กำเนิดใหม่ชายาผู้ล่วงลับ โม่เหยียนซาง - บทที่ 111 )
สองแม่ลูกรีบคลานเข้ามาคุกเข่าต่อหน้าตงฟางเจ๋อ น้ำตานองหน้า โขก
ศีรษะติดกันหลายครั้ง ผ่านไปนานก็ยังไม่ลุกขึ้น
เมื่อกี้ยังเผชิญหน้ากันอย่างศัตรูที่พร้อมจะชักดาบยิงธนูใส่กัน พริบตาเดียว
กลับกลายมาเป็นมิตรกันเช่นเดิม ช่างเป็นฉากละครที่น่าตื่นตาตื่นใจโดยแท้
มาถึงตอนนี้ ซูหลีจึงเพิ่งเข้าใจสถานการณ์อันยากลำบากของตงฟางเจ๋อ
อย่างแท้จริง เห็นใบหน้าหล่อเหลาของเขา ยังคงนิ่งสงบไม่เปลี่ยนแปลง หัวใจ
ของนางพลันเจ็บปวดขึ้นมาเล็กน้อย ตำแหน่งรัชทายาท เป็นสิ่งที่แสดงถึงความ
โปรดปรานในวังหลังได้ดีที่สุด ผู้ใดได้รับความโปรดปรานจากฮ่องเต้ ผู้นั้นก็จะได้
รับแรงสนับสนุนที่ทรงพลัง น่าเสียดายที่เหลียงกุ้ยเฟยสิ้นพระชนม์แล้ว เขาจึงไร้
ที่พึ่งพิงตั้งแต่นั้นมา เพื่อตงฟางจั๋วแล้ว ฮองเฮายิ่งต้องเร่งรีบกำจัดเขาอย่าง
แน่นอน เขาจำต้องอาศัยอำนาจของคนในราชสำนัก ซึ่งก็คือซูเซียงหรู ซูเซียงหรู
เองลับหลังก็โลเลไม่แน่นอน กระทั่งอาจจ้องฉวยโอกาสเสียด้วยซ้ำ… ต้องเผชิญ
หน้ากับแผนการเช่นนี้ เกรงว่าเขาก็ทำได้เพียงกล้ำกลืนความโกรธนี้ไว้เท่านั้น
คล้ายรับรู้ได้ว่านางกำลังมองตนเอง ตงฟางเจ๋อหันมาสบตากับดวงตาแจ่มใส
ดังสายน้ำของซูหลี ม่านตาลึกล้ำมีประกายอ่อนโยนพาดผ่านอย่างรวดเร็ว เขายิ้ม
บางกล่าวว่า “นี่ก็สายมากแล้ว ข้าคงต้องขอตัวก่อน”
ซูเซียงหรูลอบถอนหายใจ ทว่ากลับยังคงแสร้งฉีกยิ้มเอ่ยว่า “ท่านอ๋อง นี่ก็ค่ำ
แล้ว อย่างไรอยู่เสวยอาหารก่อนแล้วค่อยเสด็จกลับเถิดพ่ะย่ะค่ะ”
ตงฟางเจ๋อกล่าวเสียงเรียบ “ข้ายังมีเรื่องต้องทำ ไว้วันหลังเถิด”
ซูเซียงหรูรีบพยักหน้า กลุ่มคนเดินออกไปส่งตงฟางเจ๋อนอกห้องโถงอย่าง
ระมัดระวัง
และแล้วคลื่นลมระลอกหนึ่งก็สงบลงไปเช่นนี้ แต่ซูหลีรู้ดีว่าคลื่นลมลูกใหญ่
กว่ากำลังจะมาเยือน
เมื่อกลับมาถึงเรือน กลับไม่เห็นเงาหวั่นซิน กระทั่งหลังอาหารมื้อเย็น นางจึง
ค่อยเข้ามาในห้องอย่างร้อนรน คิ้วงามขมวดแน่น คล้ายมีเรื่องหนักอกหนักใจ
ซูหลีเห็นสีหน้านางผิดปกติ จึงหาข้ออ้างให้โม่เซียงแยกตัวออกไป ก่อนจะเอ่ย
ถามอย่างเป็นห่วง “เกิดเรื่องอันใดขึ้นงั้นหรือ?”
หวั่นซินมีสีหน้าหนักใจ นั่งลงข้างกายนาง ล้วงรายงานลับฉบับหนึ่งออกมา
จากอกเสื้อ ยื่นให้ซูหลี และกล่าวเสียงจริงจัง “ทางฉินเหิงได้รับข่าวว่าพักนี้มีคน
สองกลุ่มกำลังสืบเรื่องชาติกำเนิดของคุณหนูอย่างลับๆ ฝ่ายหนึ่งเป็นหลางฉ่าง
รัชทายาทแห่งแคว้นติ้ง อีกฝ่ายคือฮูเอ่อร์ตู ทูตจากแคว้นเปี้ยน ฮูเอ่อร์ตูผู้นี้
ร้ายกาจที่สุด เขาสืบจนหาตัวหญิงทำคลอดคุณหนูในปีนั้นเจอแล้ว ทว่ากลับถูก
สตรีนิรนามที่ซ่อนตัวอยู่ในที่มืดชิงสังหารตัดหน้าไปก่อนหนึ่งก้าว”
ซูหลีอึ้งงัน “ฐานะของข้า… พวกเขาล้วนรู้แล้วมิใช่หรือ? ยังมีอะไรให้ต้อง
สืบหาอีก?” เมื่อก้มอ่านรายงานในมือจนจบ นางก็ถามอย่างสงสัย ในใจกลับ
เคร่งเครียดขึ้นมา แค่หญิงทำคลอดธรรมดาคนหนึ่ง เหตุใดต้องฆ่าคนปิดปาก?
หรือชาติกำเนิดของซูหลีมีความลับซ่อนอยู่จริงๆ?
สายตาของหวั่นซินพลันสั่นระริก นางเองก็ไม่เข้าใจเช่นกัน จึงส่ายหน้าตอบว่า
“ตอนนี้ยังไม่เข้าใจจุดประสงค์ที่แท้จริงของพวกเขา ทั้งสองฝ่ายต่างตรวจสอบ
กันอย่างละเอียด ตั้งแต่สถานที่ และเวลาเกิดของคุณหนู จนถึงชาติตระกูล รูป
ร่างหน้าตา อายุของฮูหยินรอง แม้กระทั่งว่าตอนนั้นนางรู้จักกับท่านอัครเสนาบดี
ได้อย่างไร พวกเขาต่างก็ถามอย่างละเอียดยิบ”
ฝ่ายหนึ่งสืบหาอย่างไม่ลดละ ทว่ากลับถูกคนลักลอบทำลายเบาะแส สตรีที่
สังหารคนนางนั้น เห็นชัดว่ากำลังปกปิดความจริงเอาไว้…
ซูหลีถามเสียงเคร่งขรึม “สืบได้หรือไม่ว่าสตรีที่สังหารคนนางนั้นเป็นใคร?”
“ฉินเหิงพยายามอย่างหนักแล้ว แต่ก็ยังไม่อาจสืบหาฐานะที่แท้จริงของนาง
ได้!” หวั่นซินส่ายหน้า เอ่ยเสียงเครียด “จากที่สายข่าวรายงานมา สตรีนางนั้นมี
วิทยายุทธ์ล้ำเลิศ มีวิธีสังหารคนที่พิเศษยิ่งนัก อาศัยเพียงใบไม้ใบเดียวก็สามารถ
ปลิดชีพหญิงทำคลอดนางนั้นได้แล้ว วิทยายุทธ์เช่นนั้นน่าทึ่งยิ่งนัก หวั่นซินเวียน
ว่ายอยู่ในยุทธภพมาหลายปี ยังไม่เคยเห็นกระบวนท่าเช่นนี้เลย!”
ซูหลีพลันสะท้านไปทั้งตัว หัวใจดวงน้อยเต้นระรัว ใบไม้ปลิดชีพ หนึ่งกระบวน
ท่าคร่าชีวิต! คนผู้นี้… หรือว่าจะเป็นท่านน้าจิ้งหวั่น?! ยามที่นางยังเป็นหลีซู วิทยา
ยุทธ์ทั้งหมดที่นางร่ำเรียนมาล้วนได้ท่านน้าจิ้งหวั่นถ่ายทอดทุกกระบวนท่าให้อย่าง
ตั้งใจ คืนนั้นที่ตงฟางเจ๋อถูกไล่ล่าในโรงเตี๊ยม นางก็บังเอิญใช้กระบวนท่านี้จึง
สามารถกำราบมือสังหารได้! หวั่นซินบอกว่าไม่เคยเห็นกระบวนท่าเช่นนี้มาก่อน
นั่นก็เพราะว่าในยุทธภพไม่มีผู้ใดสามารถฝึกฝนวิชาขี่วายุได้อย่างไรเล่า!
แต่… หากเป็นท่านน้าจิ้งหวั่นจริง เหตุใดนางถึง… สังหารหญิงทำคลอดซูหลี
เล่า?! ท่านน้าจิ้งหวั่นเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้จริงหรือ?
นางหลับตา เรียบเรียงความคิดเงียบๆ ครั้งที่แล้วออกไปข้างนอกบังเอิญเจอ
หลางฉ่างกับฮูเอ่อร์ตู พวกเขาต่างก็มีท่าทางแปลกๆ เพราะหน้าตาของซูหลี
‘เหมือนมาก!’ ไม่รู้เพราะเหตุใด จู่ๆ ประโยคที่ฮูเอ่อร์ตูพูดยามที่เจอหน้านาง
ครั้งแรกก็พลันผุดขึ้นมาในสมอง จากที่ถามโม่เซียง นางหลิ่วและซูหลีไม่ได้มีรูป
ร่างหน้าตาที่คล้ายกันมาก
เช่นนั้นที่ฮูเอ่อร์ตูบอกว่าเหมือนมาก… เหมือนผู้ใดกัน? ยังมีภาพวาดในมือ
ของหลางฉ่างอีก…
นางลืมตาอย่างรวดเร็ว คำตอบพลันผุดขึ้นมาในใจ! คนที่รูปร่างหน้าตา
เหมือนนาง มีแค่ ‘หรงซีจิน’ เสด็จแม่ของนางคนเดียวเท่านั้น!
ที่ผ่านมา นางคิดมาโดยตลอดว่าการที่ซูหลีและหลีซูมีรูปร่างหน้าตาเหมือนกัน
เป็นเพียงเรื่องบังเอิญที่น่าตกใจ เพราะถึงอย่างไรเรื่องที่หลีซูฟื้นคืนชีพก็ยังน่า
เหลือเชื่อกว่ามาก ยามนี้เมื่อนางคิดอย่างละเอียด ความสัมพันธ์ของทั้งสองอาจ
ไม่ได้ง่ายดายแค่เพียงคำว่าบังเอิญเท่านั้น!
หน้าตาที่คล้ายกัน อายุที่เท่ากัน ต่างก็ได้รับพิษจากดอกฉิงฮวาตั้งแต่กำเนิด
ทั้งสองฝ่ายต่างสืบเรื่องนางหลิ่วมารดาของซูหลีอย่างละเอียด แล้วยังมีการยื่น
มือเข้ามาแทรกของท่านน้าจิ้งหวั่นอีก ท้ายที่สุดแล้วกลัวเพียงว่าทั้งหมดที่พวกเขา
ทำไปก็เพราะต้องการสืบเรื่องของหรงซีจิน เสด็จแม่ของนาง! หรือว่า… ในใจนาง
พลันบังเกิดความคิดอันกล้าหาญหนึ่งขึ้นมา
“หวั่นซิน แต่ก่อนท่านแม่ของข้า นางเคย… บอกเรื่องอะไรกับเจ้าเป็นพิเศษ
บ้างหรือไม่?” ซูหลีพลันเปลี่ยนเรื่อง สายตาจับจ้องตรงไปที่หวั่นซิน
หวั่นซินที่กำลังครุ่นคิดเงียบๆ ได้ยินวาจานี้ก็พลันอึ้งงัน นึกไม่ถึงว่านางจะ
ถามคำถามเช่นนี้ จึงย้อนถามอย่างประหลาดใจ “เหตุใดคุณหนูจึงถามเช่นนี้เจ้า
คะ?”
ซูหลีเอ่ยชัดถ้อยชัดคำ ด้วยสีหน้าครุ่นคิด “บุตรีแห่งจวนอัครเสนาบดี ถูกคน
จากสองแคว้นซึ่งไม่เคยรู้จักกันตามสืบเรื่องชาติกำเนิดอย่างลับๆ หรือเจ้าไม่คิด
ว่านี่เป็นเรื่องแปลก? หากไม่มีเรื่องน่าสงสัยจริง ใครจะยอมลงทุนลงแรงมาก
ขนาดนี้เพื่อสืบหาเบาะแส? หญิงทำคลอดนางนั้นยังถูกคนสังหารปิดปากอีก
ด้วย!” ท่านน้าจิ้งหวั่นรู้เรื่องอะไร และต้องการปิดบังสิ่งใดกันแน่?
หวั่นซินสายตาเปลี่ยนไปเล็กน้อย เงียบไปครู่หนึ่ง แล้วจึงค่อยๆ คลี่ยิ้มบาง
เอ่ยเสียงเบาว่า “คุณหนูคิดมากไปแล้วเจ้าค่ะ จำได้ท่านเคยบอกว่า ใต้ผืนฟ้ากว้าง
ใหญ่ เรื่องประหลาดใดบ้างไม่มี เรื่องนี้คงเป็นอีกฝ่ายเข้าใจบางอย่างผิดไปเอง ถึง
แม้จุดประสงค์ที่แท้จริงของพวกเขาจะยังไม่ชัดเจน แต่หวั่นซินบอกคุณหนูอย่าง
มั่นใจได้เลยว่าชาติกำเนิดของคุณหนู ไม่ได้เป็นอย่างที่คุณหนูคิดแน่นอน”
แล้วเป็นอย่างไรเล่า?! ซูหลีไม่ได้พูดอะไร เรื่องที่หนึ่งบังเอิญ เรื่องที่สองถึงแม้
จะบอกว่าบังเอิญ แต่เมื่อเรื่องบังเอิญทั้งหมดต่างก็บ่งชี้ไปยังทิศทางเดียวกัน
เช่นนั้น… เกรงว่าจะไม่ใช่เรื่องบังเอิญอีกต่อไป
“ก่อนจากไป คนที่ฮูหยินรองเป็นห่วงมากที่สุด ก็คือคุณหนูเจ้าค่ะ” หวั่นซิน
เห็นนางไม่เอ่ยอะไร สายตาที่มองซูหลีมีความเจ็บปวดแฝงอยู่รางๆ เอ่ยเสียงเนิบ
ช้า “คนที่เป็นมารดาทุกคน ไม่ว่าเรื่องใดล้วนไม่สำคัญ เรื่องที่นางเป็นห่วงที่สุด ก็
คือบุตรของตนเอง ขอเพียงชาตินี้อยู่อย่างไร้โรคภัยไข้เจ็บไปจนแก่เฒ่า ได้ครอง
คู่กับสามีที่หมายปองไปจนหัวหงอก นางก็ไม่ต้องการสิ่งใดอีกแล้ว”
แม้ว่าหวั่นซินจะพยายามควบคุมอารมณ์ แต่ในน้ำเสียงยังคงสะท้อนความ
อิจฉาและเจ็บปวดอย่างปิดไม่มิด นี่เป็นวาจาที่ออกมาจากใจนางจริงๆ
ประโยคนี้ ซูหลีได้ยินก็รู้สึกเปรี้ยวฝาดในใจ ไม่ว่าซูหลีจะเป็นบุตรที่นางหลิ่ว
คลอดออกมาหรือไม่ ล้วนไม่อาจลบล้างความรักและทะนุถนอมที่นางหลิ่วมอบให้ซู
หลีอย่างจริงใจได้เลย