กล่องจักรวาล (Universe Storage Box) - บทที่ 51 สถานการณ์ไม่ปลอดภัย
“ไอ้สารเลว! เก็บลมหายใจของแกไว้ดี ๆ เถอะ อย่าไปสนใจมัน เสียเวลา… จัดการมัน!”
ลูกน้องคนที่อยู่ข้างหลังชายคนนั้นตะโกนลั่นพลางวิ่งกรูเข้าไปข้างหน้า พวกมันรู้เพียงว่าคนตรงหน้าจะต้องถูกสั่งสอนตามคำสั่งของนายน้อยถง และเหยื่อก็เป็นแค่ รปภ. ตัวเล็ก ๆ คนหนึ่ง ฉะนั้นพวกมันจึงไม่ได้พกอาวุธติดตัวมาด้วย
เมื่อเห็นบุคคลตรงหน้าแสดงท่าทางดุดันพุ่งเข้าใส่ หวงเฟิงก็ยื่นมือขวาออกไปทันทีแล้วคว้าหมัดของชายคนนั้นเอาไว้
เมื่อถูกจับกุมมือไว้ อันธพาลคนนั้นก็ตกตะลึงไปชั่วขณะ จากนั้นจึงเริ่มดิ้นรนเพื่อหวังจะสะบัดแขนให้หลุดพ้นจากพันธนาการของหวงเฟิง แต่ไม่ว่าเขาจะใช้พละกำลังมากแค่ไหน ก็ไม่สามารถหลุดพ้นจากมือที่ยึดแน่นราวกับคีมเหล็กของหวงเฟิงไปได้เลย
ในขณะเดียวกัน ทางด้านขวาของหวงเฟิงมีชายอีกคนเตรียมจะลอบโจมตีทีเผลอ
ทว่าปฏิกิริยาตอบสนองของหวงเฟิงนั้นว่องไวกว่ามาก เขากระชากร่างของชายคนแรกที่จับไว้เข้ามาแทนโล่กำบังเพื่อตอบโต้ออกไปโดยอัตโนมัติ หมัดของชายคนที่สองที่กำลังพุ่งเข้ามาเมื่อเห็นเพื่อนตัวเองขวางอยู่ก็พยายามจะหยุดหมัด แต่ทว่ามันสายเกินไปเสียแล้ว หมัดนั้นเหวี่ยงออกไปเต็มแรงและปะทะเข้ากับร่างของเพื่อนตัวเองอย่างจัง!
อั่ก!
เสียงกรีดร้องด้วยความเจ็บปวดดังออกมาจากปากของคนตรงหน้า จากนั้นหวงเฟิงก็ผลักร่างนั้นออกไป และในขณะที่อีกฝ่ายยังคงงุนงง หวงเฟิงก็สวนเตะเข้าที่ท้องของมันทันที ส่งผลให้ร่างนั้นปลิวละลิ่วออกไปราวกับกระสอบปุยนุ่น
เพียงพริบตาเดียว คู่ต่อสู้ทั้งสองคนก็พ่ายแพ้ลงอย่างง่ายดาย
พวกคนที่เหลือพากันยืนมึนงงเล็กน้อย เนื่องจากพวกเขาไม่ได้คาดคิดว่าหวงเฟิงจะแข็งแกร่งถึงขนาดนี้
ในความเป็นจริง สมรรถภาพทางร่างกายในปัจจุบันของหวงเฟิงนั้นแข็งแกร่งกว่าคนปกติเพียงเล็กน้อยเท่านั้น โดยปกติแล้วอันธพาลเหล่านี้จะอาศัยจำนวนคนหมู่มากเพื่อรุมทำร้ายและกลั่นแกล้งคนธรรมดา แต่เมื่อพวกเขาได้พบกับคนที่แข็งแกร่งกว่าจริง ๆ ก็ย่อมสู้ไม่ได้
ตอนนี้หวงเฟิงใช้เพียงกำลังภายในเท่านั้น เขายังไม่ได้ใช้คาถาใด ๆ และไม่ได้เรียนรู้เทคนิคการต่อสู้ที่ทรงพลัง ดังนั้นความแข็งแกร่งทางกายภาพของเขาจึงไม่ได้มีมากนัก มีเพียงพละกำลังและความเร็วในการตอบสนองเท่านั้นที่เหนือกว่าคนธรรมดา ทว่าด้วยพลังของกำลังภายในที่ผสานเข้ากับการต่อสู้ แม้แต่โต๊ะไม้ก็ยังผ่าออกได้อย่างง่ายดาย ดังนั้นอันธพาลที่ถูกจับแขนไว้ก่อนหน้านี้จึงไม่มีทางดิ้นหลุดไปได้
“อะไรกัน… เข้ามาสิ?” หวงเฟิงกวาดสายตามองทุกคนพลางเอ่ยปากท้าทาย
“ยังมัวยืนบื้ออะไรกันอยู่?! มันตัวคนเดียวจะแน่สักแค่ไหน รุมจัดการมันเร็วเข้า!”
เมื่อเห็นว่าหวงเฟิงยังปลอดภัยดี แถมยังล้มลูกน้องของตนเองได้อย่างง่ายดาย ชายหนุ่มที่เป็นหัวโจกของกลุ่มอันธพาลก็ตะโกนสั่งการออกมาด้วยความโกรธเกรี้ยว
เมื่อลูกน้องคนอื่น ๆ ตระหนักได้ว่าพวกตนมีกำลังคนมากกว่า พวกเขาก็ไม่ลังเลอีกต่อไปและเริ่มใช้วิธีรุมทำร้ายทันที ทุกคนต่างพุ่งเข้าหาหวงเฟิงอีกครั้ง คราวนี้พวกมันกระจายตัวออกล้อมหวงเฟิงไว้อย่างระมัดระวัง
หวงเฟิงรู้ดีว่าหากใช้เพียงกำลังภายใน บางทีเขาอาจจะสามารถเอาชนะพวกมันได้ในวันนี้ ด้วยความสามารถในการต้านทานการโจมตีที่เพิ่มขึ้นและการเสริมความแข็งแกร่งของร่างกาย การจัดการกับคนเหล่านี้ย่อมไม่ใช่ปัญหาใหญ่อะไร
อย่างไรก็ตาม แม้ปฏิกิริยาตอบสนองของหวงเฟิงจะดีกว่าคนธรรมดา แต่หากถูกรุมทำร้ายด้วยผู้คนมากมายขนาดนี้ แม้เขาจะไม่ได้รับบาดเจ็บสาหัส แต่เขาก็ต้องเจ็บตัวบ้างอย่างแน่นอน
หวงเฟิงจึงเริ่มคิดที่จะใช้คาถาเงียบ ๆ ในใจ
ดังนั้นเมื่อทุกคนส่งสัญญาณเริ่มเข้าจู่โจม หวงเฟิงก็ร่ายทักษะคาถาของเขาอย่างเงียบเชียบ อันที่จริงหลังจากเหตุความขัดแย้งที่บาร์ในครั้งนั้น หวงเฟิงได้ตัดสินใจแล้วว่าจะพยายามหลีกเลี่ยงการใช้คาถาในสถานที่ที่มีผู้คนพลุกพล่าน เพราะหากเขาไม่ระวังตัว อาจจะมีคนอื่นค้นพบความจริงในเรื่องนี้ได้
อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ตอนนี้บีบบังคับให้เขาไม่มีทางเลือกอื่น นอกจากต้องใช้คาถาเพื่อป้องกันไม่ให้ตัวเองถูกทุบตี แต่ถึงอย่างนั้น เขาก็เลือกที่จะแอบใช้อย่างแนบเนียนโดยไม่ให้ใครสังเกตเห็น
ตอนแรกหวงเฟิงวางแผนที่จะใช้คาถาลมและคาถาไม้ เนื่องจากผลลัพธ์ของมันค่อนข้างดี ทว่าที่นี่เป็นตรอกซอกซอยและบริเวณรอบ ๆ ก็เป็นพื้นดิน หากอยู่ ๆ มีเถาวัลย์สีเขียวโผล่พ้นดินขึ้นมา แม้จะเป็นช่วงเวลาสั้น ๆ มันก็คงกระตุ้นความสงสัยของคนพวกนี้ได้ แม้ว่าท้องฟ้าจะเริ่มมืดสลัวลงแล้วก็ตาม
ดังนั้นเทคนิคธาตุดินที่หวงเฟิงเลือกใช้ในครั้งนี้คือ ‘หมัดทลายหิน’ ซึ่งเป็นการสร้างแรงสั่นสะเทือนเฉพาะจุดในพื้นที่ที่กำหนดไว้ไม่ไกลจากตัวเขามากนัก ยิ่งไปกว่านั้นพื้นที่ผลของคาถาก็ไม่ได้กว้างและคงอยู่ได้ไม่นาน ซึ่งนี่คือข้อจำกัดของคาถาขั้นพื้นฐาน
ทว่าข้อแตกต่างระหว่างคาถาทั้งสองคือ คาถาเถาวัลย์พันเกี่ยวจะช่วยพันธนาการคู่ต่อสู้ไม่ให้เคลื่อนไหวแต่ไม่ได้สร้างความเสียหายใด ๆ ในขณะที่คาถาหมัดทลายหินนั้นแตกต่างออกไป หวงเฟิงสามารถทำให้หินระเบิดขึ้นมาเป็นจุด ๆ ได้ ซึ่งวิธีนี้จะช่วยพุ่งโจมตีไปที่ปลายเท้าของอีกฝ่ายได้ทันทีโดยไม่สะดุดตา
คนที่กำลังวิ่งเข้าหาหวงเฟิงจู่ ๆ ก็รู้สึกเหมือนมีบางอย่างกระแทกเข้าที่ใต้ฝ่าเท้าจนทำให้เสียการทรงตัวและล้มคะมำพุ่งเข้าหาหวงเฟิง หวงเฟิงไม่ปล่อยให้โอกาสดีนี้หลุดลอยไป เขาสวนหมัดตรงเข้าที่ใบหน้าซีกซ้ายของคู่ต่อสู้ทันที
และเนื่องจากเขาใช้หมัดที่รวมพลังกำลังภายใน พลังหมัดของหวงเฟิงจึงรุนแรงมาก ใบหน้าของอันธพาลคนนั้นบิดเบี้ยวผิดรูปทันที ก่อนที่ร่างทั้งร่างจะปลิวไปกระแทกเข้ากับเพื่อน ๆ ที่กำลังพุ่งตามหลังมา
ในเวลานี้หวงเฟิงไม่ประมาท เขาก้มตัวลงต่ำแล้วเหวี่ยงมือขวาออกไป ก้อนหินก้อนหนึ่งพุ่งตรงเข้าหาคู่ต่อสู้ทันที
จากนั้นอันธพาลอีกคนก็เสียการทรงตัวจากการสะดุดก้อนหินที่ปรากฏขึ้นอย่างกะทันหัน ก่อนจะถูกหวงเฟิงเตะเข้าที่เอวจนล้มลงไปกองกับพื้น
หลังจากนั้น หวงเฟิงก็เคลื่อนไหวจัดการกับคนรอบตัวอย่างต่อเนื่อง ฝ่ายตรงข้ามที่มีทั้งหมดเจ็ดถึงแปดคน ไม่นานก็ถูกล้มลงไปกองด้วยฝีมือของหวงเฟิงทั้งหมด เพราะความแข็งแกร่งในปัจจุบันของหวงเฟิงไม่ใช่สิ่งที่อันธพาลพวกนี้จะต้านทานได้เลย เมื่อถูกซัดล้มลงไปแล้วก็ไม่สามารถลุกขึ้นมาฟื้นตัวได้อย่างรวดเร็ว
รอบข้างตกอยู่ในความเงียบสงัด ไร้วี่แววของกลุ่มคนที่จะลุกขึ้นมาสู้ต่อ โดยเฉพาะอย่างยิ่งรอบบริเวณที่ต่อสู้กันนั้นเป็นบ้านเก่า ๆ ที่ทรุดโทรม มีบางจุดที่ผุพังเสียหายอยู่แล้วเป็นทุนเดิม บรรยากาศจึงยิ่งดูเงียบงันและวังเวงหนักขึ้น
“ดูเหมือนพวกนายจะฝีมือไม่ค่อยเท่าไหร่นะ” หวงเฟิงกล่าวพลางปัดมือและมองไปที่ชายหนุ่มหัวโจกตรงหน้า
ฟึ่บ!
ชายหนุ่มคนนั้นเห็นหวงเฟิงเอ่ยเยาะเย้ย เขาก็ชักมีดพับเล่มหนึ่งออกมาจากกระเป๋าเสื้อทันทีพลางเอ่ยขึ้นเสียงเหี้ยม “ตอนแรกฉันไม่อยากจะให้มือต้องเปื้อนเลือดหรอกนะ… แต่แกมันรนหาที่เอง!”