กล่องจักรวาล (Universe Storage Box) - บทที่ 261 แขก บทที่ 261 แขก
และฮวงเฟิงที่เพิ่งกลับาถึงที่พักของเขาก็ได้ต้อนรับแขกที่ไม่คาดคิด และฮวงเฟิงที่เพิ่งกลับาถึงที่พักของเขาก็ได้ต้อนรับแขกที่ไม่คาดคิด
“เป็นคุณนั่นเอง?”ฮวงเฟิงกล่าวด้วยความประหลาดใจ ขณะที่เขามองไปที่กัวเมิ่งหานที่ถือกล่องเก็บความร้อนออกไปข้างนอก
แม้ว่าทั้งสองคนจะอาศัยอยู่ชั้นบนและชั้นล่างแต่ก็ไม่เคยไปเยี่ยมเยียนที่พักของกันและกันม แม้ว่าทั้งสองคนจะอาศัยอยู่ชั้นบนและชั้นล่างแต่ก็ไม่เคยไปเยี่ยมเยียนที่พักของกันและกันม
“เอ่อขอบคุณค่ะ ไม่รู้จะตอบแทนคุณยังไงดี นี่คือเกี๊ยวที่ฉันทำเอง ลองชิมดูสิ” เมื่อเห็นฮวงเฟิงมองดูเธออยู่ ใบหน้าของกัวเมิ่งหานก็แดงระเรื่อขึ้น แต่เธอก็ยังคงเป็นกังวลอยู่เช่นกัน
หลังจากที่ยัดกล่องเก็บความร้อนไว้ในมือจองฮวงเฟิงโดยที่ไม่สนใจว่าฮวงเฟิงจะรู้สึกอย่างไร เธอไม่ได้ขึ้นลิฟต์ แต่เดินตรงไปที่บันได
“นี่?”ฮวงเฟิงมองดูกล่องเก็บความร้อนในมือของเขาโดยที่ไม่รู้ว่าจะหัวเราะหรือร้องไห้ดี “นี่?”ฮวงเฟิงมองดูกล่องเก็บความร้อนในมือของเขาโดยที่ไม่รู้ว่าจะหัวเราะหรือร้องไห้ดี
อย่างไรก็ตามเขาก็รู้ด้วยว่านี่เป็นความตั้งใจของกัวเมิ่งหาน ซึ่งถ้าเขารับไว้มันก็คงจะดีกว่า แต่ถึงแม้ว่าเขาจะไม่ยอมรับ แต่อีกฝśายก็ได้หนีไปแล้ว เขาจึงทำอะไรไม่ได้เลย
ฮวงเฟิงรู้ดีว่ากัวเมิ่งหานต้องการงานและไม่ใช่เพราะว่าเงินเดือนนั้นน้อยเกินไป ฮวงเฟิงรู้ดีว่ากัวเมิ่งหานต้องการงานและไม่ใช่เพราะว่าเงินเดือนนั้นน้อยเกินไป
เขาจึงได้โทรหากัวเหลียงก่อนหน้านี้โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้ากัวเมิ่งหานไปทำงานที่โรงงานจริง เงินเดือนก็จะดีเช่นกัน แต่ฮวงเฟิงนั้นไม่ได้สนใจเงินจำนวนเล็กน้อยนั้นเลย
เดิมทีเขาต้องการที่จะปฏิเสธแต่กัวเหลียงไม่เห็นด้วย ในฐานะเพื่อนที่ดีเขาเข้าใจสถานการณ์ของกัวเมิ่งหานดี
และตอนนี้เธอก็ได้รับคำแนะนำจากฮวงเฟิงแล้วเธอจึงมีความสุขไปตามท้องเรื่อง และตอนนี้เธอก็ได้รับคำแนะนำจากฮวงเฟิงแล้วเธอจึงมีความสุขไปตามท้องเรื่อง
ดังนั้นกัวเมิ่งหานจึงรู้สึกขอบคุณฮวงเฟิงเป็นอย่างมาก และต้องการทำอะไรบางอย่างเพื่อแสดงความขอบคุณ
อย่างไรก็ตามหลังจากคิดที่เรื่องนี้แล้ว เธอก็ไม่รู้ว่าควรทำอย่างไรดี จึงได้ห่อเกี๊ยวและและนำมามอบให้แก่ฮวงเฟิง
“อืมฉันเองก็ไม่คิดว่าทักษะการทำอาหารของเธอจะดีขนาดนี้เลยนะ” แต่ฮวงเฟิงนั้นอิ่มแล้วและไม่รู้สึกหิว
แต่หลังจากได้กลิ่นหอมของเกี๊ยวแล้วเขาก็อดไม่ได้ที่จะลองลิ้มรสสักชิ้นหนึ่ง แต่หลังจากได้กลิ่นหอมของเกี๊ยวแล้วเขาก็อดไม่ได้ที่จะลองลิ้มรสสักชิ้นหนึ่ง
เขาไม่ได้คาดหวังว่ามันจะอร่อยอย่างคาดไม่ถึงถึงแม้ว่ามันจะเทียบไม่ได้กับทักษะการทำอาห “คัมภีร์อัมฤทธิ์” แต่มันก็ยังรสชาติดีกว่าของคนทั่วไปมาก
และยังเทียบได้กับทักษะการทำอาหารของเชฟในร้านอาหารเล็กๆบางแห่งอีกด้วย และยังเทียบได้กับทักษะการทำอาหารของเชฟในร้านอาหารเล็กๆบางแห่งอีกด้วย
เห็นได้ชัดว่าเขาต้องการลิ้มรสเกี๊ยวแสนอร่อยนี้ด้วยอย่างไรก็ตามนี่เป็นสิ่งที่กัวเมิ่งหานมอบใ ดังนั้นหากเธอรู้ว่าฮวงเฟิงเอาเกี๊ยวนั้นไปให้ “สุนัข” กิน เธอก็คงจะไม่พอใจ ดังนั้นเขาจึงทำได้เพียงแค่ทำให้เสี่ยวไปśอิจฉา
ไม่มีอะไรใหม่ปรากฏในกล่องจักรวาลดังนั้นฮวงเฟิงจึงไม่ได้สนใจ เขาไปอาบน้ำแล้วเข้านอน ยังมีสิ่งที่สำคัญกว่าที่เขาจะต้องทำในวันพรุ่งนี้
“ทำไมกลับดึกจัง?”เมื่อชิวหนิงช่วงกลับบ้าน เธอคิดว่าพ่อแม่ของเธอคงจะเข้านอนไปแล้ว แต่พ่อของเธอกลับกำลังรอเธออยู่ในห้องโถงใหญ่
“ไปปฏิบัติหน้าที่ค่ะ”ชิวหนิงช่วงกล่าวอย่างไร้ความรู้สึก เห็นได้ชัดว่าเธอยังคงอารมณ์ดีเกี่ยวกับการที่พ่อของเธอย้ายเธอออกจากหน่วยงาน ขณะที่เธอพูด เธอก็เตรียมตัวกลับห้องของตัวเอง
ชิวหนิงช่วงเองก็ตกใจเช่นกันเธอไม่คิดว่าพ่อของเธอจะถามสารทุกข์สุกดิบเธอเสียแล้ว ชิวหนิงช่วงเองก็ตกใจเช่นกันเธอไม่คิดว่าพ่อของเธอจะถามสารทุกข์สุกดิบเธอเสียแล้ว
“ไปเยี่ยมเพื่อนมาค่ะ”ชิวหนิงช่วงกล่าว “ไปเยี่ยมเพื่อนมาค่ะ”ชิวหนิงช่วงกล่าว
“ฉันเคยขอให้เธอไปเที่ยวหาเพื่อนบ้างแต่เธอก็ไม่เคยไปเลย แล้วทำไมวันนี้อยู่ๆ ถึงได้คิดไปเยี่ยมเพื่อนล่ะ?” พ่อของชิวหนิงช่วงคิดสงสัย
“ใครอยากจะไปเจอพวกทายาทรุ่นที่สองพวกนั้นกันล่ะ?”ชิวหนิงช่วงพึมพำ เธอเกิดมาและนั่นเป็นตัวกำหนดวงสังคมของเธอ คนรอบตัวเธอล้วนเป็นทายาทรุ่นที่สอง แต่ชิวหนิงช่วงก็ไม่เคยสนใจพวกเขาเลย
“นี่เธอคงไม่ได้ไปสืบคดีลับๆใช่ไหม?” พ่อของชิวหนิงช่วงกล่าว “นี่เธอคงไม่ได้ไปสืบคดีลับๆใช่ไหม?” พ่อของชิวหนิงช่วงกล่าว
เห็นได้ชัดว่าเขารู้จักลูกสาวของตัวเองเป็นอย่างดีและรู้ดีว่าเธอจะไม่ยอมง่ายๆ เช่นเดียวกับตอนที่เธอไม่ได้รับอนุญาตให้ไปทำงานสถานีตำรวจ
ตอนนั้นเธอก่อให้เกิดความวุ่นวายครั้งใหญ่และในท้ายที่สุดก็สร้างเงื่อนไขทั้งหมดขึ้นมาด้วย ตอนนั้นเธอก่อให้เกิดความวุ่นวายครั้งใหญ่และในท้ายที่สุดก็สร้างเงื่อนไขทั้งหมดขึ้นมาด้วย
“แล้วถ้าหนูเป็นอะไรไปพ่อก็คงจะไม่ให้หนูไปร่วมปฏิบัติงานและหนูก็คงจะไม่ได้รับอนุญาตใ เมื่อเห็นว่าพ่อของเธอเดาถูกแล้ว ชิวหนิงช่วงก็ไม่ปฏิเสธ
“นั่นก็เพื่อประโยชน์ของลูกเอง!”พ่อของชิวหนิงช่วงพูดด้วยน้ำเสียงหนักแน่ “ลูกรู้ไหมว่าคนที่เกี่ยวข้องกับคดีนี้เป็นใคร? พวกเขาโดนกดดัน แต่พวกเขาก็ทำอะไรไม่ได้”
เขาเองยังเคยได้ยินมาว่าลุงหลี่เป็นคนแบบไหนสำหรับวิธีการที่ถงเฉียนจุ้นเคยทำในอดีตนั้น เขาเองก็รู้จักอย่างแจ่มแจ้งดีเช่นกัน
ดังนั้นมันคงจะเป็นการดีถ้าจะไม่ไปเกี่ยวข้องกับพวกเขาและหากมีการเชื่อมโยงกันจริงๆ ก็จะเป็นอันตรายมากสำหรับชิวหนิงช่วงในการสืบสวน
เมื่อเห็นสีหน้าที่เป็นกังวลของพ่อชิวหนิงช่วงก็รู้อยู่เต็มอกว่าที่เธอได้ทำไปก็เพื่อตัวเธอเองทั้ง รวมถึงความจริงที่ว่าเธอไม่สามารถที่จะเป็นตำรวจแผนกอาชญากรรมด้วย
“ลูกรู้ว่าพ่อทำสิ่งนี้เพื่อประโยชน์ของตัวลูกเองแต่ถ้าลูกไม่สอบสวนคดีนี้ด้วยตัวเอง ลูกก็คงจะรู้สึกไม่ดีนัก พ่อ ช่วยสัญญากับลูกด้วยว่าจะปล่อยให้ลูกทำคดีนี้ให้เสร็จ” “ลูกรู้ว่าพ่อทำสิ่งนี้เพื่อประโยชน์ของตัวลูกเองแต่ถ้าลูกไม่สอบสวนคดีนี้ด้วยตัวเอง ลูกก็คงจะรู้สึกไม่ดีนัก พ่อ ช่วยสัญญากับลูกด้วยว่าจะปล่อยให้ลูกทำคดีนี้ให้เสร็จ”
ชิวหนิงช่วงกล่าว ชิวหนิงช่วงกล่าว
เมื่อเห็นว่าน้ำเสียงของลูกสาวของเขาอ่อนลงและนอกจากนี้ดูเหมือนเธอกำลังขอร้อง เมื่อเห็นว่าน้ำเสียงของลูกสาวของเขาอ่อนลงและนอกจากนี้ดูเหมือนเธอกำลังขอร้อง
พ่อของชิวหนิงช่วงก็ตกตะลึงไปชั่วขณะจากนั้นเขาก็เข้าใจถึงความไม่เต็มใจในใจของเธอ เพราะเธออยากจะไขคดีนี้มาโดยตลอด แต่ครั้งนี้มันเป็นไปด้วยความยากลำบาก
“เอาสิแต่ระวังตัวด้วย ถ้าลูกพบอะไรน่าสงสัยให้รีบบอกพ่อทันที ถ้าลูกต้องการความช่วยเหลือ ก็ของให้บอกพ่อ”
ยิ่งไปกว่านั้นในใจของเขาไม่คิดว่าลูกสาวของเขาซึ่งเป็นตำรวจจราจรมาโดยตลอดจะมีความ ยิ่งไปกว่านั้นในใจของเขาไม่คิดว่าลูกสาวของเขาซึ่งเป็นตำรวจจราจรมาโดยตลอดจะมีความ
ตอนนี้เป็นเพราะว่าเธออยากมีส่วนร่วมมากเขาจึงได้ปล่อยเธอไปได้ แต่เธอไม่สามารถเข้าร่วมหน่วยงานพิเศษได้
“ขอบคุณค่ะพ่อ!”ชิวหนิงช่วงสวมกอดพ่อของเธออย่างมีความสุขและพูดว่า “พ่อคอยดูนะ คอยดูว่าหนูจะจัดการคดีใหญ่นี้ยังไง!”
ในเมื่อไม่สามารถเข้าร่วมหน่วยงานได้ซึ่งเธอก็ไม่สนใจมันมากเกินไป ในเมื่อไม่สามารถเข้าร่วมหน่วยงานได้ซึ่งเธอก็ไม่สนใจมันมากเกินไป
ตอนนี้เธอรู้สึกว่าฮวงเฟิงช่วยเธอได้ไม่น้อยและด้วยความช่วยเหลือของฮวงเฟิงเธอก็รู้สึกว่าม เธอต้องการเพียงแค่การสนับสนุนจากพ่อของเธอเท่านั้น
“ลูกนี่นะ”เมื่อเห็นลูกสาวทำตัวเหมือนเด็กเอาแต่ใจ พ่อก็มีความสุขมากเช่นกัน “ลูกนี่นะ”เมื่อเห็นลูกสาวทำตัวเหมือนเด็กเอาแต่ใจ พ่อก็มีความสุขมากเช่นกัน
เป็นเวลานานแล้วที่เขาไม่ได้เห็นฉากดังกล่าวนับตั้งแต่ที่เขาไม่เห็นด้วยกับการที่เธอเข้ากรมต เธอก็โกรธเขามาตลอดและเลิกเข้าใกล้เขา
“ฉันควรย้ายเธอไปเป็นตำรวจแผนกอาชญากรรมใช่ไหม?” “ฉันควรย้ายเธอไปเป็นตำรวจแผนกอาชญากรรมใช่ไหม?”
ความคิดนี้แว่บผ่านความคิดของพ่อของชิวหนิงช่วง ความคิดนี้แว่บผ่านความคิดของพ่อของชิวหนิงช่วง