การเกิดใหม่ของบุตรีภรรยาเอกผู้งามล่มเมือง - ตอนที่ 889 ความเคียดแค้นของเหยียนหลิ่งเจวี๋ย
- Home
- การเกิดใหม่ของบุตรีภรรยาเอกผู้งามล่มเมือง
- ตอนที่ 889 ความเคียดแค้นของเหยียนหลิ่งเจวี๋ย
ในเวลานี้ต้วนชิงหมิงพยายามบังคับให้ตัวนางลืมความสัมพันธ์ระหว่างต้วนอวี้กับเหยียนหลิ่งอวี๋ นางรู้ว่าต้วนอวี้
รู้สึกเป็นเดือดเป็นแค้นแทนนางจึงจะไปจัดการชิงตั๋วและองค์หญิงอวี้หลัว
แต่ความรู้สึกมิใช่มีเพียง “ข้าเกลียดเจ้า” หรือ “ข้าไม่ต้องการเจ้าแล้ว” จะสามารถครอบคลุมทุกอยา่งได้หมด
เพราะเรื่องที่เกิดขึ้นนั้นเป็นฝีมือของคนนอกที่ยังไม่รู้แน่ชัดว่าเป็นใครกันแน่
ต้วนชิงหมิงถอนหายใจเสียงเบาออกมา กลัวว่าสิ่งที่อวี้เอ๋อร์ทำเพื่อนางนั้นจะสูญเปล่า
ตู้ชิงหรวนเข้าใจความรู้สึกจึงเอื้อมมือไปจับมือของต้วนชิงหมิง และเปลี่ยนหัวข้อที่พูดคุย “แต่อวี้เอ๋อร์มิใช่คนที่
หุนหันพลันแล่นทำอะไรไม่คิดหน้าคิดหลัง นอกจากอวี้เอ๋อร์ไปหาเหยียนหลิ่งอวี๋แล้ว ยังมีที่อื่นที่น่าจะไปอีกไหม?”
ต้วนชิงหมิงรู้ว่าตู้ชิงหรวนกำลังเปลี่ยนประเด็นอยู่จึงยิ้มออกมา “มีอยู่ มีอยู่… ท่านแม่อาจยังไม่ทราบ อวี้เอ๋อร์
เปิดร้านอาหารร้านหนึ่ง เมื่อมีเวลาก็มักไปอยู่ที่นั่น!”
ต้วนอวี้มิได้มีเพียงร้านอาหารเพียงร้านเดียวหรอก เพียงแต่ต้วนชิงหมิงไม่อยากพูดออกมาให้มากความก็เท่านั้น
เอง
ตู้ชิงหรวนขมวดคิ้วขึ้นเล็กน้อยและถามอย่างแปลกใจ “อวี้เอ๋อร์เปิดร้านอาหารด้วยหรือ?”
“ใช่แล้ว วันๆ อวี้เอ๋อร์เอาแต่คลุกตัวอยู่ข้างนอก ลูกก็มิทราบเหมือนกันว่าเขาทำอะไรบ้าง รู้เพียงว่าไม่ทำเรื่องเลว
ร้ายก็พอใจแล้ว!” ต้วนชิงหมิงตอบยิ้มๆ
ตู้ชิงหรวนจึงยิ้มเช่นกัน “ใช่แล้ว อวี้เอ๋อร์เนี่ยโตกว่าวัยเสียเหลือเกิน!”
ต้วนชิงหมิงอายุน้อยแต่ความคิดความอ่านเหมือนผู้ใหญ่ที่ผ่านร้อนผ่านหนาวมามาก สาวน้อยที่โตเกินตัวทำให้ตู้
ชิงหรวนอดเสียดายแทนไม่ไหวที่นางควรมีชีวิตไปตามวัยอย่างที่ควรเป็น
ส่วนต้วนอวี้แม้จะเป็นเด็กน้อยกว่า แต่ภายในใจของตู้ชิงหรวนกลับมองเขาเป็นผู้ใหญ่คนหนึ่ง ที่บางครั้งความ
เฉลียวฉลาดและไหวพริบปฏิภาณของต้วนอวี้ทำเอาผู้ใหญ่อย่างตู้ชิงหรวนตามไม่ทันก็มาก
“แต่อวี้เอ๋อร์ก็ยังเป็นเด็กน้อยที่หัวรั้นดื้อดึงไปตามประสาเท่านั้นเอง” ต้วนชิงหมิงตอบอมยิ้ม
ตู้ชิงหรวนพลอยยิ้มตามแทนคำตอบ
ในระหว่างนั้นเองจู่ๆ เสียงชิวหนิงก็ดังขึ้นจากนอกห้อง “คุณหนู บ่าวกลับมาแล้วเจ้าค่ะ”
ชิวหนิงมีนิสัยสุขุมและไม่นิ่งสงบยามอยู่ต่อหน้าคนหมู่มาก แม้นางจะเป็นหัวหน้าบ่าวใช้ที่ถูกตั้งหลังสุด ทว่าใน
บรรดาหัวหน้าบ่าวใช้สามคน ชิวหนิงกลับมีความสามารถนำหน้าอีกสองคน
พูดได้ว่ามีเรื่องน้อยจนแทบนับได้ ที่ทำให้ชิวหนิงกระโตกกระตากลนลานหรือเสียอาการได้ แต่วันนี้พอต้วนชิงห
มิงได้ยินเสียงชิวหนิง หัวใจของนางมีลางสังหรณ์ที่ไม่ค่อยสู้ดีนัก นั่นก็คือ… ต้วนอวี้เกิดเรื่องขึ้นแล้ว1
ต้วนชิงหมิงบีบถ้วยนํ้าชาที่เพิ่งจิบหมดจนมือสั่นไปหมด โดยไม่ได้เอ่ยคำใดออกมา
ทางด้านเยวี่ยเจียรีบเดินไปข้างนอกพูดกับชิวหนิง “พี่ชิวหนิงกลับมาแล้วเหรอ? ฮูหยินและคุณหนูกำลังรอเจ้าอยู่
พอดี!”
ตู้ชิงหรวนได้ยินก็อดไม่ได้ที่จะผงกหัวชื่นชม
มิต้องพูดถึงเรื่องในอดีตที่เยวี่ยเจียต้องประสบพบเจอและได้เรียนรู้มามาก เอาแค่ประโยคที่นางตอบเมื่อครู่ก็ได้…
ฮูหยินอยู่ด้านในห้อง นั่นคือ “ฮูหยินและคุณหนูกำลังรอเจ้าอยู่” มิใช่ “คุณหนูและฮูหยินรอเจ้าอยู่” แค่สลับตำแหน่งแต่
ความหมายที่สื่อกับแตกต่างกัน ประโยคที่ชิวหนิงพูดนั้น แสดงให้เห็นถึงว่าฮูหยินอยู่ที่นี่ อีกทั้งฮูหยินเป็นผู้ใหญ่ที่คุณหนู
เคารพเป็นอย่างยิ่ง ด้วยเหตุนี้นางจึงเรียงฮูหยินขึ้นก่อน ค่อยตามด้วยคุณหนู
โดยปกติแล้ว หัวหน้าบ่าวใช้ถือเป็นตัวแทนและหน้าตาของเจ้านาย และส่วนมากเวลาที่ต้องมีชื่ออยู่ด้วยนั้น บ่าว
ใช้มักเอาชื่อเจ้านายของตนนำหน้าคนอื่นก่อนเสมอ
ระหว่างที่เยวี่ยเจียบอกเล่า ชิวหนิงก็เดินเข้ามาในห้อง ด้วยความลนลาน หางตายังมีคราบนํ้าตาแห้งติดอยู่ราวกับ
ร้องห่มร้องไห้มา และสีหน้าซีดขาวจนเหมือนตกใจอย่างหนักมา
ชิวหนิงเดินเข้ามาในห้องรีบทำความเคารพเจ้านายทั้งสอง “บ่าวชิวหนิง คารวะฮูหยิน คารวะคุณหนูเจ้าค่ะ”
ต้วนชิงหมิงพยายามกดความรู้สึกที่ไม่สงบให้ระงับเอาไว้ “เอาล่ะ เจ้าลุกขึ้นได้… มีเรื่องอะไรก็พูดออกมาตรงๆ ได้
เลย”
ชิวหนิงลุกยืนขึ้นและพูดเก้ๆ กังๆ “บ่าวกระหายนํ้าเหลือเกิน คุณหนูจะพอให้บ่าวดื่มนํ้าก่อนได้ไหมเจ้าคะ?”
ตั้งแต่กลับมาชิวหนิงก็รีบพุ่งมารายงานทันที ดูท่าแล้วเรื่องอาจจะแย่มากกว่าที่คิดไว้
ต้วนชิงหมิงผายมือให้เยวี่ยเจียเดินเข้ามารินนํ้าชาให้ชิวหนิง นางดื่มรวดเดียวไปหกเจ็ดแก้วก่อนบอกเยวี่ยเจียว่า
“พอแล้ว พอแล้ว!”
เยวี่ยเจียสัมผัสได้ถึงความผิดปกติที่เกิดขึ้น แต่ก็ไม่ได้เอ่ยคำใด นางถือกานํ้าชาเดินไปวางไว้ที่โต๊ะดังเดิม
ชิวหนิงรู้ว่าต้วนชิงหมิงใจร้อนรนดั่งไฟแผดเผา นางจึงเลือกพูดอย่างตรงไปตรงมา “เรียนฮูหยินและคุณหนู ตามที่
คุณหนูสั่งให้บ่าวไปที่คฤหาสน์ขององค์ชายสาม คนที่นั่นบอกบ่าวว่าคุณชายใหญ่ไปที่นั่นจริงๆ ส่วนช่วงเวลาที่ไปเป็น
ตอนกลางคืน คุณชายใหญ่ยังทานอาหารเย็นร่วมกับองค์ชายสาม จากนั้นองค์ชายสามออกไปข้างนอก โดยที่คุณชาย
ใหญ่อยู่ที่คฤหาสน์นั่นเจ้าค่ะ”
ต้วนชิงหมิงได้ฟังแล้วพยักหน้ารับทราบ ขอเพียงต้วนอวี้ไปหาเหยียนหลิ่งอวี๋ สิ่งที่นางคิดเอาไว้เอาเมื่อครู่นี้ก็เป็น
จริงขึ้นมา ต้วนอวี้ต้องการไปจัดการชิงตั๋วและองค์หญิงอวี้หลัว
ต้วนชิงหมิงปรายตามองชิวหนิง “พูดต่อไป!”
ชิวหนิงจู่ๆ เม้มปากแน่น ก่อนพูดต่อไปว่า “คนคนนั้นได้บอกบ่าวอีก ว่าหลังจากที่คุณชายใหญ่เข้าไปในคฤหาสน์
ก็ไม่ได้กลับออกมาอีกเลย จากนั้น… จากนั้น……”
พอพูดมาถึงตรงนี้ ชิวหนิงก็พูดต่อไปไม่ไหวแล้ว
นางจึงก้มหน้าก้มตา คุกเข่าลงกับพื้น ก้มหัวแนบแทบเท้า จากนั้นพูดอย่างกระอักกระอ่วน “จากนั้น… คฤหาสน์
ได้เกิดไฟไหม้ขึ้น ได้ยินว่าไฟได้ลามไปถึงห้องที่คุณชายใหญ่พักผ่อนเจ้าค่ะ!”
“อะไรนะ???”
ตู้ชิงหรวนลุกพรวดขึ้นทันที ส่วนต้วนชิงหมิงกลับรู้สึกว่าภาพเบื้องหน้าเป็นสีดำมืดสนิท นางนั่งจนเกือบทรงตัวไม่
อยู่ พร้อมเป็นลมสลบได้ทุกเมื่อ
ตู้ชิงหรวนก้าวเข้าไปจับไล่ทั้งสองข้างของชิวหนิง พูดคาดคั้นออกมา “ชิวหนิง เจ้าพูดสิ่งที่เล่ามาทั้งหมดอีกครั้งสิ”
นํ้าตาของชิวหนิงร่วงหล่นลงพื้น นางยกมือขึ้นปาดมัน หลังจากนั้นมองไปตู้ชิงหรวน พูดอย่างชัดถ้อยชัดคำ
“เรียนฮูหยิน เมื่อคืนนี้ที่คฤหาสน์เกิดไฟไหม้ คุณชายใหญ่ที่นอนพักผ่อนอยู่ถูกไฟเผาจนไม่เหลือสิ่งใดทิ้งไว้เลยเจ้าค่ะ”
ตู้ชิงหรวนรู้สึกเวียนหัวจนแทบล้มทั้งยืน
เกิดอะไรขึ้น? นี่มันเกิดอะไรขึ้นกันเนี่ย?
ต้วนอวี้ถูกไฟไหม้เผาร่างจนไม่เหลือ ที่สำคัญเรื่องทั้งหมดเกิดขึ้นที่คฤหาสน์เหยียนหลิ่งอวี๋อีกต่างหาก
ไม่ จะต้องไม่ใช่แบบนี้ ตู้ชิงหรวนไม่เชื่อ ไม่มีทางเชื่อเรื่องบ้าๆ นี้เป็นอันขาด
เมื่อตู้ชิงหรวนได้ฟังสิ่งที่ชิวหนิงเล่า สิ่งแรกที่นางทำคือจะพุ่งตัวออกไปข้างนอก นางไม่สนแล้วว่าคนที่ทำร้ายต้วน
อวี้จนถึงแก่ความตายจะเป็นฝั่าบาทหรือองค์ชาย นางไม่มีทางปล่อยคนร้ายไปเด็fขาด!
ต้วนชิงหมิงที่เห็นตู้ชิงหรวนจะพุ่งออกไปจัดการคนที่ทำร้ายต้วนอวี้ ทว่าต้วนชิงหมิงกลับจับแขนรั้งเอาไว้ “ท่าน
แม่จะไปไหนเอ่ย?”
ตู้ชิงหรวนตาลุกเป็นไฟ ตะโกนด้วยความเดือดดาล “แม่ก็จะไปจัดการเหยียนหลิ่งอวี๋เจ้าสารเลวยังไงล่ะ!”
ต้วนชิงหมิงออกแรงดึงให้ตู้ชิงหรวนนั่งลงเก้าอี้ดังเดิม จากนั้นพูดเสียงเบา “ท่านแม่อย่าเพิ่งร้อนใจ ด่วนสรุปทุก
อย่างเร็วเกินไป”
ตู้ชิงหรวนยกมือชี้ไปข้างนอก “ชิงหมิงไม่ได้ยินหรืออย่างไร อวี้เอ๋อร์ถูกเผาให้ตายทั้งเป็นที่คฤหาสน์เหยียนหลิ่งอวี๋
ตอนนี้เจ้ายังคิดปกปั้องเหยียนหลิ่งอวี๋อยู่อีกนั้นเหรอ?”
“ลูกไม่ได้คิดปกปั้องเหยียนหลิ่งอวี๋ ท่านแม่……”
ต้วนชิงหมิงค่อยๆ คลายมือออกจากแขนตู้ชิงหรวนอย่างเชื่องช้า สีหน้าของนางซีดขาวจนเห็นได้ชัด เนื้อตัวสั่นสะ
เทิ้มไปทั้งร่าง นางใช้สายตาที่อิดโรยมองกลับไปที่ตู้ชิงหรวน “ท่านแม่ อย่างน้อยก็ควรให้ชิวหนิงเล่าเรื่องทุกอย่างให้จบ
ลงก่อนนะ”
ตู้ชิงหรวนแทบนั่งไม่ติดกับที่แล้ว นางจ้องมองชิวหนิงและพูดขึ้น “ชิวหนิง เจ้าเล่าต่อไปเลยว่าสืบเรื่องใดได้อีก”
ชิวหนิงเห็นสายตาที่ลุกเป็นไฟของตู้ชิงหรวนก็พลอยหวาดกลัวขึ้นมา ชิวหนิงแอบชำเลืองเห็นต้วนชิงหมิงกำลัง
เสียใจอยู่ แต่เรื่องนี้หากปิดบังเอาไว้เกรงว่าจะไม่ใช่ผลดีกับนาง จึงเลือกเล่าทุกอย่างที่ได้เห็นที่ได้สืบออกมาจนหมด
ชิวหนิงนั้นถือเป็นบ่าวใช้ที่มีความสามารถมากที่สุดของต้วนชิงหมิง นางไม่ใช่คนที่ฟังเรื่องเพียงเล็กน้อยแล้วนำ
กลับมารายงาน ดังนั้นตู้ชิงหรวนรู้ว่านางต้องมีเรื่องอื่นที่จะเล่าต่อไป
“เรียนฮูหยิน เรียนคุณหนู บ่าวคิดว่าแม้ห้องจะถูกเผา ทว่าคุณชายใหญ่ไม่ใช่คนธรรมดา ต้องหาทางหนีเอาตัว
รอดออกมาได้อย่างแน่นอน ดังนั้นบ่าวจึงสืบต่อไปจนได้ทราบว่า ภายในห้องมีกระดูกของคนร่างหนึ่งที่ถูกเผาเหลือเพียง
กระดูกเจ้าค่ะ” ชิวหนิงเล่า
จากนั้นนางกดเสียงให้ตํ่าลงกว่าเดิม “อันที่จริง บ่าวก็อยากเข้าไปดูให้เห็นกับตาทั้งสองข้าง แต่คนของทางการที่
เฝั้าคฤหาสน์กลับไม่ยอมให้เข้าไปด้านใน ด้วยเหตุนี้บ่าวจึงอยากพบองค์ชายสาม หรือไม่ก็องครักษ์ขององค์ชายสาม
แต่… แต่ว่า……”
พอเล่ามาถึงตรงนี้แล้ว ชิวหนิงก็หยุดเล่าลง ต้วนชิงหมิงก็ไม่ได้ทักท้วงบังคับ จนสุดท้ายชิวหนิงตะกุกตะกักอยู่
นานสองนาน “คนของทางการบอกบ่าวว่าองค์ชายสามกลับเข้าวังหลวงตั้งแต่เมื่อคืน ไม่ทราบว่าสาเหตุใดที่ทำให้ฝั่าบาท
ทรงกริ้วจนรับสั่งให้กักบริเวณ จนกระทั่งตอนนี้ก็ยังไม่ได้ออกมาเลยเจ้าค่ะ”
“อะไรนะ? เหยียนหลิ่งอวี๋ถูกกักบริเวณอย่างนั้นหรือ?”
คราวนี้ ตู้ชิงหรวนก็ยังเป็นพูดอย่างเสียอาการ
นางนึกไม่ถึงว่าเหยียนหลิ่งอวี๋จะถูกกักบริเวณ… อย่างนั้นเป็นใครกันที่ทำร้ายต้วนอวี้ ไม่รู้ว่าเป็นศัตรูของเหยียน
หลิ่งอวี๋หรือว่าศัตรูของต้วนอวี้เอง?
ปัญหาสำคัญเร่งด่วนที่สุดในตอนนี้คือ ต้วนอวี้ที่ถูกจุดไฟเผาอาจยังมีชีวิตอยู่ แต่สิ่งที่ตู้ชิงหรวนอยากรู้มากที่สุด
กลับเป็นว่าต้วนอวี้ซวยเพราะเหยียนหลิ่งอวี๋ หรือว่าซวยเพราะศัตรูของตัวเขาเอง
ตู้ชิงหรวนหันกลับมามองเห็น ต้วนชิงหมิงสีหน้าซีดขาวไร้เลือดฝาด ท่าทางร้อนรนใจไปหมด และนํ้าตาที่เอ่อคลอ
เบ้า แต่สาวน้อยที่อายุไม่ถึงสิบปี กลับกัดริมฝีปากแน่น ขยำผ้าเช็ดหน้าในมือจนเกือบขาด เบิกตาโตมองสิ่งต่างๆ โโยไม่
เอ่ยคำใด
ตู้ชิงหรวนรู้สึกเห็นอกเห็นใจต้วนชิงหมิงอย่างสุดซึ้ง แต่นางกลับถามอย่างน่าสงสัย “ชิงหมิงดูจากท่าทางแล้ว เจ้า
ไม่รู้สึกตื่นตระหนกแม้แต่น้อยเลยหรือ?”