กำเนิดใหม่ชายาผู้ล่วงลับ โม่เหยียนซาง - บทที่ 145 )
ตงฟางเจ๋อสายตาไหวระริก คล้ายตระหนักบางสิ่งได้ ทว่ากลับถามเสียงนิ่ง
“นางถูกพิษใดหรือ?”
“ท่านหญิงหมิงอวี้ถูกพิษประหลาดตั้งแต่ยังเยาว์วัย พระชายาทรงทำทุกวิถี
ทางเพื่อค้นหายาวิเศษไปทั่วทุกหนทุกแห่ง เพื่อรักษาอาการนาง พิษในร่างกาย
ท่านอ๋องเป็นพิษที่ได้รับมาตอนที่ี่ี่นางกำลังขับพิษออกจากร่างพอดี แต่พิษของ
นางร้ายแรงกว่าท่านมาก เมื่อใดที่อาการกำเริบ แขนขาจะอ่อนแรง ไร้ซึ่งเรี่ยวแรง
ขัดขืน”
“เพราะเหตุนั้น นางถึงได้ถูกพี่รอง…” หัวใจของตงฟางเจ๋อพลันหนักอึ้งทันที
วันนั้นในห้องโถงไว้ทุกข์ของหลีซู เขาเห็นรอยฟกช้ำบนศพสตรี เห็นชัดว่าถูกคน
กระทำชำเรามา จากนั้นพระชายาก็โกรธแค้นจนตรอมใจตาย นั่นคงเป็นร่องรอยที่
ถูกตงฟางจั๋วขืนใจเป็นแน่! สตรีที่ทะนงตนถึงเพียงนั้น เพียงได้ใกล้ชิดกับนางข้าง
แม่น้ำหลานชางแค่คืนเดียว เขาก็สัมผัสได้ถึงนิสัยอันแกร่งกร้าวของนางแล้ว ชั่ว
ขณะหนึ่ง เขาถึงขั้นไม่กล้าจินตนาการ ว่าภายใต้สถานการณ์ที่หลีซูไร้แรงขัดขืน
นางทนรับการรังแกจากตงฟางจั๋วที่กำลังคลุ้มคลั่งได้อย่างไร! เขาอดไม่ได้ที่จะกำ
หมัดแน่น
“ใช่แล้วเพคะ” ซูหลีตอบทันที่ จู่ๆ นางก็ไม่อาจควบคุมความรู้สึกได้อีก กล่าว
เสียงดังด้วยอารมณ์อันพลุ่งพล่าน “หากไม่ใช่เพราะเหตุนี้ นางก็คงไม่กลัวที่จะ
กลับไปเผชิญหน้ากับเสด็จแม่ของนาง ถึงแม้นางจะถูกขืนใจ แต่ก็ไม่เคยคิดจะฆ่า
ตัวตาย! หญิงสาวนั้นให้ความสำคัญกับความบริสุทธิ์ของตนเองมากที่สุด ถูก
ปรักปรำด้วยความผิดร้ายแรงขนาดนั้น นางยังสืบหาคนที่วางแผนทำร้ายนางไม่
เจอ จะตายง่ายๆ อย่างนั้นได้เช่นไร?!
นางเพียงต้องการหาสถานที่ที่ไร้ผู้คน อยู่เงียบๆ เพียงลำพังสักครู่ เพื่อ
ใคร่ครวญเรื่องราวทั้งหมดที่เกิดขึ้น แต่ว่า… คนที่ทำร้ายนาง แผนการลึกล้ำ และ
รู้จักนิสัยนางเป็นอย่างดี ตั้งแต่ที่พิษกำเริบ จนถึงตอนออกจากจวน คนผู้นั้น
คำนวณเวลาไว้อย่างแม่นยำ! แล้วยังจ้างมือสังหารตามนางมาจนถึงที่นี่”
ทุกอย่างที่เกิดขึ้นในวันนั้นค่อยๆ ปรากฏชัดเจนขึ้น ความอัปยศอันเจ็บปวด
ทิ่มแทงถาโถมใส่จิตใจอีกครั้ง ตรงหน้าราวกับมีพายุโหมกระหน่ำ รู้สึกได้เพียงไอ
สังหารอันน่าสะพรึงกลัวที่พุ่งเข้ามา!
ซูหลีก้าวเท้าไปข้างหน้าช้าๆ ความเจ็บปวดฉายชัดในดวงตา “มือสังหารผู้นั้น
สวมชุดดำทั้งตัว ปิดบังใบหน้าไว้ด้วยหน้ากาก ไม่พูดพร่ำทำเพลง แทงกระบี่เข้ามา
ทันที! หลีซูตอบสนองรวดเร็ว นางหลบดาบนั้นได้!” สายตานางฉายประกายร้อน
รุ่ม ราวกับมองเห็นฉากไล่สังหารฉากนั้นด้วยตาตนเอง
ตงฟางเจ๋ออดไม่ได้ที่จะตะลึงงัน ม่านตาหดตัว
สายตาซูหลีผันเปลี่ยนไปมา กล่าวเสียงเย็นชา “หลีซูรู้ดีว่าตนเองไร้ซึ่ง
เรี่ยวแรง ต้องหลีกเลี่ยงการปะทะกับอีกฝ่ายอย่างถึงที่สุด แต่ไม่นานนางก็ค้นพบ
ว่าคนผู้นั้นไม่ได้ต้องการปล้นทรัพย์ แต่ต้องการสังหารนาง!”
ซูหลีก้าวเท้าไปทางซ้ายหนึ่งก้าว เสียงพูดเริ่มเร็วขึ้น “มือสังหารผู้นั้นมีวรยุทธ์
ที่ร้ายกาจมาก ทุกกระบวนท่าโหดเหี้ยม มุ่งหวังเอาชีวิตโดยตรง หลีซูหลบได้ครั้ง
เดียวก็กินแรงไปมากแล้ว ไม่นานนางก็เริ่มเสียเปรียบ”
ตงฟางเจ๋อก้าวเท้าไปข้างหน้าอย่างไม่รู้ตัว คล้ายกับว่ายามนี้เขาก็มองเห็น
ฉากที่สตรีอ่อนแอนางหนึ่งกำลังต่อสู้กับมือสังหารชุดดำอย่างดุเดือดด้วยเช่นกัน
ซูหลีสาวเท้าไปข้างหน้า ราวกับกำลังเดินตามสองคนนั้นที่กำลังต่อสู้กันและ
ค่อยๆ เคลื่อนตัวไปทางริมแม่น้ำ นางพูดรัวและเร็วขึ้นเรื่อยๆ”หลีซูเสี่ยงตาย
กระตุ้นชี่แท้ในร่างกาย ใช้ปิ่นทองที่เสด็จแม่มอบให้นางเป็นอาวุธ สู้กับมือสังหารผู้
นั้นอย่างสุดชีวิต! นางฝืนยืนหยัดด้วยเรี่ยวแรงทั้งหมดที่มีอยู่ได้นานทีเดียว แต่ก็
มิอาจล้มคู่ต่อสู้ได้ กระทั่งเมื่อเรี่ยวแรงใกล้หดหายมิอาจฝืนทนได้อีก ในที่สุดนางก็
ถูกอีกฝ่ายใช้กระบี่… แทงเข้าที่หัวใจ!”
ตงฟางเจ๋อชะงักงัน พลันรู้สึกเจ็บแปลบที่หน้าอก
ซูหลีชะงักฝีเท้า สายตาพลันแปรเปลี่ยน มือที่สั่นเทาน้อยๆ ยกกุมบาดแผลที่
เคยคร่าชีวิตนางอย่างไม่รู้ตัว นางเงยหน้า มองไปยังสถานที่ที่เคยเกิดการต่อสู้
อันดุเดือด พลางกล่าวเสียงแผ่วเบา “ถึงแม้อย่างนั้น นางก็ไม่ได้ปล่อยให้โอกาสใน
การโจมตีครั้งสุดท้ายหลุดมือไป นางพุ่งตัวไปข้างหน้าด้วยแรงเฮือกสุดท้ายที่มี!”
ตงฟางเจ๋อเกร็งไปทั้งตัว ซูหลียังพูดไม่ทันจบประโยค เขาก็เข้าใจหมดแล้ว หลี
ซู… นาง นางถึงกับเลือกใช้วิธีอันโหดร้ายถึงเพียงนั้นเพื่อจบชีวิตตนเอง!
“กระบี่นั้น แทงทะลุร่างกายนางทันที… โลหิตสีแดงสดไหลทะลัก แดงเสียยิ่ง
กว่าชุดแต่งงานของนาง นางใช้แรงเฮือกสุดท้ายที่เหลืออยู่แทงปิ่นไปที่ท้องของ
อีกฝ่ายอย่างแรง!” ซูหลีดึงปิ่นปักผมและแทงออกไปข้างหน้าอย่างแรง ก่อนจะ
พูดต่อ “มือสังหารผู้นั้นคงไม่มีทางคาดคิดว่านางจะยอมตายแต่ไม่ยอมศิโรราบ
ด้วยความเดือดดาล เขาซัดฝ่ามือใส่ร่างนางจนกระดูกแหลกละเอียด!”
นางหยุดพูด และมองดูผิวน้ำที่มีคลื่นป่วนพล่าน ใบหน้าเต็มไปด้วยความโกรธ
แค้น เรี่ยวแรงทั้งหมดราวกับถูกดูดออกจากร่าง กล่าวอย่างเหม่อลอย “หลีซูถูก
ซัดตกแม่น้ำหลานชาง และไม่เคยลอยกลับขึ้นมาอีก”
ทิวทัศน์อันงดงามดั่งภาพวาดข้างแม่น้ำคล้ายหายไปในพริบตา ภาพ
เหตุการณ์อันโหดร้ายและน่าเศร้าเหล่านั้น ราวกับฉายชัดต่อหน้าตงฟางเจ๋อ หัวใจ
ของเขาเต้นเร็วขึ้นอย่างไม่อาจควบคุม
ซูหลีแหงนหน้าขึ้น ค่อยๆ หลับตา ขอบตาร้อนผ่าวเล็กน้อย ระลอกคลื่นใน
แม่น้ำซัดสาดเอาความอยุติธรรมและความอัปยศของนางไป ชีวิตวัยสาวของหลีซู
ถูกอาบไปด้วยโลหิตสีแดงฉาน!
ซูหลีข่มกลั้นอารมณ์ของตนเองอย่างสุดความสามารถ กล่าวเสียงเบาว่า
“หยกศิลาล้วนแหลกลาญ [1] คือทางเลือกสุดท้ายที่นางสามารถเลือกให้ตนเอง
ได้ และเป็นการตายอย่างมีเกียรติที่สุด!”
ตงฟางเจ๋อจ้องมองซูหลี ผ่านไปเนิ่นนานก็ไม่เอ่ยวาจาใด เรื่องจริงอันโหดร้าย
ทำให้เขารู้สึกหนักอึ้งจนหายใจไม่ออก ไม่ว่าการที่นางทุ่มเทเพื่อรื้อคดีหลีซูขึ้นมา
ใหม่จะมีจุดประสงค์ใดกันแน่นั้น ยามนี้ ความรู้สึกที่ซูหลีแสดงออกมาเป็นของจริง
แน่นอน ราวกับว่าแม้แต่ลมหายใจก็ยังแฝงไว้ด้วยความเจ็บปวด หากไม่ใช่คนที่
รู้สึกราวกับประสบเหตุการณ์ด้วยตนเอง ไม่มีทางรู้สึกอย่างนี้ได้แน่นอน! วินาทีนี้
เขาแทบจะล้มเลิกความคิดของตนเอง และเลือกที่จะเชื่อว่าหลีซูมาเข้าฝันนาง
จริงๆ
ดวงตาซูหลีเศร้าสลด ความเจ็บปวดสะท้อนชัด นิ้วมือของนางสั่นระริกอย่าง
ไม่อาจควบคุม เห็นชัดว่ากำลังพยายามควบคุมอารมณ์อย่างสุดความสามารถ
น้อยนักที่นางจะแสดงด้านที่อ่อนแอเช่นนี้ออกมา หัวใจของตงฟางเจ๋อพลัน
เจ็บปวดอย่างไม่อาจอธิบาย ความรู้สึกสงสารถาโถมจิตใจอย่างที่ไม่เคยเป็นมา
ก่อน ยามนี้เขาอยากรวบนางเข้ามากอดเหลือเกิน อยากปกป้องนาง ไม่ให้นางถูก
ทำร้ายอีกตลอดกาล ตลอดกาล? เขาพลันรู้สึกตัว ตั้งแต่เมื่อใดกันที่ตนเองมี
ความคิดเช่นนี้ต่อนาง? หัวใจพลันหนักอึ้ง จู่ๆ เขาก็รู้สึกกระสับกระส่ายขึ้นมา
“ท่านอ๋องรู้หรือไม่เพคะ คนที่มีความปรารถนาอยากมีชีวิตอยู่อย่างแรงกล้า
กลับถูกบีบคั้นให้เข้าสู่สถานการณ์สิ้นหวัง และต้องตัดสินใจทำเช่นนั้น มันเป็น
เรื่องที่ยากเย็นเพียงใด? นางอดทนได้นานถึงเพียงนั้น แต่ก็ไม่มีผู้ใดผ่านมาสักคน
เพราะสวรรค์ไม่ให้ทางเลือกอื่นแก่นาง”
ดวงตาที่แยกสีดำขาวชัดเจนของนางหันมามองเขาตรงๆ แล้วกล่าวต่อว่า
“หม่อมฉันรู้ว่าท่านอ๋องเคลือบแคลงต่อวาจาของหม่อมฉัน หากเป็นแต่ก่อน
หม่อมฉันก็ไม่มีทางเชื่อเรื่องบ้าๆ เช่นนี้เหมือนกัน หลังตายท่านหญิงหมิงอวี้มา
เข้าฝันหม่อมฉันทุกค่ำคืน เหตุการณ์อันโหดร้ายเหล่านั้นปรากฏในความฝันของ
หม่อมฉันเสมือนจริงทุกฉาก ค่ำคืนแล้วค่ำคืนเล่า…”
ซูหลีหอบหายใจ แล้วกล่าวต่อ “ท่านหญิงต้องทนกล้ำกลืนความแค้น ไม่รู้จะไป
ร้องขอความเป็นธรรมจากที่ใด จึงได้มาขอความช่วยเหลือจากหม่อมฉัน หาก
หม่อมฉันยังไม่ช่วยนางร้องขอความเป็นธรรม หลักธรรมแห่งสวรรค์จะยังมีอยู่
อีกหรือเพคะ?”
นางรู้ดีถึงความคลางแคลงใจของตงฟางเจ๋อ คนอย่างเขาจะเชื่อเรื่องผีสาง
ง่ายๆ ได้อย่างไร เพราะเรื่องที่อธิบายยากที่สุดได้เกิดขึ้นกับตนเองแล้ว ไม่ว่าเขาจะ
เชื่อหรือไม่ ทั้งหมดนี้ก็เป็นเรื่องจริงที่ไม่อาจลบล้างได้ และนางก็จะไม่ปล่อยให้เขา
เจอจุดน่าสงสัยเด็ดขาด
ตงฟางเจ๋อพ่นลมหายใจยาวๆ ฟื้นคืนสติในพริบตา กล่าวเสียงเย็น “คดีของ
ท่านหญิงหมิงอวี้มีจุดน่าสงสัยมากมายจริงๆ สมควรตรวจสอบอย่างละเอียด!”
ซูหลีสายตาเป็นประกาย “ก่อนหน้านี้ท่านอ๋องก็เคยสืบเรื่องของท่านหญิงเช่น
กัน ไม่ทราบว่าได้เบาะแสใดบ้างหรือไม่เพคะ?”
ที่
ที่
1 หยกศิลาล้วนแหลกลาญ แปลว่า นำหยกที่เป็นของสูงค่าไปเผารวมกับหินที่เป็นของด้อยค่า แน่นอนว่าย่อม
ทำให้หยกสูญเสียความงดงามหรือย่อยยับลงได้ ภาษิตนี้ใช้เปรียบเทียบการไม่แยกแยะผิดชอบชั่วดี จนทำให้
ของสูงค่าเสียหายมอดม้วย คล้ายกับภาษิตไทยคือ เอาทองไปลู่กระเบื้อง เอาพิมเสนไปแลกเกลือ