การเกิดใหม่ของบุตรีภรรยาเอกผู้งามล่มเมือง - ตอนที่ 884 พายุหิมะที่ต้าม่อ
ต้วนอวี้ไม่ได้มีความรู้สึกดีกับองค์ชายชิงตั๋วและองค์หญิงอวี้หลัวมาตั้งเนิ่นนานแล้ว เมื่อต้วนชิงหมิงได้เอ่ยถึงพวก
เขา ต้วนอวี้ก็พูดอย่างไม่ค่อยจะสบอารมณ์ “เรื่องนี้ไม่ว่าองค์ชายชิงตั๋วเป็นคนทำ หรือองค์หญิงอวี้หลัวเป็นคนทำก็
เหมือนกันนั่นแหละ นอกจากพวกเขาสองคนแล้ว ไม่มีใครที่กล้าทำเรื่องน่าอับอาย ตํ่าช้าเลวทรามแบบนี้อีกแล้ว”
ต้วนชิงหมิงหันมองต้วนอวี้โดยไม่ได้พูดคำใด เห็นได้ว่าความเกลียดชังและโมโหของต้วนอวี้เป็นสิ่งที่เห็นได้ชัดเจน
เพราะเรื่องราววุ่นวายที่เกิดขึ้นทั้งหมดในจวนต้วน ล้วนเป็นฝีมือของสองคนนั้น
ไม่ว่าเรื่องนี้ใครเป็นคนทำ สุดท้ายมันได้ลํ้าเส้นที่ต้วนชิงหมิงขีดไว้ นางไม่มีทางปล่อยให้คนพวกนั้นลอยนวลไปได้
อย่างแน่นอน
ต้วนชิงหมิงค่อยๆ วางถ้วยนํ้าชาที่จิบลงอย่างเชื่องช้า และเอ่ยเสียงเรียบนิ่ง “อวี้เอ๋อร์จะเดือดเนื้อร้อนใจไปกับ
คนพวกนั้นไปทำไมกัน?”
พอต้วนอวี้ได้ยินก็สะดุ้งตัวโหยงขึ้นมา… คนพวกนั้นทำเรื่องเลวทรายตํ่าช้ามากมาย มิหนำซํ้ายังทร้ายต้วนชิงหมิ
งกับเหยียนหลิ่งอวี๋อีก ดูอย่างพิษในร่างกายเหยียนหลิ่งอวี๋และพิษที่ต้วนชิงหมิงได้รับจากการดื่มสุรา ล้วนเป็นฝืนมือของ
พวกชิวตั๋วทั้งสิ้น
ต้วนอวี้ไม่เข้าใจเลย เหตุใดท่านพี่ถึงได้นั่งประหนึ่งทองไม่รู้ร้อน
ต้วนอวี้อดทนไม่ไหวจึงกล่าวขึ้น “ท่านพี่… คนพวกนั้นปล่อยเอาไว้ไม่ได้!”
เนื่องจากต้วนชิงหมิงได้รับทุกขเวทนาอย่างแสนสาหัส และเพื่อจัดการพวกที่มากล้าเบ่งอำนาจกับต้วนอวี้ เขา
สาบานกับตัวเขาเองจะไม่มีทางปล่อยให้คนที่ทำร้ายต้วนชิงหมิงรอดได้
ต้วนชิงหมิงนิ่งเงียบอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนเอ่ยขึ้น “เอาล่ะ อวี้เอ๋อร์ พี่เข้าใจในสิ่งที่เจ้าต้องการสื่อมาทั้งหมดแล้ว เรื่องนี้
ให้พี่เป็นคนจัดการ เพราะเจ้ายังมีเรื่องที่สำคัญกว่าที่จะต้องทำ!”
ต้วนอวี้ผงะอย่างแรง สิ่งที่เขาอยากพูดในเวลานี้คือ ในใต้หล้าแห่งนี้ไม่มีเรื่องใดสำคัญไปกว่าความปลอดภัยของต้
วนชิงหมิงอีกแล้ว
ต้วนชิงหมิงยิ้มมุมปากไปทางต้วนอวี้ “อวี้เอ๋อร์ อย่าลืมสิว่าอีกไม่กี่วันก็จะถึงวันสอบจอหงวนแล้ว เจ้าต้องรีบ
ทบทวนเนื้อหาให้ขึ้นใจอีกรอบ เข้าใจไหม?”
ต้วนอวี้รีบยู่ปาก “ท่านพี่วางใจได้ ตำราที่ต้องอ่านนั้น อวี้เอ๋อร์ทบทวนเป็นสิบรอบ เป็นร้อยรอบแล้ว……”
ต้วนชิงหมิงยิ้มโดยไม่เห็นไรฟัน “อวี้เอ๋อร์กำลังจะบอกพี่ว่ามีความมั่นใจเต็มเปียมที่จะสอบผ่านใช่ไหม?”
ต้วนอวี้ยกมือขึ้นลูบจมูก “ในใต้หล้านี้ หากมีมานะย่อมทำได้ทุกสิ่ง… ท่านพี่บอกอวี้เอ๋อร์ได้ไหม ว่าเรื่องใดบ้างที่
จะไม่มีการเปลี่ยนแปลง?”
ต้วนชิงหมิงเห็นต้วนอวี้พูดอย่างมาดมั่นเหลือเกิน นางจึงพรวดหัวเราะออกมา “อวี้เอ๋อร์ก็รู้นี่หน่า การสอบจอหง
วนในครั้งนี้ เดิมพันด้วยความสุขทั้งชีวิตของเชวียหนิงหรานเชียวนะ?”
ต้วนอวี้ก้มหน้าพูดอ่อมแอ่ม ตะกุกตะกัก “นั่นก็เป็นความสุขทั้งชีวิตของข้าด้วยเช่นกัน”
บรรดาคนในใต้หล้าที่ได้พานพบ นางเป็นคนที่เขาเฝั้าตามหา ถวิลหามาเนิ่นนานทุกทิวาราตรี
คนที่มีจิตใจดีงามอย่างเชวียหนิงหราน เหมาะสมที่ต้วนอวี้จะฝากชีวิตเอาไว้ ดังนั้นเขาจึงตื่นเต้นระคนกังวลกลัว
ไม่ได้แต่งงานกับนาง
หลังจากที่สอบจอหงวนได้หนึ่งในสามก็สามารถครองคู่กับนางได้แล้ว มิอย่างนั้นต้วนอวี้ก็คงทำได้แต่จ้องมองนาง
เข้าไปอยู่ในอ้อมกอดกับบุรุษอื่น
ต้วนชิงหมิงเห็นสายตาของต้วนอวี้แล้วพลันอดไม่ได้ที่จะยิ้มออกมา
ต้วนอวี้อย่าคิดนะว่าต้วนชิงหมิงจะไม่รู้ความคิดของเขา ดูอย่างตอนนี้ พอพูดถึงเชวียหนิงหรานขึ้นมา
สติสัมปชัญญะและความคิดต่างพุ่งไปอยู่ที่เรื่องนางจนหมดสิ้น
ต้วนชิงหมิงจึงยื่นมือเข้าไปลูบไหล่ของต้วนอวี้ไปมา กล่าวอย่างจริงจัง “อวี้เอ๋อร์ก็บอกแล้วนี่หน่า หากมีมานะ
ย่อมทำได้ทุกสิ่ง เพราะฉะนั้นขอเพียงเจ้าพยายามเต็มที่สุดความสามารถแล้ว ที่เหลือแค่รอผลลัพธ์ก็เท่านั้นเอง”
ต้วนอวี้เงยหน้าด้วยแววตาที่สับสนมองไปยังต้วนชิงหมิง “ท่านพี่ หากข้าไม่ได้หนึ่งในสามก็มิอาจแต่งกับเชวีย
หนิงหรานใช่ไหม?”
คำตอบนั้นชัดเจนแน่นอนโดยที่ต้วนชิงหมิงไม่ต้องตอบ
หากต้วนอวี้มิอาจเป็นสามคนแรกได้ เชวียหย่งเฉียงผู้เป็นบิดาของเชวียหนิงหราน ย่อมไม่มีทางตอบตกลงการ
แต่งงาน ถึงตอนนั้นไม่เพียงเชวียหย่งเฉียงจะคัดค้าน เกรงว่าทุกคนก็จะพลอยคัดค้านโดยใช้ข้ออ้างนี้มาเป็นเหตุผลสำคัญ
ถึงแม้คำตอบจะโหดร้ายต่อจิตใจของต้วนอวี้ แต่ต้วนชิงหมิงกลับกระตุ้นผู้เป็นน้องชาย “อวี้เอ๋อร์วางใจได้ ขอ
เพียงเจ้าวางทุกเรื่องที่รบกวนจิตใจลง พี่เชื่อมั่นว่าเจ้าต้องสอบได้อย่างแน่นอน!”
ต้วนอวี้พยักหน้างกๆ “ท่านพี่ ข้ารู้แล้ว ข้าต้องขยันมานะให้เต็มที่อย่างแน่นอน!”
ในการสอบจอหงวนทุกครั้ง ล้วนมีบัณฑิตที่ลำบากตรากตรำศึกษาเล่าเรียนอย่างหนัก มาร่วมการสอบจอหงวน
อย่างมากมายเพื่อจะได้เป็นขุนนาง เว้นเสียแต่ต้วนอวี้ที่มาสอบเพื่อจะได้แต่งงานกับสตรีที่เขาอยากร่วมชีวิตด้วย จึงต้อง
ลงแรงกายแรงใจอย่างสุดความสามารถ!
ต้วนอวี้กำหมัดแนบแน่นด้วยความฮึกเหิม “ท่านพี่ ข้าจะต้องสอบได้หนึ่งในสามอย่างแน่นอน!”
ต้วนชิงหมิงพยักหน้าอมยิ้มอย่างหน้าชื่นตาบาน
เพราะการกลับชาติมาเกิดของต้วนชิงหมิง ทำให้นางพอจดจำเรื่องราวในหลายปีที่เกิดขึ้นคร่าวๆ ได้เป็นส่วนใหญ่
แต่หลังจากที่นางกลับชาติมาเกิดแล้ว มีหลายเรื่องมิน้อยที่แปลกแตกต่างออกไป ราวกับการกลับชาติมาเกิดส่งผลต่อ
เหตุการณ์ที่นางเคยได้พบได้เห็นมาหลากหลายเรื่อง
สรุปแล้ว เรื่องที่ต้วนชิงหมิงรู้ว่าจะเกิดขึ้นในอนาคต หรือเรื่องที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในชาติที่แล้ว อาจเกิดขึ้น
หรือไม่เกิดขึ้นก็เป็นไปได้ทั้งหมด
ในหลายวันมานี้ ต้วนชิงหมิงกำลังคิดทบทวนถึงเรื่องการสอบจอหงวนในชาติที่แล้ว เนื้อหาการสอบนั้นนางพอจะ
จำได้คลับคล้ายคลับคลาครึ่งหนึ่ง ส่วนครึ่งที่เหลือนางกลับไม่มั่นใจ
นางจำได้เลือนลางว่าคนที่สอบจอหงวนได้หนึ่งในสามนั้นมีชื่อของหลิวยวน เจิ้งจี๋ ส่วนอีกคนนั้นเป็นใคร ต้วนชิงห
มิงกลับนึกเท่าไหร่ก็นึกไม่ออก จะเป็นต้วนอวี้หรือไม่นั้นนางมิอาจฟันธงลงไปได้ เพราะชาติที่แล้วต้วนอวี้ถูกบ่าวใช้ของ
หลิวหรงทำให้จมนํ้าถึงแก่ความตาย
อย่างไรก็ตาม ต้วนชิงหมิงในชาติที่แล้ว เป็นเพียงคุณหนูใหญ่ที่วันๆ เอาแต่หมกตัวอยู่ในจวนแทบไม่ย่างกราย
ออกไปข้างนอกเลย เรื่องราวที่เกิดขึ้นในเมืองหลวงจึงมีบ่าวใช้คอยมาเล่าให้นางได้รู้ได้ฟัง ทำให้ไม่รู้ว่าเรื่องราวที่เกิดขึ้น
นั้นเป็นความจริงมากน้อยแค่ไหน หรือเป็นเพียงการเล่าผสมความเกินจริงเข้าไปจนไม่เหลือเค้าความจริงอยู่เลย
การสอบจอหงวนได้หนึ่งในสามนั้นจะกลายเป็นบัณฑิตที่มีชื่อเสียงขจรขจายไปทั่วใต้หล้า
ถึงแม้ต้วนชิงหมิงที่ในช่วงนี้กำลังฟืนรักษาตัวอยู่ ก็ได้นำหัวข้อที่จะใช้ในการสอบจอหงวนบอกต้วนอวี้เพื่อให้เขา
ได้เตรียมตัว
ส่วนคนที่สอบจอหงวนติดหนึ่งในสามคน นอกจากหลิวยวนและเจิ้งจี๋แล้ว นางก็ระลึกอยู่หลายวันก็นึกชื่อไม่ออก
อยู่ดี
ต้วนชิงหมิงผินหน้ามองท้องนภาทอดสายตาออกไปไกล หรือว่านี่จะเป็นความตั้งใจของฟั้าดิน เพื่อให้ต้วนอวี้ได้
สอบติดเป็นหนึ่งในสามคน
พอนางคิดเพ้อฝันมาถึงตรงนี้ก็หัวเราะเยาะตัวนางเอง… เหอะๆๆ ฟั้าดินช่างกระไร มีเวลามาล้อเล่นกับพี่น้องตระ
กูลต้วนอีกหรือ?
ถึงแม้ต้วนอวี้จะมีความสามารถในการจดจำเป็นเลิศ ผนวกกับความช่วยเหลือของต้วนชิงหมิง แต่ใต้หล้านี้เหนือ
ฟั้ายังมีฟั้า ไม่แน่หรอกว่าคนที่สอบได้จอหงวนหนึ่งในสามจะต้องเป็นต้วนอวี้
ต้วนชิงหมิงได้แต่ส่ายหน้าไปมา ภาวนาให้สิ่งที่นางปรารถนาเป็นไปดั่งหวัง
ต้วนอวี้หันมองต้วนชิงหมิงด้วยไม่รู้ว่านางกำลังครุ่นคิดเรื่องใดอยู่ เขาจึงถามเสียงอ่อยขึ้นมา “ท่านพี่กำลังคิดเรื่อง
ใดอยู่อย่างนั้นหรือ?”
ต้วนชิงหมิงก้มหน้าลงมองต้วนอวี้ที่ดวงตาลุกวาว ความไร้เดียงสาของเขาทำให้จิตใจของนางอบอุ่นอย่างบอกไม่
ถูก นางยกมือขึ้นลูบไหล่ของต้วนอวี้ไปมา “อวี้เอ๋อร์ เดี๋ยวกลับไปแล้วให้นำคำถามที่พี่เคยเขียนให้นำไปทบทวนอีก
หลายๆ รอบ จากนั้นทบทวนในหัวข้อสำคัญที่พี่ได้เคยบอกไว้อีกหน่อย เข้าใจไหม?”
ต้วนชิงหมิงได้ค้นคว้าหาคำตอบสำหรับคำถามที่ให้ต้วนอวี้ไว้เรียบร้อยแล้ว ถึงแม้คำถามที่นางจำได้จะเป็นเรื่องที่
ง่ายดาย แต่มันได้ซ่อนความหมายไว้หลายต่อหลายชั้น ข้อแรกคือวิพากษ์และเสนอแนะความคิดต่อสิ่งต่างๆ ข้อสองคือ
คำแนะนำในการปกครองของราชสำนัก คำถามแม้จะดูไม่ได้ยากเย็นนัก ทว่าต้องครุ่นคิดให้รอบด้าน เพราะสิ่งต่างๆ ที่
เกิดขึ้นนั้น บางเรื่องแม้จะเข้าใจทุกอย่างจนทะลุปรุโปร่ง แต่จะพูดออกมาโดยตรงเลยนั้นอาจไม่เหมาะสม จึงต้อง
เลือกสรรคำพูดในการแสดงความคิดความอ่านให้แตกต่างจากทุกคน และระวังที่จะพูดในสิ่งที่ล่อแหลมหรือสุ่มเสี่ยง
โดยสรุปแล้ว หัวข้อการสอบในปีนี้จะแตกต่างจากทุกปี โดยไม่ได้นำมาจากการท่องจำตำราในสมัยก่อนอย่างที่
เคยเป็นมา
จักรพรรดิเซี่ยเหยียนตอนที่เ็นวัยรุ่นนั้น มีปณิธานในใจที่สูงส่ง จิตใจคิดนึงถึงส่วนรวม ดังนั้นพระองค์จึงพอ
พระทัยกับบุคคลขุนนางที่มีปณิธานเพื่อราษฎร เฉกเช่นเดียวกับพระองค์
จนกระทั่งพระองค์มาถึงวัยกลางคน เริ่มให้ความสำคัญกับความกตัญู ความสุจริตธรรม ความจงรักภักดี ความ
รักใคร่ปรองดอง รวมถึงความสามารถทั้งบู๊และบุ๋น เพราะฉะนั้นหัวข้อการสอบจึงค่อนหนักมากทางนี้เสียมาก
บัดนี้ จักรพรรดิเหยียนเซี่ยเริ่มมีพระชนมายุที่สูงขึ้นแล้ว จึงอยากรับฟังความคิดเห็นเกี่ยวกับการปกครอง จาก
บรรดาบัณฑิตที่เข้ามาสอบแข่งขัยจอหงวน
พระองค์มิอยากจะพึ่งขุนนางในราชสำนักที่ต่างก็เจ้าเล่ห์เพทุบาย เอาแต่พูดถึงเรื่องที่ไม่ช่วยแก้ปัญหาได้จริง
พระองค์จึงอยากรับฟังและพึ่งบัณฑิตรุ่นใหม่ที่มีจิตใจและปณิธานฮึกเหิม
ดังนั้นใครที่สอบจอหงวนได้หนึ่งในสามจะมีโอกาสเข้าเฝั้าต่อหน้าพระพักตร์ของฝั่าบาท จากนั้นค่อยคัดสรรเป็น
ครั้งสุดท้ายว่าบัณฑิตคนใดเหมาะสมจะได้ที่หนึ่ง
ต้วนชิงหมิงพยายามคาดเดาพระทัยของฝั่าบาทไปต่างๆ นานา เพื่อเน้นยํ้าหัวข้อสำคัญที่น่าจะใช้สอบ ตอนนี้นาง
หวังเพียงว่าต้วนอวี้จะแสดงความสามารถที่มีออกมาอย่างสุดกำลัง ให้โดดเด่นกว่าคนอื่นๆ
ต้วนอวี้เข้าใจความตั้งใจและปรารถนาดีทั้งหมดของต้วนชิงหมิง เขาจึงใช้สายตาลุกวาวมองไปที่นาง
เพราะว่าหลังจากที่ต้วนชิงหมิงฟืนได้สติกลับคืนมาแล้ว ใบหน้าของนางก็ซีดขาวไร้เลือดฝาด ร่างกายซูบผอมจน
น่าเป็นห่วง ต้วนอวี้ที่เห็นได้แต่ห่วงใยเป็นที่สุด