กล่องจักรวาล (Universe Storage Box) - บทที่ 243 ความรู้สึกดี ๆ
บทที่ 243 ความรู้สึกดี ๆ
“ขอบคุณมากนะ… ขอบคุณจริง ๆ!” กัวเมิ่งหานกล่าวด้วยใบหน้าที่เต็มไปด้วยความซาบซึ้งและตื้นตันใจ
เธอสัมผัสได้จากแววตาและน้ำเสียงว่าหวงเฟิงต้องการจะยื่นมือเข้ามาช่วยฉุดเธอออกจากนรกนั่นจริง ๆ แม้ว่าเธอจะเป็นคนไม่มีเพื่อนฝูงมากมายมาตั้งแต่ไหนแต่ไร ยิ่งพอมาพบเจอกับสถานการณ์บีบคั้นหักหลังในที่ทำงานวันนี้ มันทำให้เธอหวาดกลัวจนแทบจะไม่กล้าไว้ใจใครได้อีกเลยแม้แต่คนเดียว ตอนแรกเธอยังมีโจวหรูหลานเป็นที่พึ่ง แต่เพราะโจวหรูหลานเองก็เพิ่งตกงานและมีปัญหาของตัวเอง มันจึงทำให้เธอรู้สึกเกรงใจและไม่กล้าเอาเรื่องทุกข์ใจไปฟูมฟายใส่เพื่อน
“อ่า… จริง ๆ เธอไม่จำเป็นต้องเกรงใจและสุภาพกับฉันขนาดนั้นหรอกน่า พวกเราเป็นเพื่อนกันแล้วนี่ครับ เอาล่ะ ดึกมากแล้วพวกเราเดินกลับเข้าตึกกันเถอะ” หวงเฟิงกล่าวตัดบทพลางยิ้มขำ
แม้ว่าตอนกลางคืนอากาศในเมืองช่วงนี้จะไม่ถึงกับหนาวเหน็บ แต่การมานั่งจับเจ่าอยู่ในซอกตึกมืด ๆ อับ ๆ แบบนี้ มันมียุงชุมน่ะสิ
“อืม”
หลังจากที่เธอได้ระบายเรื่องราวระทมทุกข์ที่อัดอั้นอยู่ในใจให้หวงเฟิงฟังจนหมดเปลือก และหวงเฟิงก็ได้แนะนำทางออกพร้อมหยิบยื่นโอกาสงานใหม่ให้เธอ แม้ว่าความกังวลลึก ๆ เรื่องภาระค่าใช้จ่ายของครอบครัวจะยังไม่ได้จางหายไปทั้งหมด แต่อารมณ์ดิ่งและดวงตาที่เคยพร่าเลือนด้วยน้ำตาของเธอกลับรู้สึกดีขึ้นและเบาสบายกว่าเมื่อครู่อย่างเห็นได้ชัด
กัวเมิ่งหานเหลือบสายตามองใบหน้าด้านข้างของหวงเฟิงที่เดินอยู่เคียงข้าง จู่ ๆ ใบหน้าเนียนของหญิงสาวก็ค่อย ๆ ซับสีระเรื่อเปลี่ยนเป็นสีแดงนวลด้วยความขัดเขิน เธอเพิ่งจะรู้จักและคลุกคลีกับหวงเฟิงได้ไม่นาน แต่ชายหนุ่มคนนี้กลับคอยยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือเธอในยามวิกฤตอย่างทันท่วงทีเสมอ พอหัวสมองนึกไปถึงเรื่องที่โจวหรูหลานกับกัวเหลียงเคยแซวและพยายามจะจับคู่ให้เธอกับหวงเฟิงลองคบหาดูใจกันแล้ว กัวเมิ่งหานก็อดรู้สึกเขินอายจนต้องก้มหน้าหลบสายตาไม่ได้
ใช้เวลาเดินเพียงไม่นาน กัวเมิ่งหานก็มาส่งถึงหน้าห้องพักของเธอ หวงเฟิงจึงเอ่ยขึ้นยิ้ม ๆ ว่า
“รีบกลับเข้าห้องไปอาบน้ำอุ่น ๆ แล้วเข้านอนไว ๆ ล่ะครับ แล้วก็อย่าลืมทิ้งเรื่องแย่ ๆ กับพวกคนเฮงซวยของวันนี้ไปให้หมดซะ พรุ่งนี้ค่อยเริ่มกันใหม่”
“อื้อ! ขอบใจนายมากนะหวงเฟิง!” กัวเมิ่งหานตอบรับพร้อมรอยยิ้มบาง ใช่แล้ว… เมื่อวันพรุ่งนี้มาถึง เธอจะต้องสลัดความอ่อนแอและกลายเป็นกัวเมิ่งหานคนใหม่ที่เข้มแข็งให้ได้
หวงเฟิงโบกมือลา จากนั้นประตูลิฟต์ก็ค่อย ๆ ปิดลง บดบังสายตาของคนทั้งสองออกจากกัน
หวงเฟิงคิดไม่ถึงเลยว่าหลังจากที่เขาตัดสินใจซื้อโรงงานเป็นของตัวเองได้ไม่ทันไร เขาจะได้คนคุ้นเคยและไว้ใจได้มาร่วมงานด้วยรวดเร็วขนาดนี้ แต่ถึงอย่างไรในสถานการณ์วิกฤตแบบนี้ หวงเฟิงก็ไม่ได้รู้สึกว่ามีอะไรไม่เหมาะสม ในเมื่อเขามีกล่องจักรวาลสุดวิเศษอยู่กับตัว ในอนาคตเขาจะต้องได้รับสิ่งของและเทคโนโลยีล้ำค่าอีกมากมายมหาศาล และแน่นอนว่าขอบข่ายธุรกิจของเขาจะต้อนขยายใหญ่โตจนงานล้นมืออย่างแน่นอน ในตอนนี้สิ่งที่เขาต้องการมากที่สุดคือคนที่ไว้ใจได้มาช่วยแบ่งเบาภาระ และการได้คนรู้จักหรือเพื่อนสนิทที่มีนิสัยใจคอดีมาร่วมเป็นมือขวาย่อมต้องดีกว่าการไปเสี่ยงสุ่มจ้างคนแปลกหน้าภายนอกอย่างแน่นอน
ถ้าหากสามารถชวนหยูโมมาช่วยบริหารงานได้ก็คงจะดีไม่น้อยเลยแฮะ… หวงเฟิงลอบคิดขำ ๆ ขณะที่ใช้กุญแจไขเปิดประตูห้องพักของตัวเอง
แต่เมื่อคิดทบทวนดูดี ๆ เขาก็เข้าใจสถานการณ์ดีว่ามันคงเป็นไปไม่ได้ในเวลานี้ ตอนนี้โรงงานขนาดเล็กของเขามีพนักงานรวมกันแค่ยี่สิบกว่าคนเท่านั้น เมื่อนำไปเปรียบเทียบกับอาณาจักรธุรกิจของซูหยูโมแล้ว มันช่างห่างไกลราวฟ้ากับเหวและเขายังอ่อนประสบการณ์กว่าเธอมาก ยิ่งไปกว่านั้น เฮฟเว่นไพรซ์กรุ๊ปก็ก่อตั้งขึ้นมาด้วยหยาดเหงื่อแรงกายของซูหยูโมกับเซี่ยเมิ่งเจียว เธอเป็นถึงหนึ่งในประธานผู้ก่อตั้งผู้ทรงอิทธิพล ส่วนตัวเขาในตอนนี้เป็นเพียงแค่เพื่อนธรรมดา ๆ ของเธอเท่านั้น
แต่ถ้ายึดตามคำยุยงที่ถังมู่เสวี่ยพูดไว้ก่อนหน้านี้… การลองรวบรวมความกล้าเดินหน้าจีบหยูโมมาเป็นแฟนมันก็น่าสนใจไม่เลวแฮะ หวงเฟิงคิดพลางอมยิ้ม
โดยไม่ต้องรอให้ใครมาตอกย้ำ เขารู้ดีแก่ใจอยู่แล้วว่าการจะพิชิตใจผู้หญิงอย่างซูหยูโมนั้นมันยากเย็นเข็ญใจขนาดไหน เพราะเธอทั้งสวย ทั้งฉลาด และเก่งกาจรอบด้าน คงจะมีผู้ชายโพรไฟล์เลิศหรูมากหน้าหลายตาแวะเวียนมาขายขนมจีบเธอไม่เว้นแต่ละวัน และหากเทียบกันในตอนนี้ ตัวเขาก็แทบจะเทียบกับผู้ชายไฮโซพวกนั้นไม่ติดฝุ่นเลยสักนิด
ขณะที่หวงเฟิงเปิดประตูย่างกรายเข้าไปในห้อง ร่างปราดเปรียวของเสี่ยวไป๋ก็วิ่งตรงรี่เข้ามาหาพลางกระโดดดึ๋งเข้าสู่อ้อมแขนของหวงเฟิงทันที เจ้าหมาน้อยสุดมหัศจรรย์ของเขาเติบโตเร็วมาก ตอนแรกที่ได้มันมาจากกล่องจักรวาลมันมีขนาดตัวเล็กจิ๋วเท่าฝ่ามือเท่านั้น แต่ตอนนี้มันเติบโตจนมีความสูงมากกว่าสามสิบเซนติเมตรแล้ว ยิ่งไปกว่านั้น มันยังฉลาดเป็นกรดและสามารถฟังภาษาคนรวมถึงเข้าใจสิ่งที่เขาพูดได้เป็นอย่างดี
“เอาละ ๆ ฉันรู้แล้วว่านายกำลังหิว รีบกระโดดลงไปได้แล้วล่ะ ฉันจะได้ไปหาของอร่อย ๆ มาให้กินไง” หวงเฟิงพูดกลั้วหัวเราะพลางยื่นมือไปลูบขนสีขาวนุ่มปุกปุยบนตัวเสี่ยวไป๋อย่างอ่อนโยน
เสี่ยวไป๋ส่งเสียงครางแผ่วเบาพลางเอาจมูกดุนอ้อมกอดของหวงเฟิงอย่างออดอ้อน จากนั้นก็หลับตาพริ้มแล้วยอมกระโดดลงสู่พื้นอย่างว่าง่าย หวงเฟิงที่ไม่มีทางเลือกจึงต้องเดินเข้าครัวไปเตรียมอาหารเม็ดสูตรพิเศษให้เจ้าหมาน้อย
หลังจากให้อาหารเสี่ยวไป๋เสร็จ หวงเฟิงก็จัดการทำอาหารในส่วนของตัวเองทานจนอิ่ม จากนั้นก็เดินกลับเข้ามาในห้องนอน ทว่าในไม่ช้าเขาก็ต้องรู้สึกห่อเหี่ยวและเศร้าใจขึ้นมาอีกครั้ง เนื่องจากเมื่อเขาลองชะโงกหน้าไปส่องดูภายในกล่องจักรวาล ก็ยังคงพบแต่ความว่างเปล่า ไม่มีสิ่งของใหม่ ๆ ปรากฏอยู่ข้างในเลย ทั้ง ๆ ที่เวลาผ่านไปตั้งสองวันเต็มแล้ว แต่กลับไม่มีไอเทมอะไรดรอป ลงมาเลยแม้แต่ชิ้นเดียว อย่างไรก็ตาม แม้ว่าเขาจะรู้สึกหดหู่และขัดใจแค่ไหน แต่หวงเฟิงก็ไม่อาจทำอะไรเพื่อบังคับกลไกของกล่องจักรวาลได้
ทว่าในขณะที่หวงเฟิงกำลังรู้สึกหดหู่อยู่ในโลกฝั่งนี้ ณ อีกมิติหนึ่งขนานกัน กลับมีคนที่มีสภาพจิตใจย่ำแย่และรู้สึกแย่ยิ่งกว่าเขาหลายเท่าตัว และคน ๆ นั้นก็คือ โอวหยางซิงเหวิน คุณชายใหญ่ตระกูลดังที่ต้องทนทุกข์ทรมานกับการฝึกฝนพลังเวทมนตร์อย่างเอาเป็นเอาตายมาโดยตลอด
เพล้ง!
โอวหยางซิงเหวินวาดแขนขว้างแจกันกระเบื้องเคลือบราคาแพงลิบลิ่วที่ตั้งอยู่ในห้องนอนอัดเข้ากับผนังด้าข้างด้วยความหงุดหงิดฉุนเฉียว แรงกระแทกทำให้เศษแก้วและเศษเซรามิกชิ้นเล็กชิ้นน้อยแตกกระจายเกลื่อนกราดไปทั่วพื้นห้อง ตัวเขาเองยังไม่สามารถนับได้เลยว่า ตั้งแต่เช้าจนถึงดึกป่านนี้ตัวเองบันดาลโทสะขว้างปาแจกันโบราณไปกี่ใบแล้ว
โอวหยางซิงเหวินเริ่มเกิดอาการร้อนรนและคลุ้มคลั่งมากขึ้นเรื่อย ๆ ตัวเขาได้ตัดสินใจกลืน ‘ยาเสริมความหลักแหลม’ (ยาเพิ่มระดับสติปัญญาและพรสวรรค์) เข้าไปสักพักใหญ่แล้ว แต่วันเวลาผ่านไปเขากลับไม่รู้สึกถึงความเปลี่ยนแปลงทางร่างกายเลยแม้แต่น้อย และยังคงไม่สามารถสัมผัสหรือดึงเอาพลังเวทมนตร์ที่ล่องลอยอยู่ในชั้นบรรยากาศมาใช้งานได้เลย ส่วนคัมภีร์การฝึกทำสมาธิระดับสูงที่เขาอุตส่าห์ทุ่มเงินซื้อมาเล่มนั้นก็ยังคงวางนิ่งสนิทและกลายเป็นสิ่งไร้ค่า เพราะในเมื่อร่างกายของเขาไม่สามารถสัมผัสพลังวิเศษได้ ต่อให้เขาจะนั่งทำสมาธิไปจนแก่ตายมันก็ไม่มีประโยชน์อะไรขึ้นมา
หรือว่า… ตัวข้าจะไม่มีพรสวรรค์หรือความสามารถในการใช้พลังเวทมนตร์เลยจริง ๆ? ขนาดกลืนยาเสริมความหลักแหลมเข้าไปตั้งมากมายก็ยังทำอะไรไม่ได้เลยงั้นรึ?! โอวหยางซิงเหวินนึกกังขาและก่นด่าตัวเองอยู่ในใจด้วยความขมขื่น
มันช่างแตกต่างจากบันทึกโบราณที่ระบุไว้ว่า ต่อให้เป็นคนธรรมดาที่ไร้พรสวรรค์ หากได้กินยาเสริมความหลักแหลมเข้าไป แม้เวลาจะผ่านไปนานแค่ไหน แต่ระยะเวลาเพียงหนึ่งสัปดาห์ก็น่าจะเพียงพอที่จะทำให้ร่างกายปรับสภาพจนสามารถสัมผัสถึงละอองเวทมนตร์ และเริ่มเรียกใช้พลังเวทขั้นต้นได้แล้ว
แน่นอนว่าเขารู้ซึ้งถึงข้อดีและอภิสิทธิ์ของการเป็นผู้ปลุกพลังวิเศษเป็นอย่างดี ไม่ต้องพูดถึงเลยว่าเมื่อใดก็ตามที่เขาสามารถกลายสภาพเป็นผู้ใช้พลังเวทมนตร์อันยิ่งใหญ่ ไม่ว่าเขาจะย่างกรายไปที่ไหนในใต้หล้า ก็ย่อมจะได้รับความเคารพยำเกรงจากผู้คน หรือไม่ว่าจะคิดอ่านทำการสิ่งใดทุกอย่างก็จะราบรื่นง่ายดายไปเสียหมด อีกทั้งฐานะทางสังคมของเขาก็จะสูงส่งเหนือล้ำกว่าสามัญชนคนอื่น ๆ ราวฟ้ากับดิน
แต่ในทางกลับกัน หากเขาล้มเหลวและไม่สามารถปลุกพลังให้ตื่นขึ้นมาได้ในหมู่คนรุ่นเดียวกัน… แม้ว่าพ่อของเขาจะมีเขาเป็นลูกชายเพียงคนเดียวที่สืบสายเลือดโดยตรง แต่ทว่าท่านลุงของเขาก็มีบุตรชายที่เป็นญาติผู้น้องของเขาเช่นกัน หากเขาไม่สามารถพิสูจน์ตัวเองด้วยการปลุกพลังเวทมนตร์ให้ตื่นขึ้นมาได้ ตำแหน่งผู้สืบทอดและผู้นำตระกูลคนต่อไปจะต้องถูกญาติผู้น้องคนนั้นช่วงชิงไปอย่างแน่นอน!
ปัง!
โอวหยางซิงเหวินทุบโต๊ะเสียงดังสนั่น โดยปกติแล้วหากยามใดที่เขาเกิดอารมณ์บูดบึ้งหรือหงุดหงิดฉุนเฉียว ไอ้คนรับใช้คนสนิทอย่าง ‘หวังเอ้อ’ ก็จะรีบเสนอหน้าปรากฏตัวเข้ามาคอยประจบสอพลอ เล่าเรื่องตลก หรือหาสาวงามมาปรนเปรอเพื่อทำให้เขาอารมณ์ดีขึ้นทันที แต่น่าเจ็บใจนักที่ตอนนี้ไอ้หวังเอ้อดันกลายเป็นคนพิการครึ่งท่อน นอนพะงาบ ๆ ไร้ประโยชน์ไปเสียแล้ว
โอวหยางซิงเหวินไม่เคยคาดคิดมาก่อนเลยว่า คนรับใช้สุนัขรับใช้ที่เคยเชื่องเชื่ออย่างมันจะมีความดื้อด้านและแข็งข้อได้ขนาดนี้ ตอนที่เขาเรียกตัวมันมาคาดคั้นถามเรื่อง ‘แหวนมิติ’ ที่หายไปอย่างปริศนา มันกลับปิดปากเงียบและไม่ยอมตอบคำถามของเขาเลยสักคำ ในทางกลับกัน ไอ้คนรับใช้ชั้นต่ำขี้ข้าขโมยแบบมันกลับพยายามทำทุกวิถีทางเพื่อแสร้งทำเป็นร้องห่มร้องไห้เพื่อกลบเกลื่อนความผิดของตัวเอง พฤติกรรมตลบแตลงของมันยิ่งทำให้เขาหัวเสียและปักใจเชื่อว่ามันกำลังปกปิดความจริงและไม่ยอมสารภาพความจริงออกมา
อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าไอ้หวังเอ้อจะขุดข้ออ้างหรือสาบานต่อฟ้าดินอย่างไร ก็ไม่อาจเปลี่ยนความคิดปักใจเจ็บเดิมของโอวหยางซิงเหวินได้เลย ชายหนุ่มยังคงปักใจเชื่ออย่างเด็ดขาดว่า ไอ้หวังเอ้อคือหัวขโมยที่แอบฉกชิงแหวนมิติอันล้ำค่าของเขาไปซ่อนไว้ และที่มันยอมทนปากแข็งไม่ยอมสารภาพออกมา
โอวหยางซิงเหวินคิดว่าอาจเป็นเพราะมันกำลังวางแผนในใจ ว่าแค่ยอมทนถูกเขาลงทัณฑ์ทรมานไปสักระยะหนึ่ง หลังจากเรื่องเงียบลงและมันได้ครอบครองสมบัติในแหวนมิติอย่างสมบูรณ์ ไอ้คนรับใช้ชั้นต่ำสัญชาติขี้ข้าอย่างมันก็จะสามารถเสวยสุขและกลายเป็นมหาเศรษฐีผู้ร่ำรวยได้ในพริบตานั่นเอง!