อู่ ได้มีการขัดแย้ง
กับชาวบ้านในพื้นที่อยู่บ่อยครั้ง แต่ฝ่ายตรงข้ามนั้น
ช่างเหี้ยมโหด มันได้ตอบโต้กลับมาอย่างไร้ซึ่งความ
ปราณี
ดังนั้นอาณาจักรตงเสิน จึงมีชื่อเสียงเน่าเฟะเลวร้าย
มากยิ่งขึ้น
แต่องค์หญิง อู่ หยู๋ ก็ล่วงรู้อยู่แล้วว่า ทุกอย่างล้วน
ขึ้นอยู่กับ อู่ อวี้
แม้ว่าหลังจากนี้ คือการตัดสินใจชะตาชีวิตว่านางจะ
อยู่ หรือ ตาย แต่ องค์หญิง อู่ หยู๋ ก็ไม่แยแสแม้แต่
น้อย แม้ อู่ อวี้ จะเป็นความหวังอันน้อยนิดของนาง
” เพียงแค่ข้าได้ล่วงรู้ความจริงที่ว่า เจ้านั้นยังมี
ชีวิตอยู่มันก็ถือว่าเป็นข่าวดีอันใหญ่หลวงยิ่งแล้ว
ส าหรับข้า ส่วนตัวข้านั้นจะอยู่หรือ ตาย ก็ไม่มี
ความส าคัญอีกต่อไป ” ในค่ าคืนนี้องค์หญิง อู่ หยู๋ มา
อยู่ด้านบนของหอคอย นางอิงกายข้างก าแพงเหม่อ
มองทัศนียภาพของนครเย่วอู่ในยามราตรี ตลอดค่ า
คืนนั้น
” เหลืออีกกี่วัน ” อู่ อวี้ เปล่งเสียงแหบออกมา
อย่างแผ่วเบา
” สามวัน ”
” สามวัน! ” เขาฟาดพลองพิชิตมารลงบนพื้น
อย่างหนักหน่วง
ไม่ว่าเขาจะเค้นสมองออกมามากเท่าไหร่ เขาก็ไม่
พบแม้แต่วิธีเดียว เส้นทางสู่การฝึกตน กลายเป็น
ล าบากยากเย็นแสนเข็ญอย่างยิ่ง!
มีเวลาเหลืออีกเพียงแค่ 3 วัน แล้วเขาจะเอาอะไร
ไปต่อสู้กับ โย่ว หลิงจี ?
” อู่ อวี้ เจ้า้สงบจิตใจแล้วฟังข้าก่อน” องค์หญิง อู่
หยู๋ กลับมาดูเขาด้วยความเป็นห่วง สีหน้าของนางยัง
คงไว้ด้วยความสงบ นางกลุ่มมือทั้งสองข้างของ อู่
อวี้ เอาไว้ ดวงตาคู่สวยจ้องมองไปยัง อู่ อวี้ จากนั้น
นางก็เอ่ยขึ้นอย่างนุ่มนวลแผ่วเบาว่า ” น้องชายของ
ข้า ข้าเข้าใจในความพยายามและแรงผลักดันของเจ้า
แต่ในยามนี้ เวลา 1 เดือนก าลังจะล่วงเลยผ่านไป
โอกาสชนะของเจ้ายังคงเป็น 2 ใน 10 ส่วน แล้ว
พี่สาวอย่างข้า จะปล่อยให้เจ้าไปเผชิญชะตากรรมจน
ต้องตกตายไปได้อย่างไร ”
” ไม่! ”
” เจ้าต้องสุขุมเยือกเย็น ข้าอยากจะถามเจ้าสัก
อย่างได้หรือไม่ เจ้าจะสามารถช่วยปกป้องบรรดา
เครือญาติของข้าได้หรือไม่ ? ” องค์หญิง อู่ หยู๋ เอ่ย
ถาม
” แน่นอน ข้ารับปาก ” ตราบใดที่ อู่ อวี้ ยัง
อยู่ หยวน ฮ่าว ก็ไม่มีทางที่จะท าร้ายบรรดาเครือ
ญาติขององค์หญิง อู่ หยู๋ ลงได้อย่างแน่นอน อีกทั้ง
เหล่าบรรดาเครือญาติของอู่ หยู๋ ยังเป็นสายเลือด
ของขุนนางตระกูลใหญ่ ดังนั้นตระกูลของนางจึงมี
อิทธิพล และ ก าลังรบอยู่บ้าง
เมื่อ องค์หญิง อู่ หยู๋ ได้ยินดังนั้น นางก็ยิ้มออกมา
อย่างอ่อนโยนพร้อมกับกล่าวขึ้นว่า ” เมื่อได้ยินเช่นนี้
ข้าก็ค่อยเบาใจหน่อยหากในอีก 3 วัน ฝีมือของเจ้า
ก้าวหน้าขึ้นได้ เมื่อถึงวันนั้นทุกอย่างก็จะประสบ
ความส าเร็จ ถ้าหากในวันนี้เจ้าไม่สามารถทะลวง
ผ่านมันได้ แม้เจ้านั้นจะพากเพียรพยายามอย่างหนัก
แต่มันไม่เป็นไรหรอก เพราะสิ่งที่เจ้าต้องท าก็คือ
ปกป้องเหล่าบรรดาเครือญาติ ต่อให้ข้าต้องเดินทาง
ออกจากนครเย่วอู่ ข้าก็ยังสามารถหลบหนีโดยการ
ใช้ยาพิษปลิดชีพตนเองได้ ให้ จิ่ว ซื่อจุ้น อภิเษกกับ
ศพ ขณะที่พวกมันก าลังเดินทางกลับไปยังอาณาจักร
ตงเสิน ”
” น้องชายของข้า ส าหรับตัวข้าแล้วถือเป็นการ
ปิดฉากชีวิตที่ยอดเยี่ยมอย่างยิ่ง เพราะอย่างน้อยข้า
ก็ได้รู้ว่าเจ้านั้นยังมีชีวิตอยู่ แล้วตัวข้าเองก็มีสิทธิ์
เลือกที่จะปลิดชีพตัวเอง แถมเจ้ายังสามารถท าสิ่งที่
ข้าไม่อาจท าได้ก็คือ การปกป้องเหล่าเครือญาติของ
ข้า … ” ยามนี้ภายในดวงตาของ องค์หญิง อู่ หยู๋ มี
หยาดน้ าตาไหลซึมออกมา หยาดน้ าตานี้ได้แสดงถึง
ความพึงพอใจของนางอย่างแท้จริง
อู่ อวี้ รู้สึกเศร้าหมองใจเป็นอย่างยิ่ง เขาส่ายหัวแล้ว
กล่าวขึ้นว่า ” ท่านพี่ ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นหลังจากนี้
อีก 3 วัน ข้าจะไปปรากฏตัวอยู่ต่อหน้าของท่าน ”
” อู่ อวี้ เจ้าไม่ฟังค าของข้าเช่นนั้น ? ” สีหน้าของ
องค์หญิง อู่ หยู๋ จริงจังขณะมองไปที่หน้าของเขา
ความรู้สึกกดดันบีบคั้นจนนางไม่อาจฝืนทนได้อีก
ต่อไป ในที่สุดหยาดน้ าตาก็ไหลพรั่งพรูออกมาอย่าง
สุดจะกั้น
” ข้าเชื่อฟังค าท่านทุกอย่าง แต่ส าหรับเรื่องนี้ ข้า
ไม่อาจฟังได้ ” อู่ อวี้ กล่าวด้วยน้ าเสียงมุ่งมั่นเด็ด
เดี่ยว
” เจ้า … ข้าจะขอบอกเจ้าตรงนี้ หากในวันนั้นเจ้า
ไม่มีความมั่นใจมากเพียงพอ แต่เจ้าก็ยังดื้อดึงที่จะ
ปรากฏกาย ในวันนั้นข้าจะตกตายไปต่อหน้าเจ้า ”
การที่องค์หญิง อู่ หยู๋ กล่าวออกไปเช่นนั้นก็เพราะว่า
นางเป็นห่วงในชีวิตของ อู่ อวี้ เพราะส าหรับนางแล้ว
มันคือสิ่งที่ส าคัญมากที่สุด แต่นางนั้นไม่มีความ
เข้าใจเกี่ยวกับเส้นทางแห่งการฝึกฝน นางจึงได้มอบ
โอกาสให้ไป 1 เดือนเพื่อหวังจะเปลี่ยนแปลงอะไรได้
แต่กระนั้น เส้นทางแห่งการฝึกตนมันไม่ได้ง่ายดาย
ขนาดนั้น
ถือได้ว่าเป็นครั้งแรก ที่พวกเขาทั้งสองนั้นขัดแย้งกัน
…
อู่ อวี้ รู้สึกสับสน เขาคิดอย่างรอบคอบอยู่ครู่หนึ่ง
การที่มันมานั่งถกเถียงกับ อู่ หยู๋ อยู่ที่นี่หาได้มี
ประโยชน์อันใดไม่ เขาสูดหายใจเข้าลึก ๆ จากนั้นก็
กล่าวว่า “พี่หญิง เหลือเวลาอีกสามสามวัน ถึงจะ
ครบก าหนดหนึ่งเดือน ที่ท่านตกลงไว้กับพวก
มัน ภายในจิตใจของข้าสามารถสัมผัสได้ถึงขอบเขต
บางอย่าง ข้าจะไม่ท าให้ท่านต้องรู้สึกอึดอัด หรือ
ล าบากใจ เชื่อในตัวข้า”
ถึงแม้จะถกเถียงกันไปก็หาได้มีประโยชน์ไม่ ไม่มีใคร
สามารถชักจูงใครได้ ซึ่งมันก็ท าให้ อู่ หยู๋ ต้องสะอื้น
อยู่หลายครา แต่นางรู้ดีว่า ด้วยลักษณะนิสัยของอู่
อวี้ ไม่ว่านางจะข่มขู่เขาอย่างไร เขาก็จะมุ่งมั่นไป
ตามเส้นทางของตนเอง
“เอาล่ะ ข้าต้องไปแล้ว ดูแลตนเองด้วย”
จากนั้นนางก็เดินจากไป
เมื่อเขาจ้องมองร่างผ่ายผอมที่ก าลังเดินจากไป อู่
อวี้ ก าหมัดของตนเองแน่น โทสะ ความเกลียดชัง
ความบ้าคลั่ง ด้วยปัจจัยเหล่านี้ท าให้ตัวของเขานั้น
ทวีความบ้าคลั่งมากยิ่งขึ้น
“ช่วงเวลาแห่งความเป็นความตาย ชีวิตที่แขวนอยู่
บนเส้นด้าย นี่คือเส้นทางแห่งเซียน!”
ไม่ใช่เพียงแค่ชีวิตของเขาคนเดียวเท่านั้นที่แขวนอยู่
บนเส้นด้าย แต่ชีวิตขององค์หญิงอู่ หยู๋ก็แขวนอยู่บน
เส้นด้ายนี้ด้วยเช่นกัน!
เส้นทางการเดินของ อู่ อวี้ ในยามนี้ดูราวกับมี
อุปสรรคขวากหนามอย่างไม่มีที่สิ้นสุด
” ข้าไม่อาจจะช่วยผู้ใดไว้ได้ แม้กระทั่งพี่สาวของ
ตนเองแท้ ๆ ยังไม่สามารถปกป้องนางได้ แล้วตัวข้า
อู่ อวี้ จะฝึกตนไปเพื่ออะไร จะบ่มเพาะพลังในวิถี
แห่งเต๋าไปเพื่ออะไร!”
“สามวันที่ผ่านมา ไม่มีอะไรมากไปกว่าช่วงเวลาที่
เสียเปล่า ไม่มีอะไรมากไปกว่าการฟาดทุบ แต่ถ้าเป็น
เช่นนี้ข้าก็จะฟาดมันต่อไป ฟาดจนพลิกสวรรค์ และ
ปฐพี!
เขาไม่ได้อยู่ภายในห้องฝึกฝนของพระราชวังอู่ หยู๋
แต่เขาได้เดินทางไปยังหุบเขาซ่างเซียนเฟิง บนพื้นที่
ว่างเปล่ากว้างขวางขนาดใหญ่ เนื่องจากความเป็น
จริงที่ก าลังบีบคั้นเข้ามา และบทสนทนาที่เต็มไปด้วย
ความสิ้นหวังของอู่ หยู๋ ในตอนนี้หัวใจของเขานั้นสั่ง
สมเพลิงโทสะ และ ความปวดร้าว จนเรียกได้ว่ามาก
จนเกินทน!
บนพื้นที่กว้างขวางขนาดใหญ่ ณ ใจกลางของที่แห่ง
นั้น มีหุบเขาซ่างเซียนตั้งตะหง่านอยู่ ภายในสถานที่
รกร้างว่างเปล่าไร้ผู้คน อู่ อวี้ก าลังถือพลองพิชิตมาร
ไว้ในมือ เขาก าลังฟาดมันลงไปอย่างรื่นรมย์
เพลิดเพลินไปกับความเสียหายที่ตนเองก่อขึ้น ในช่วง
เวลานั้นเขาก็ร้องค ารามเสียงดังออกมา การฟาดของ
เขา ก่อให้เกิดเสียงดังสะเทือนเลือนลั่นกึกก้องไปทั่ว
ทั้งสวรรค์และปฐพี การฟาดทุบแต่ละครั้ง ก่อให้เกิด
เป็นพลังมหาศาลที่พลิกฟ้าพลิกปฐพี!
อย่างไรก็ตาม ตัวของเขาก็ยังคงไม่สามารถบรรลุสู่
พลองเทวะทะลวงจิตได้
จนกระทั่งตัวของเขานั้นเหนื่อยหอบอ่อนแรง อู่ อวี้
ก็ล้มตัวลงนอน ท่ามกลางเศษดินเศษหินที่แตก
กระจายอยู่รอบ ๆ เขาแหงนหน้าจ้องมองขึ้นไปบน
ท้องนภา
“ข้าไม่เข้าใจเลย ท่านราชาวานร ท าไมตัวของข้า
ถึงได้ไร้อ านาจเช่นนี้”
“ข้าไม่รู้ว่าเป็นเพราะเหตุใด ท าไมตัวข้าถึงไม่อาจ
ทะลวงผ่านไม่ได้”
อู่ อวี้ยืนขึ้น พร้อมกับจ้องมองไปยังพระราชวัง เย่ว
อู่ ด้วยความหวัง ปราณโลหิตภายในร่างของเขาหมุน
วนเดือดพล่านอย่างรุนแรง
………
ผ่านไปเพียงชั่วพริบตา ก าหนดเส้นตายสามวันก็
มาถึง
ในวันนี้ อาจกล่าวได้ว่าเป็นวันส าคัญส าหรับทุกคน
ในนครหลวงเย่ว อู่แห่งนี้ ถึงแม้ว่าอาณาจักรตงเสิน
จะเดินทางออกจากนครหลวงแห่งนี้ในยามเที่ยงวัน
ตามท้องถนน ในนครหลวงเย่ว อู่ แห่งนี้ต่างเต็มไป
ด้วยเหล่าฝูงชนที่เข้ามาร่วมชุมนุมกัน
ถนนหลวงของนครเย่ว อู่ แห่งนี้มีนามว่า ‘ถนน
หลวงตงไห่’ นอกจากนี้ในช่วงยามเช้า เหล่าองครักษ์
จากนครหลวงเย่ว อู่ ตั้งได้รับค าสั่งให้มารวมตัวกัน
อยู่ที่ ‘ถนนหลวงตงไห่’ เพื่อป้องกันไม่ให้เหล่าผู้คน
ที่มารวมตัวกันอยู่ที่นี่ สร้างผลกระทบต่อกอง
คาราวานของอาณาจักรตงเสิน
ช่วงเวลาตลอดหนึ่งเดือนนี้ เหล่าราชนิกูลในนครเย่ว
อู่ ต่างรับรู้โดยทั่วกันว่า เนื่องจากพิธีอภิเษกสมรส
ขององค์หญิง อู่ หยู๋ เป็นสาเหตุท าให้เหล่าราษฎร
มาเรียกร้องความยุติธรรมในนครหลวง เย่ว อู่ ต่าง
ร่วมชุมนุมแสดงความไม่พอใจกันเป็นจ านวนมาก
แม้กระทั่งเหล่าผู้ฝึกยุทธก็มารวมตัวกัน ณ สถานที่
แห่งนี้ เพื่อเตรียมขัดขวางจิวซื่อจุน และ ปกป้องเจ้า
หญิง อู่ หยู๋ เอาไว้ให้จงได้
ภายในกลุ่มคนเหล่านี้ มีเหล่าวีรบุรุษผู้บรรลุใน
เส้นทางแห่งการฝึกตนที่มากกว่าขั้นชั้นฟ้าที่ 5 อยู่
ด้วย
สภาพอากาศของนครหลวง เย่ว อู่ ในวันนี้หนาวเย็น
เป็นอย่างยิ่ง ถึงแม้ในยามนี้จะมีพิรุณตกโปรยปราย
ลงมา เหล่าฝูงชนต่างหยุดยืนอยู่ท่ามกลางสายลมอัน
หนาวเหน็บนี้ ร่างกายต่างสั่นสะท้านด้วยความหนาว
เย็น ซึ่งพวกเขาก็ท าได้เพียงขยับร่างกายเข้ามาชิด
ติดกัน อย่างไรก็ตามพวกเขาก็ไม่ได้ล้มเลิกความ
มุ่งมั่นเด็ดเดี่ยว แล้วยังคงยืนกราดอยู่ตรงนี้ต่อไป
หลายคนต่างชะเง้อคอมองเข้าไปยังทิศทางของ
พระราชวัง
เหล่าผู้ฝึกยุทธบางคน ต่างขึ้นไปยืนอยู่บนหลังคา
พร้อมกับกระชับกระบี่ที่อยู่ในมือ ด้วยสีหน้าหนาว
เย็นเด็ดเดี่ยว
องครักษ์บนถนหลวงตงไห่ ต่างจ้องมองไปที่เหล่าผู้
ฝึกยุทธที่รวมตัวกันอยู่ แรงกดดันที่แผ่ออกมานี้ ท า
ให้พวกเขาอยู่ในสภาพตึงเครียด ซึ่งพวกเขาเหล่านี้ก็
ผู้ฝึกยุทธผู้มีชื่อเสียงกึกก้องสะท้านภพ ท่ามกลาง
ความเหน็บหนาว และ หยาดพิรุณ ท าให้บรรยากาศ
โดยรอบนั้นเริ่มหนักอึ้งมากขึ้นเรื่อย ๆ
ฝั่งตะวันออกของพระราชวังอู่ หยู๋ สถานที่แห่งนี้ดู
เศร้าหมองเป็นอย่างยิ่ง ใบหน้าของเหล่าข้ารับใช้
และ พี่เลี้ยงในวังหาได้ปีติยินดีต่องานรื่นเริงไม่
ตรงกันข้ามใบหน้าของเหล่าข้ารับใช้ต่างเต็มไปด้วย
ความโศรกเศร้าเสียใจ พวกมันต่างได้ยินข่าวลือหนา
หูมามากมาย ทั้งยังเข้าใจแจ่มแจ้งถึงความโอบอ้อม
อารีขององค์หญิง ด้วยความที่เกรงว่า อนาคตในทุก
ๆ วันขององค์หญิง จะมิต่างอะไรกับอยู่ในขุมนรก
ภายในพระราชวัง อู่ หยู๋ เหล่าข้ารับใช้สตรีมากมาย
ก าลังวุ่นวายอยู่กับการแต่งกายให้กับองค์หญิง อู่ หยู๋
ได้สวมใส่ชุดอภิเษก มี่ฉางก าลังค่อย ๆ ใช้หวีสางผม
ให้กับองค์หญิง พร้อมกับร่ าให้ไปด้วย
อู่ หยู๋ สูดลมหายใจพร้อมกับจ้องมองตัวของนาง ใน
กระจกทองแดง
” อู่ อวี้ ไม่อยู่ที่นครหลวง เย่ว อู่ เป็นเวลาสามวัน
…”
ยิ่งไปกว่านั้น ความรู้สึกภายในจิตใจของนางกับตึง
เครียดมากขึ้น นางสัมผัสได้ถึงลางสังหรณ์บางอย่าง
ภายในจิตใจ ว่าในวันนี้ต้องมิใช่วันที่เงียบสงบเป็นแน่
“ถ้ารู้ว่ามันยากล าบาก แล้วไม่ฝืนพยายามโดยไร้
ประโยชน์ จนเขาล้มเลิกไปก็คงดี” องค์หญิง อู่ หยู๋
ใคร่ปรารถนาให้อู่ อวี้คิดเช่นนั้น…
อย่างไรก็ตามเมื่อภาพของ อู่ อวี้ ปรากฏขึ้นภายใน
จิตใจของนาง ยังไงนางก็มิอาจคาดคิดได้ ว่าเด็กหนุ่ม
ผู้เต็มไปด้วยความมุ่งมั่นและเด็ดเดี่ยว จะเลือก
หนทางที่ยอมแพ้!
“องค์หญิงเพคะ กองคาราวานของอาณาจักรตง
เสินมารวมตัวกันอยู่ด้านนอกพระราชวังแล้วเพคะ
ครั้งนี้ฮ่องเต้จิว ซื่อจุนมารอรับพระองค์ด้วยตนเอง”
ผ่านไปครู่หนึ่ง องครักษ์ก็รีบร้อนกระหืดกระหอบเข้า
มา
เชิงอรรถ
1 . ปลาคาร์พว่ายทวนกระแสน้ า
เป็นส านวน หรือ เรียกว่า ขึ้นประตูมังกร
ความหมายก็คือ เป็นการเปรียบเทียบกับ ว่ามันเป็น
ดั่งด่านปราการส าคัญในชีวิต ซึ่งเป็นสิ่งบ่งชี้ใน
อนาคตของคนผู้นั้น ว่าจะประสบความส าเร็จในชีวิต
ได้มากน้อยเพียงใด
ขึ้นประตูมังกร
ในประเทศจีน มีความเชื่อสืบทอดมาแต่โบราณว่า ที่
ต้นน้ าของแม่น้ าฮวงโห เป็นช่วงที่กระแสน้ ามีความ
เชี่ยวกรากเป็นอย่างยิ่ง ปลาทุกตัวที่ว่ายทวนน้ าขึ้น
ไป จะถูกกระแสน้ าพัดตกลงมาตายหมดทุกตัว จะมี
ก็แต่เพียงปลาคาร์ฟเท่านั้น ที่สามารถว่ายทวนน้ าตก
ขึ้นไปได้ ปลาคาร์ฟที่ว่ายทวนขึ้นกระแสน้ าขึ้นไปถึง
ประตูมังกร (龍門 : ryuumon) จะกลายร่างเป็น
มังกร และ บินไปสู่สรวงสวรรค์
ชาวจีนจึงถือว่า ปลาคาร์ฟเป็นปลาที่มีความทรหด
อดทน เป็นสัญลักษณ์แห่งความส าเร็จในชีวิต ที่ควร
ค่าต่อการเคารพยกย่อง
2. ดั่งหนอนที่ติดกับกระดูก ส านวน หมายถึงสิ่งที่
อยากจะหนี แต่ก็ไม่อาจหลีกหนีได้ เหมือนอย่างเงาที่
ติดตามตัวเรา เราไม่สามารถจะแยกเงาออกได้
……………………………………
♡(⺣◡⺣)♡* เพลิน