กำเนิดใหม่ชายาผู้ล่วงลับ โม่เหยียนซาง - บทที่ 106 )
“เจ้าค่ะ” สาวรับใช้สองนางรับคำ อาหารบำรุงร่างกายจานใหม่ถูกนำมาถวาย
อย่างรวดเร็ว ตงฟางเจ๋อกุมมือนางเบาๆ ยิ้มกล่าวว่า “ซูซูใส่ใจเช่นนี้ ข้าช่างซาบซึ้ง
ยิ่งนัก”
ซูหลีดึงมือกลับอย่างแนบเนียน “หม่อมฉันเป็นเจ้าบ้าน จะกล้าละเลยแขกได้
อย่างไรเพคะ? ใช่แล้ว บ่าวรับใช้เหล่านี้ปรนนิบัติท่านอ๋องดีหรือไม่เพคะ?”
ตงฟางเจ๋อหัวเราะเบิกบาน “ดีสิ ไม่มีคนไหนไม่ดีเลย โดยเฉพาะ… ฟางเอ๋อร์!
น้ำพุร้อนแห่งนั้น ฟางเอ๋อร์เป็นคนแนะนำข้า แล้วก็ไม่เลวดังคาด!”
ฟางเอ๋อร์หน้าแดงก่ำ รีบเอ่ย “บ่าวปรนนิบัติท่านอ๋องอย่างเต็มที่เป็นสิ่ง
สมควรเพคะ”
“ฟางเอ๋อร์ เจ้าใส่ใจเช่นนี้ อาหารจานเมื่อกี้ที่เพิ่งเก็บไป ถือเป็นรางวัลให้เจ้าใน
คืนนี้” ซูหลีกล่าวด้วยรอยยิ้ม
ฟางเอ๋อร์ดีใจเป็นการใหญ่ อาหารที่ใช้ต้อนรับแขกสูงศักดิ์ในบ้านพักตาก
อากาศ ไม่มีจานใดไม่ผ่านการคัดสรรมาอย่างดี ยามปกติแม้เห็นบ่อย แต่ไม่เคยมี
โอกาสได้ลิ้มลอง รีบคุกเข่าแสดงความขอบคุณ “ฟางเอ๋อร์ขอบคุณ คุณหนูที่ตบ
รางวัลเจ้าค่ะ”
“เจ้าไปกินข้าวเถิด ที่นี่มีข้าคนเดียวก็เพียงพอ” ความอ่อนโยนและรอยยิ้มของ
ซูหลีทำให้ฟางเอ๋อร์ชื่นมื่นยิ่งนัก รีบก้มคำนับ ก่อนจะไปกินข้าวที่เรือนเล็ก
ตงฟางเจ๋อคลี่ยิ้ม “เจ้าให้บ่าวรับใช้ออกไป แล้วใครจะปรนนิบัติข้ายามกิน
ข้าว?”
ซูหลีหยิบตะเกียบคีบอาหารให้เขา เอ่ยเสียงเรียบ “ท่านอ๋องอยากเสวยสิ่งใด
เพียงบอกหม่อมฉัน มีซูหลีอยู่ ย่อมไม่กล้าละเลยท่านอ๋อง”
ตงฟางเจ๋อจึงไม่เกรงใจ เพียงขยับปากไม่ขยับมือ กินอาหารอย่างเบิกบานใจ
ตั้งแต่เมื่อใดไม่รู้ที่รอยยิ้มในดวงตาเขาอบอุ่นดั่งสายน้ำ ซูหลีใจเต้นแรง ไม่กล้า
สบตาเขาตรงๆ หลังจากผ่านเหตุการณ์เฉียดตายในคืนที่ผ่านมา หัวใจนางที่มีต่อ
เขาก็ไม่ได้สงบนิ่งดังแต่ก่อนอีกแล้ว
ข้าวมื้อหนึ่งกลับใช้เวลาเกือบครึ่งชั่วยาม หลังกินข้าวเสร็จฟางเอ๋อร์ก็มา
ขอบคุณอีกครั้ง ตงฟางเจ๋อลูบไปที่เอวตนเอง พลันขมวดคิ้วกล่าวว่า “หยกแขวน
ของข้าหายไปไหนแล้ว?”
ซูหลีใบหน้าตึงเครียด “ฟางเอ๋อร์!”
ฟางเอ๋อร์ตกใจรีบทิ้งตัวคุกเข่า “บ่าวไม่รู้เจ้าค่ะ! วันนี้ตอนที่ี่ี่ท่านอ๋องกลับมา
บ่าวก็ไม่เห็นท่านอ๋องพกหยกแขวนเลยนะเจ้าคะ!”
ตงฟางเจ๋อโบกมือ “ไม่โทษนาง เมื่อคืนข้าอาจทำหล่นในสระน้ำพุร้อน”
ซูหลีกล่าวอย่างไม่พอใจ “เจ้ารีบไปตามหา หากตามหาไม่เจอก็ไปขอรับโทษจาก
พ่อบ้านเสีย!”
ฟางเอ๋อร์หน้าซีด รีบโขกศีรษะ แล้วหมุนกายวิ่งออกไปทันที่ ซูหลีเห็นนางวิ่ง
ออกจากเรือนมุ่งหน้าไปหลังเขา สีหน้าเคร่งขรึมลงหลายส่วน
ตงฟางเจ๋อกล่าว “ดี ซูซูช่างปราดเปรื่องเกินผู้ใด เช่นนั้นให้ข้าช่วยอีกสัก
แรง!” เขาเรียกเซิ่งฉินเข้ามากระซิบเบาๆ หลายประโยค
ซูหลีเอ่ยเสียงเย็น “นางกล้าล่อลวงท่านไปที่สระน้ำพุร้อน จะต้องมีคนช่วย
แน่นอน ให้นางใช้ร่างกายพิสูจน์ด้วยตนเอง เป็นวิธีที่ดีที่สุดแล้วเพคะ”
ตงฟางเจ๋อหัวเราะเบาๆ”แสงจันทร์นอกหน้าต่างงดงามยิ่งนัก มิสู้พวกเราไป
นั่งเล่นใต้ต้นไม้สักครู่ ข้านำยอดชาอ่อนชั้นดีมาด้วย จะได้ให้ซูซูลองชิมและพูดคุย
กัน”
ซูหลีไม่ได้ปฏิเสธ กำชับให้บ่าวรับใช้นำโต๊ะเก้าอี้ไปวางในสวน ตงฟางเจ๋อนั่งอยู่
กับนางด้านหนึ่ง เพียงคุยสัพเพเหระกับนางดังที่กล่าวจริงๆ ซูหลีลอบถอนใจ ตง
ฟางเจ๋อผู้นี้เป็นองค์ชายไม่ต่างจากตงฟางจั๋ว แต่คนหนึ่งเยือกเย็นสงบนิ่ง คน
หนึ่งกลับใจร้อนวู่วาม ช่างต่างกันราวฟ้ากับเหว
หนึ่งชั่วยามผ่านไป เซิ่งฉินย้อนกลับมา ตงฟางเจ๋อสายตาขรึมลงเล็กน้อย
ทว่ายังคงยิ้ม “เป็นอย่างไร?”
เซิ่งฉินเอ่ยรายงานเสียงเบา “ทุกอย่างเป็นอย่างที่ท่านอ๋องคาดการณ์ไว้พ่ะย่ะ
ค่ะ”
ตงฟางเจ๋อคลี่ยิ้มเย็นชา “ดี คนเล่า?”
“กระหม่อมพานางกลับไปที่เรือนบ่าวรับใช้แล้วพ่ะย่ะค่ะ”
สายตาเรียบเฉยไร้คลื่นอารมณ์ของเขาหันไปทางซูหลี รอยยิ้มยังคงไม่จางไป
“ซูซู ฟางเอ๋อร์เป็นคนในจวนอัครเสนาบดี เรื่องนี้… ให้เจ้าจัดการดีกว่ากระมัง”
ซูหลีลุกขึ้นกล่าว “ขอบพระทัยท่านอ๋อง ซูหลีจะต้องตรวจสอบที่มาที่ไปให้
ชัดเจนแน่นอนเพคะ”
หลังบ่ายของวันที่สอง ซูหลีเอนกายงีบหลับอยู่บนตั่งนิ่ม อาจเพราะเหนื่อยล้า
มาสองวันติด นางนอนหลับมาทั้งคืนก็ยังไม่หายเพลีย หลังมื้อเที่ยงจึงหลับไป
อย่างสะลึมสะลือ แสงตะวันเจิดจ้าดั่งเปลวไฟ สาดส่องจนผิวกายร้อนรุ่ม คิ้วงาม
ของซูหลีขมวดเบาๆ บนร่างกายมีเหงื่อผุดพรายบางๆ หนึ่งชั้น เปียกชุ่ม
เหนอะหนะ ไม่สบายตัวอย่างยิ่ง
ข้างกายมีเงาร่างหนึ่งเดินเข้ามานั่ง ผ่านไปไม่นานสายลมเย็นสบายระลอก
หนึ่งก็พัดมาเบาๆ ทั้งเบาบางและนิ่มนวล จังหวะสม่ำเสมอ ซูหลีถอนหายใจอย่าง
สบายตัว ริมฝีปากคลี่ยิ้มบาง โม่เซียง เด็กคนนี้นับวันยิ่งฉลาดและรู้จักเอาใจใส่
มากขึ้นเรื่อยๆ
สายลมนั้นคลายความร้อนให้นาง ซูหลีจึงตะแคงกายหันไปด้านนอกอย่างไม่รู้
ตัว สาบเสื้อบางๆ พลันหลุดเปิดออก เผยให้เห็นผิวเนียนขาวที่โผล่พ้นร่มผ้าออก
มา
กลิ่นหอมจางๆ ของอำพันทะเลลอยโชยมาจากผ้าเช็ดหน้านิ่มๆ ที่กำลังซับ
เหงื่อบนหน้าผากนางอย่างอ่อนโยน เมื่อเห็นภาพเย้ายวนเช่นนั้น มือนั้นก็พลัน
ชะงัก
ซูหลีพลันได้สติ กลิ่นหอมนี้ไม่ใช่กลิ่นตัวของโม่เซียงแน่นอน! นางลืมตาทันที
สายตาคมปลาบตวัดมองไปยังคนที่ช่วยนางพัดวีซับเหงื่ออยู่ตรงหน้า
“เหตุใดจึงเป็นท่าน?!”
ตงฟางจั๋ว! เขาเข้ามาตั้งแต่เมื่อใด?! นางกลับไม่รู้ตัวแม้แต่น้อย!
สีหน้าของตงฟางจั๋วถมึงทึงสุดขีด เขากัดริมฝีปากแรงๆ ดวงตาที่เต็มไปด้วย
เส้นเลือดฝอยจ้องเขม็งไปยังทรวงอกของซูหลี คล้ายกำลังพยายามข่มกลั้น
ความโกรธที่ใกล้ปะทุเต็มที
ซูหลีไม่เข้าใจ ก้มมองตนเองตามสายตาเขา มองเห็นเพียงเนินอกขาวเนียนที่
โผล่พ้นร่มผ้าของตนเองเต็มไปด้วยจุดสีแดงมากมาย แก้มของนางแดงผ่าว
พลันได้สติ นี่คือรอยจูบที่ตงฟางเจ๋อประทับทิ้งไว้ยามที่นางกับเขาบังเกิดแรง
ปรารถนาร้อนแรงที่สระน้ำพุร้อนในคืนก่อน!
ซูหลีรีบกระชับสาบเสื้อปกปิดทัศนียภาพอันน่าหลงใหล ปัดมือเขาที่ยังค้างอยู่
บนหน้าผากตนเองออก ลุกขึ้นนั่งและถอยกรูดไปข้างหลัง นางเบิกดวงตาคู่งาม
กว้าง จ้องหน้าตงฟางจั๋วอย่างโกรธเกรี้ยว เอ่ยอย่างข่มกลั้นอารมณ์ “ท่านอ๋อง
เข้ามาในห้องหม่อมฉัน เหตุใดไม่ให้คนรายงานเพคะ? ซูหลีจะได้ต้อนรับท่านอ๋องให้
ดี!”
ตงฟางจั๋วสีหน้าเหม่อลอย ราวกับสูญเสียซึ่งการรับรู้ ปล่อยให้นางปัดมือ
ตนเองตกข้างลำตัว ดวงตาแดงก่ำสะท้อนความเจ็บปวดสิ้นหวังอย่างบรรยายไม่
ถูก รอยแดงมากมายเหล่านั้นยังคงปรากฏชัดในความคิด ราวกับพวกมันได้กลาย
เป็นเข็มเหล็กนับพันนับหมื่นเล่มทิ่มแทงหัวใจของเขานับครั้งไม่ถ้วน!
คืนก่อนหน้านี้ที่ข้างสระน้ำพุร้อน เขาเห็นทั้งสองคนนอนจูบกันอยู่ใต้สระใน
สภาพที่แทบจะเปลือยเปล่า จากนั้นก็พุ่งตัวขึ้นเหนือน้ำ ถึงแม้จะรู้ว่าเป็นเหตุการณ์
ไม่ปกติ เขาก็ยังยากจะรับไหวแล้ว! นึกไม่ถึง… นึกไม่ถึงว่าตงฟางเจ๋อจะใกล้ชิด
กับนางจนถึงขั้นนี้!
สายตาระแวดระวังป้องกันตัวของซูหลี ทำให้จิตใจของเขาดำดิ่งราวกับตกลง
ไปในบ่อน้ำลึก ตงฟางจั๋วหลับตาลงอย่างเจ็บปวด สูดหายใจลึกๆ อยากจะวิ่งออก
ไปฆ่าตงฟางเจ๋อให้ตายเสียเดี๋ยวนี้! ทว่าสติที่เหลืออยู่น้อยนิดกลับเตือนเขาว่า
หากเขาทำอย่างนั้น ซูหลีคงไม่มีทางยกโทษให้เขาไปตลอดกาล! เส้นเอ็นตรงขมับ
ปูดโปน โลหิตในกายป่วนพล่านดั่งทำนบเขื่อนแตก
ชั่วขณะหนึ่ง ในห้องมีเพียงเสียงลมหายใจอันหนักหน่วงของเขาที่ดังสะท้อน
อยู่
ไม่รู้ผ่านไปนานเท่าใดแล้ว ตงฟางจั๋วจึงค่อยฝืนข่มกลั้นความบ้าคลั่งและความ
ริษยาที่มีอยู่เต็มอกได้สำเร็จ เขาอ้าปากเล็กน้อย “ข้า…” ครั้นวาจาออกจากปาก
เสียงของเขาทำให้ซูหลีขมวดคิ้วทันที
เมื่อวานก็รู้สึกแล้วว่าเสียงของเขาไม่ปกติ ยามนี้ยิ่งฟังดูแหบแห้ง เปล่งเสียง
ยากลำบาก
ตงฟางจั๋วกลับไม่สนใจสักนิด ราวกับไม่รู้ตัว เพียงเอ่ยต่อด้วยเสียงแหบพร่า
“ข้ามา เพื่ออยากจะบอกเจ้า เมื่อวาน… ประโยคนั้นที่เจ้าเอ่ยกับข้า ข้าเดินครุ่นคิด
อยู่เนิ่นนาน… จึงค่อยกระจ่าง”
ซูหลีหลุบตามอง ชายอาภรณ์หรูหราของตงฟางจั๋วมีคราบสกปรกติดอยู่
มากมาย ดวงตาแดงก่ำ สีหน้าเหนื่อยล้าเต็มที่ นี่เขาเดินครุ่นคิดไปจนถึงที่ใดกัน?