การเกิดใหม่ของบุตรีภรรยาเอกผู้งามล่มเมือง - ตอนที่ 724 เหยียนหลิ่งอวี๋ซาบซึ้งใจ
คำพูดอ่อนโยนของต้วนชิงหมิงเหมือนนํ้าที่ชะโลมใจของเหยียนหลิ่งอวี๋ ทำให้นํ้าอุ่นๆ เริ่มเอ่อล้นขึ้นมาจนพูดไม่
ออก
ช่วงที่ผ่านมานี้ เจ้าต้องทนทุกข์ทรมานไปเท่าไหร่กัน
เหยียนหลิ่งอวี๋ได้แต่หันกลับไปมองต้วนชิงหมิงแล้วชะงักจนพูดมิออก
ในช่วงที่ผ่านมา เหยียนหลิ่งอวี๋ผ่านมาอย่างทุกข์ยาก ลำบากลำบน และเหน็ดเหนื่อยแทบขาดใจ เขาจำความรู้สึก
ที่สิ้นหวังไร้หนทางต่อสู้ได้อย่างชัดเจน… ความรู้สึกนั้นเสมือนถูกเชือกแดงร้อยรัดอยู่บนผืนนํ้าแข็งกว้างใหญ่ สูญเสียวร
ยุทธ์ทั้งหมดและเกือบเอาชีวิตไม่รอด
มีหรือที่เขาจะไม่ทุกข์ทรมาน? มีหรือที่เขาจะไม่เหน็ดเหนื่อยอ่อนล้า?
เหยียนหลิ่งอวี๋ยังคงจำได้ขึ้นใจ ยามที่เขาต้องทนกับฝันร้ายที่น่าหวาดกลัว ยามที่เขายืนอยู่เดียวดายในความมืด
มิดอย่างสิ้นหวัง ยามที่เขานั่งจ่อมจมอย่างไร้ความปรารถนาใดๆ ทั้งหมดนี้ทำให้เขาทุกข์ทรมานจนมิอาจเอื้อนเอ่ย
พรรณนาได้หมด
แต่ความเคยชินเช่นนั้น เขาต้องยอมทนแบกรับมันไว้ นั่นเป็นความรู้สึกหวาดกลัวที่ถูกบีบบังคับให้ต้องยอมจำนน
ช่วงที่ผ่านมาทำให้เหยียนหลิ่งอวี๋ต้องใช้ชีวิตเพียงผู้เดียว
เพราะการต้องใช้ชีวิตเพียงผู้เดียว… ดังนั้นเขาจึงยากจะก้าวออกจากความมืดมิดออกมาได้
เพราะการต้องใช้ชีวิตเพียงผู้เดียว… ดังนั้นเขาจึงเคยชินกับการที่ต้องทนความทุกข์ทรมานเพียงผู้เดียว แอบหลบ
ในมุมมืดเพียงลำพัง
เพราะการต้องใช้ชีวิตเพียงผู้เดียว… ดังนั้นเขาจึงขาดคนที่รับฟังความคิดแบ่งปันความรู้สึก และเลือกยอมรับ
ความกดดันทุกอย่างไว้
นานหลายปีแล้ว นอกจากองครักษ์ลับเหล่านี้ ไม่เคยมีใครหยิบยื่นความช่วยเหลือ ความห่วงหาอาทรและแบ่งปัน
ทุกข์สุขร่วมกัน
เหยียนหลิ่งอวี๋จึงคิดว่าในใจของเขาได้กลายเป็นนํ้าแข็งที่เย็นชาไร้ความรู้สึก เขาไม่เคยซาบซึ้งใจและไม่เคยรู้สึก
เสียใจ… ทางเดินเส้นนี้ เขาเดินมาเรื่อยๆ จนคุ้นชินและชินชาไปแล้ว กระทั่งเกือบคิดว่าชีวิตนี้ของเขาในเมื่อก่อน ตอนนี้
หรือในอนาคตคงต้องดำเนินไปอย่างนี้ตลอดไป!
หึ หึ หึ……
หลายต่อหลายครั้ง เหยียนหลิ่งอวี๋มักรู้สึกว่าชีวิตของเขาคงต้องเป็นไปแบบนี้ คงต้องโดดเดี่ยวไร้ที่พึ่ง จนวัน
สุดท้ายของชีวิต
แต่นึกไม่ถึง วันนี้จะมีใครคนหนึ่งพูดปลอบใจ จนเขานํ้าตาไหลอาบใบหน้า!
ดูท่าแล้ว จิ้งสุ่ยพูดได้ถูกต้อง ในใต้หล้าแห่งนี้อาจมีใครคนหนึ่งที่อ่อนโยนต่อเรา ไม่ว่าเมื่อก่อนหรือวันข้างหน้า
ติดตรงที่ยังไม่ถึงเวลาเหมาะสมที่ต้องได้พบเจอเท่านั้น
ตอนนี้ เหยียนหลิ่งอวี๋ได้พบเข้าแล้ว ด้วยเหตุนี้จึงซาบซึ้งจนบอกไม่ถูก!
ต้วนชิงหมิงหันมองเหยียนหลิ่งอวี๋ยิ้มอย่างห่วงใย สายตาของนางสดใสนุ่มนวล ทำเอาเหยียนหลิ่งอวี๋ที่จิตใจเย็น
ชาและไม่เคยหวาดกลัวความตาย กลับหลอมละลายขึ้นมา
เหยียนหลิ่งอวี๋ยิ้มจางๆ ออกมา พอกำลังจะอ้าปากพูดกลับปิดบังความรู้สึกในใจไว้ไม่อยู่
เหยียนหลิ่งอวี๋เอ่ยขึ้น “ที่ผ่านมาอาจรู้สึกทุกข์ยากลำบาก เพียงแต่ว่าตอนนี้กลับลืมจนหมดสิ้น ไม่รู้สึกถึงความ
ยากลำบากสักนิดเดียว”
ต้วนชิงหมิงจึงเบือนปากเล็กน้อย เมื่อได้ยินที่เหยียนหลิ่งอวี๋เอ่ย
ลืมจนหมดสิ้นแล้ว
เหยียนหลิ่งอวี๋กล้าพูดว่าลืมทุกอย่างจนหมดสิ้นแล้ว
ยามที่ต้องเผชิญหน้ากับความทุกข์ยากและความมืดมิด พวกเรามีเพียงยืนหยัดอย่างไม่ย่อท้อ ย่อมสามารถรอ
รุ่งอรุณของวันใหม่ปรากฏขึ้น เพียงเท่านี้พวกเราก็สามารถเลือกที่จะลืมได้
การลืมเลือนจากหัวสมองนับเป็นทางที่ดีที่สุด ต่อการปฏิบัติต่อความทุกข์ทรมาน
เหมือนกับสายฝนที่โปรยปรายลงมาในยามมีตะวัน แม้จะมีเพียงน้อยนิด แต่ก็ปฏิเสธการตกโปรยปรายไปได้
ดังนั้น พวกเราอย่าได้หมดสิ้นความหวัง ยามมีหนทางเดินข้างหน้า พวกเราควรเดินไปตามทาง ยามไร้หนทางย่าง
เหยียบ จงเดินตามเสียงของหัวใจด้วยความมั่นใจว่าทุกสิ่งต้องผ่านไปได้
เหยียนหลิ่งอวี๋จ้องต้วนชิงหมิงด้วยสายตาแน่นิ่ง ก่อนจะเผยยิ้มจางๆ ออกมา แล้วกล่าวอย่างมีนัย “ดังนั้น ข้า
หวังให้เจ้าลืมหมดสิ้นเหมือนกัน”
ต้วนชิงหมิงยื่นมือออกมาตบไปที่ฝั่ามือของเหยียนหลิ่งอวี๋อย่างเบามือ จากนั้นนางมองไปที่ดวงตาทั้งสองของเขา
พร้อมกับเอ่ยขึ้น “แต่ว่า ความทุกข์ทรมานทั้งหมดเป็นเพราะข้านำมาให้เจ้า”
ถ้าไม่ใช่ต้วนชิงหมิง องค์หญิงอวี้หลัวก็ไม่มีทางลงมือกับเหยียนหลิ่งอวี๋ได้ ถ้าไม่ใช่ต้วนชิงหมิงมององค์หญิงอวี้หลัว
เป็นสหาย ย่อมไม่ถูกนางวางแผนเล่นงานถึงตัวเหยียนหลิ่งอวี๋ เพราะเขาย่อมระมัดระวังตัวมิให้องค์หญิงอวี้หลัวมีโอกาส
เล่นงานเขาได้
หากจะเปลี่ยนคำพูดขึ้นมา ต้องพูดได้ว่า สิ่งที่เหยียนหลิ่งอวี๋ต้องประสบมาทั้งหมดเป็นเพราะต้วนชิงหมิงชักนำมา
ให้
ฝั่ามือของต้วนชิงหมิงเย็นเยือบขึ้นมาเล็กน้อย โดยไม่มีเหงื่อไหลท่วมฝั่ามือ เห็นได้ชัดว่าสิ่งที่นางพูดออกมานั้น
ต้องเค้นออกมาอย่างยากลำบาก… เนื่องจากเหยียนหลิ่งอวี๋ได้รับบาดเจ็บ ต้วนชิงหมิงที่จิตใจดีใจยอมรับผิดชอบทุกอย่าง
เพียงผู้เดียว
เหยียนหลิ่งอวี๋เอื้อมกลับไปจับมือต้วนชิงหมิง พบว่าฝั่ามือของเขาอุ่นๆ ทำให้ต้วนชิงหมิงสั่นไปทั้งตัว เหยียนหลิ่ง
อวี๋สังเกตเห็นรอยเล็บที่จิกเข้าเนื้อตรงข้อมือมีเลือดไหลซิบออกมาหลายจุด
เหยียนหลิ่งอวี๋นั่งเงียบงันโดยไม่พูดจา
เขาหันกลับไปหยิบผงยาออกมาจากในกล่อง ช่วยลูบไปบนมือของต้วนชิงหมิง จากนั้นใช้ผ้าเช็ดหน้าพันรอบแผล
ให้นางอย่างเบามือ
เหยียนหลิ่งอวี๋นั่งพันแผลให้ต้วนชิงหมิงอย่างตั้งอกตั้งใจและกลัวนางจะเจ็บ
ต้วนชิงหมิงเห็นท่าทางของเหยียนหลิ่งอวี๋จึงพูดอย่างอดเสียมิได้ “ไม่เป็นไรมากหรอก อีกไม่นานก็ดีขึ้นแล้ว”
ถึงแม้ต้วนชิงหมิงจะพูดให้เขาไม่ต้องกังวล ทว่าท่าทางของเหยียนหลิ่งอวี๋กลับดูไม่ค่อยสบอารมณ์อย่างชัดเจน
ต้วนชิงหมิงแม้มักหัวร้อนใส่เหยียนหลิ่งอวี๋อยู่บ่อยครั้ง แต่ครั้งนี้นางกลับพูดอย่างชาญฉลาดเพื่อง้อเหยียนหลิ่งอวี๋
ด้วยรู้ว่านางทำไม่ถูกต้องทำให้เหยียนหลิ่งอวี๋ไม่สบายใจ
เพียงไม่นานนัก เหยียนหลิ่งอวี๋ก็ช่วยพันแผลจนเสร็จเรียบร้อย จากนั้นจึงพลิกมือของต้วนชิงหมิงอีกข้าง ดูอย่าง
พินิจ ก่อนจะเงยหน้าขมวดคิ้วจ้องไปที่ต้วนชิงหมิง พร้อมกล่าวอย่างเย็นเยือก “นับจากนี้ต่อไปไม่ต้องทำแบบนี้อีก
เข้าใจไหม?”
ต้วนชิงหมิงรีบพยักหน้าอย่างว่องไว เพื่อต้องการดูปฏิกิริยาว่าเหยียนหลิ่งอวี๋ยังคงโกรธนางอยู่หรือไม่ แต่ไม่รู้ด้วย
เหตุใด ทุกครั้งที่ต้องสบตาที่เต็มไปด้วยความโกรธและแข็งกร้าว นางจะไม่กล้าสบตาเหยียนหลิ่งอวี๋โดยตรง
เหยียนหลิ่งอวี๋ยังคงไม่ปล่อยมือของต้วนชิงหมิง แต่กลับกุมเอาไว้อย่างอ่อนโยน เมื่อเขาเงยหน้าขึ้นก็พูดจริงจัง
“ชิงหมิง เมื่อครู่ว่าอะไรนะ?”
โดยปกติแล้ว เหยียนหลิ่งอวี๋ไม่ค่อยเรียกชื่อตรงๆ ของต้วนชิงหมิง แต่เมื่อครู่เขากว่าเขาจะยอมเอ่ยชื่อนางออกมา
โดยตรง ต้องรวบรวมพลังมากเหลือเกิน จนกระทั่งต้วนชิงหมิงรู้สึกวูบวาบขึ้นมา
ภายในใจของต้วนชิงหมิงไม่ได้กระโตกกระตากแต่อย่างไร นางก้มหน้าเพียงเล็กน้อย พูดเสียงแผ่วเบา “เมื่อครู่ข้า
พูดว่า… ความซวยที่เจ้าเจอ ข้าเป็นคนนำมาให้เจ้าเอง”
เมื่อครู่นี้ ต้วนชิงหมิงพูดซํ้าประโยคที่เหยียนหลิ่งอวี๋พูดออกมาก็รับรู้ได้ว่านางรู้สึกผิดในใจ จึงมองเหยียนหลิ่งอวี๋
อย่างเก้ๆ กังๆ เมื่อเห็นอีกฝั่ายยังมีอารมณ์ครุกรุ่นด้วยความโกรธ นางจึงพูดต่อไปว่า “เจ้าลองคิดดูนะ ถ้าข้าไม่รู้จักองค์
หญิงอวี้หลัวกับชิงตั๋วมาก่อน พวกเขาคงไม่เล่นงานเจ้าได้ง่ายดายถึงเพียงนี้หรอก……”
ทันใดนั้น เหยียนหลิ่งอวี๋หัวเราะเผยรอยยิ้มขึ้นมา รอยยิ้มนั้นเป็นเหมือนแสงตะวันยามรุ่งอรุณ ช่างสดใสส่อง
ประกาย เพียงแค่สบตาก็ทำให้ต้วนชิงหมิงวูบวาบขึ้นมา