กำเนิดใหม่ชายาผู้ล่วงลับ โม่เหยียนซาง - บทที่ 216 )
ซูหลีเลิกคิ้วเล็กน้อย “ไม่ได้หรือเพคะ?”
ตงฟางเจ๋อหันมองนาง นัยน์ตาลึกล้ำ ไม่เอ่ยคำใดอีก หลังจากเรื่องแก้พิษ เขา
ก็มั่นใจในความรู้สึกของนางแล้ว แต่ในทางตรงกันข้าม เขากลับคาดเดาความคิด
ของนางไม่ถูก ในเมื่อนางชอบเขาจากใจ เหตุใดยังต้องระวังเขาถึงเพียงนี้ ไม่ยอม
พูดความจริงกับเขาแม้แต่ประโยคเดียว ซ้ำยังหลีกเลี่ยงความใกล้ชิดจากเขามาก
ขึ้นเรื่อยๆ เช่นนี้อีก?
ไล่ตามมาตลอดทาง ไม่เห็นเงาของเสือดาว ซูหลีหมายจะเอ่ยว่าตามมาผิดทาง
หรือไม่? แต่ยามนี้เอง เสือดาวที่ซ่อนตัวอยู่ในพุ่มไม้ไกลๆ กลับสัมผัสได้ถึงการ
สะกดรอยตามของนักล่าอย่างว่องไว มันตวัดสายตาดุร้ายไม่เป็นมิตรทอดมองมา
ก่อนจะพุ่งตัวเข้าไปยังพุ่มไม้ที่ลึกกว่าอย่างรวดเร็ว
ครานี้ตงฟางเจ๋อไม่ยอมปล่อยผ่าน เขาง้างธนูเต็มวงแขน และปล่อยออกไป
อย่างรวดเร็ว ‘สวบ’ ลูกธนูแหลมคมพุ่งแหวกอากาศ พุ่งตัวเป็นเกลียวไปข้างหน้า
ด้วยความเร็วสูง
เสียงคำรามเคียดแค้นของสัตว์ร้ายดังกึกก้องไปทั่วฟ้า พาให้นักล่าทุกคนที่
อยู่ในสนามต่างพากันชะงักไปชั่วขณะ
ซูหลีกับหวั่นซินพลันอึ้งงัน หันไปมองหน้ากันโดยสัญชาตญาณ ทักษะการยิง
ธนูอันยอดเยี่ยมของตงฟางเจ๋อ ไม่ได้เป็นเพียงข่าวลือดังคาด วิธีการยิงธนูแบบ
หมุนควงกลางอากาศเช่นนี้ ถึงแม้จะแม่นยำกว่ายิงตรง แต่ความเร็วกลับลดลง
อย่างมาก ด้วยเหตุนี้จึงไม่มีใครยิงเป็น นางกระทั่งยังมองไม่เห็นว่าเหยื่ออยู่ที่ใด
เขากลับยิงโดนอย่างแม่นยำ เห็นได้ชัดว่าเขาไม่เพียงมีทักษะการยิงธนูที่ยอด
เยี่ยม สัญชาตญาณว่องไว แต่ยังมีกำลังภายในที่ลึกล้ำยากคาดเดาอีกด้วย! โดย
เฉพาะยามนี้เมื่อพิษของดอกฉิงฮวาถูกแก้แล้ว เขาก็ไร้ซึ่งความกังวลอีก
เซิ่งฉินรีบเข้าไปเก็บศพเหยื่อ ตงฟางเจ๋อกับซูหลีก็ขี่ม้าเข้าไป แต่ในตอนนี้เอง
ลึกเข้าไปในป่าทึบ สตรีนางหนึ่งกลับตะโกนร้องอย่างดีใจ “ยิงโดนแล้ว! ยิงโดน
แล้ว!”
เมื่อเสียงหัวเราะกังวานใสของหญิงสาวดังขึ้น เงาร่างสีแดงเพลิงดั่งก้อนเมฆ
ณ ขอบฟ้าสายหนึ่งพุ่งพรวดเข้ามาอย่างรวดเร็ว อาภรณ์สีแดงเพลิง ชุดแต่งกาย
ชาวต่างถิ่น ผู้มาอายุราวสิบห้าสิบหกปี เส้นผมยาวสวยที่ถูกรวบสูงปลิวไสวกลาง
อากาศไปตามแรงควบม้า ไข่มุกหลากสีประดับอยู่บนหน้าผาก ยามแสงตะวันที่
ส่องลอดเข้ามาในป่าทึบสาดกระทบไข่มุกหลากสีบนศีรษะนาง พลันเปล่งประกาย
ระยิบระยับ งามสะดุดตา ทว่าสิ่งที่สะดุดตายิ่งกว่าไข่มุก คือดวงหน้าอันงดงาม
สดใส และรอยยิ้มที่เจิดจ้าดั่งแสงตะวันของหญิงสาว นางตะบึงม้าเข้ามาด้วย
ความเร็ว
ราศีโดดเด่นสะดุดตาถึงเพียงนี้ หากอีกฝ่ายไม่ใช่สตรี ซูหลีแทบจะคิดว่าเป็น
หยางเซียวมาเยือนแล้ว!
ด้านหลังนางมีผู้ติดตามหญิงที่แต่งกายด้วยชุดชาวต่างถิ่นเหมือนกันตามมา
หนึ่งคน นางกล่าวอย่างดีใจ “องค์หญิง ผลงานชั้นยอดต้องตกเป็นขององค์
หญิงแน่นอนเพคะ!”
เสียงหัวเราะแหลมใสของหญิงสาวดังทะลุชั้นเมฆ ราวกับเสียงนกนางแอ่นก็มิ
ปาน หญิงสาวชุดแดงดึงบังเหียน เงยหน้ามาเห็นตงฟางเจ๋อ ก็ร้อง ‘เอ๊ะ’ อย่าง
แปลกใจ ดวงตากลมโตยิ่งเป็นประกายเจิดจ้าน่าประทับใจ นางมองพิจารณาเขา
ขึ้นลง คล้ายไม่เคยเห็นบุรุษใดรูปงามเท่านี้มาก่อน!
หญิงสาวนางนั้นหันมองอีกทาง สายตาปะทะเข้ากับใบหน้าซูหลี แววตาเป็น
ประกายเจิดจ้าอีกครั้ง เต็มไปด้วยความรู้สึกแปลกใหม่และค้นหา
เซิ่งฉินเห็นหญิงผู้ติดตามเดินไปหมายจะเก็บซากเสือดาว ก็ขมวดคิ้วเอ่ยปราม
“เสือดาวตัวนี้ท่านอ๋องของข้ายิงได้! เจ้าห้ามแตะต้อง!”
หญิงผู้ติดตามชุดเขียวนางนั้นอึ้งงัน รีบกล่าวตาขวาง “เจ้าพูดจาเหลวไหล!
เสือดาวตัวนี้องค์หญิงของข้ายิงโดน! นี่ไง เจ้าดู ลูกธนูขององค์หญิงยังอยู่บนตัว
มันอยู่เลย!” หญิงผู้ติดตามชุดเขียวพลิกศพเสือดาว บนท้องสีขาวนวลมีลูกธนู
ปีกนกสีขาวเสียบคาอยู่ บนลูกธนูมีอักษร ‘องค์หญิงเจาหวา’ ปรากฏเด่นชัด
เป็นองค์หญิงเจาหวาหยางเสวียนที่เลื่องชื่อที่สุดในแคว้นเปี้ยนดังคาด! ถึง
แม้เห็นแวบแรกก็รู้ฐานะของอีกฝ่ายแล้ว แต่ยามนี้ซูหลีกลับตึงเครียด หันไปมอง
บุรุษข้างกาย เห็นเพียงเขากำลังมองไปข้างหน้าด้วยสายตาลึกล้ำ มองไปยังหญิง
สาวอาภรณ์สีแดงสดใสที่งดงามสะดุดตาบนหลังม้าผู้นั้น แววชื่นชมพาดผ่าน
ดวงตาเขา
เซิ่งฉินอึ้งไปเล็กน้อย รีบพลิกศพเสือดาวไปอีกด้าน ชี้ไปที่ลูกธนูปีกนกสีดำที่
ปักอยู่บนคอเสือดาว บนลูกธนูปรากฏอักษร ‘เจิ้นหนิงอ๋อง’ บ่งบอกถึงเจ้าของ
เหยื่ออย่างชัดเจน
หญิงผู้ติดตามชุดเขียวเบิกตากว้าง ที่แท้ตงฟางเจ๋อและองค์หญิงเจาหวาก็
ยิงเสือดาวตัวนี้ได้พร้อมกัน ธนูที่ปักตรงคอคือจุดปลิดชีพ ลูกที่อยู่ตรงท้องก็ปัก
ลงไปลึกยิ่งนัก ยากจะตัดสินว่าผู้ใดเป็นคนยิงมันตาย
“องค์หญิงเพคะ! พวกเขาต้องการแย่งผลงานขององค์หญิง!” หญิงผู้
ติดตามชุดเขียวลุกขึ้นอย่างโกรธเคือง ร้องขึ้นอย่างเดือดดาล
เซิ่งฉินคัดค้านเสียงเกรี้ยว “เสือดาวตัวนี้ เดิมทีท่านอ๋องของข้าก็ไล่ล่ามาจาก
ทางนั้นแต่แรก พวกเจ้าแย่งเหยื่อของผู้อื่น แล้วยังใส่ความกันอีก!”
เจ้านายของทั้งสองยังไม่ทันเอ่ยคำใด บ่าวรับใช้ก็ทะเลาะกันเสียก่อนแล้ว
ตงฟางเจ๋อกระดกคิ้วเบาๆ”องค์หญิงเจาหวาแห่งแคว้นเปี้ยน รูปโฉมโดดเด่น
งดงามผึ่งผาย ศิลปะต่อสู้ยอดเยี่ยม ช่ำของการขี่ม้ายิงธนู เป็นจริงดังข่าวลือตาม
คาด!”
หญิงสาวชุดแดงกะพริบตาปริบๆ ถูกคนชมต่อหน้าเช่นนี้ นางไม่เหนียมอาย
เช่นสตรีทั่วไป กลับหัวเราะอย่างร่าเริง “เจิ้นหนิงอ๋องผู้เลื่องชื่อแห่งแคว้นเฉิง รูป
โฉมหล่อเหลา ฉลาดปราดเปรื่อง เย็นชาห่างเหิน… ความจริงท่านไม่ได้เย็นชา
เหมือนในข่าวลือ! เช่นนี้ก็ดี! เย็นชาในยามที่ควรเย็นชา ยามที่ควรอ่อนโยนก็อ่อน
โยนมาก บุรุษเช่นนี้มีเสน่ห์ที่สุด! ข้าชอบยิ่งนัก!” นางหัวเราะอย่างเบิกบาน ราวกับ
พบบุรุษในดวงใจที่สวรรค์ประทานให้อย่างไรอย่างนั้น
ซูหลีหนักอึ้งในใจ สีหน้ากลับไร้ซึ่งคลื่นอารมณ์ เงยหน้ามองตงฟางเจ๋อ ทว่า
กลับคาดไม่ถึงว่าเขากำลังมองมาพอดี ซูหลีแย้มยิ้มบางๆ คล้ายกำลังบอกว่า ท่าน
มีผู้ชื่นชมเพิ่มมาอีกคนแล้ว
ตงฟางเจ๋อกระตุกมุมปากเล็กน้อย เพียงยิ้มอ่อนๆ ไม่รู้ว่าหมายความเช่นไร
ได้ยินเพียงหยางเสวียนกล่าวว่า “ข้ามาเยือนเป็นครั้งแรก เสือดาวตัวนี้ เจิ้น
หนิงอ๋องยอมยกให้ข้าเป็นเช่นไร?” รอยยิ้มของนางร่าเริงสดใส พาให้ผู้คนยากจะ
ปฏิเสธ
ตงฟางเจ๋อกลับเอ่ยด้วยสีหน้าไร้อารมณ์ “ในเมื่อองค์หญิงเอ่ยปากขอ ข้าย่อม
ต้องอยากให้เกียรติ แต่จนใจที่ข้าสัญญาต่อหน้าฮองเฮาไว้แล้วว่าจะใช้ผลงานนี้
ชดเชยที่มาสาย หวังว่าองค์หญิงจะทรงให้อภัย”
ครั้นเห็นเขาไม่ยอมถอยให้ ในที่สุดรอยยิ้มของหยางเสวียนก็จางลง คิ้วงาม
ขมวดเบาๆ กล่าวด้วยสายตาเด็ดเดี่ยว “ข้าเองก็เคยกล่าวต่อหน้าฮ่องเต้แคว้น
เฉิงเช่นกันว่าจะสร้างผลงานเพื่อแลกกับรางวัลงามจากแคว้นเฉิง! ฉะนั้นผลงาน
นี้ ข้าจะต้องครอบครองให้จงได้!”
ตงฟางเจ๋อสายตาขรึมลง สีหน้าไม่บ่งบอกอารมณ์ นัยน์ตาคมปลาบดั่งดาบ
น้ำแข็ง กลิ่นอายเย็นชาพลันแผ่กำจาย ราวกับต้องการแช่แข็งอากาศ
หญิงผู้ติดตามชุดเขียวหน้าเปลี่ยนสี ถอยไปยืนข้างหยางเสวียนอย่างไม่รู้ตัว
หยางเสวียนสั่นสะท้าน ม้าที่อยู่เบื้องล่างเองก็คล้ายจะรับรู้ได้ถึงอันตราย ถึงขั้น
สะบัดศีรษะส่งเสียงคราง ถอยหลังไปสองก้าว
ที่แท้นี่ก็คือไอพิฆาตของเขา เย็นเยียบไปจนถึงกระดูกเช่นนี้!
บรรยากาศพลันตึงเครียด
พวกเขาต่างรู้ดีว่าในการล่าสัตว์ ผู้ใดมีผลงานเป็นคนแรกเป็นเรื่องสำคัญมาก
เห็นชัดว่ายามนี้ทั้งสองล้วนไม่คิดจะถอย
ยามนี้ เสียงกีบเท้าม้ากระทบพื้นดังมาจากรอบข้าง ฮ่องเต้แห่งแคว้นเฉิง
พร้อมหลีเฟิ่งเซียน จั้นอู๋จี๋ เหลียงสือชูและคนอื่นๆ ควบม้ามาตามเสียงคำราม
อย่างเคียดแค้นของเสือดาว ผ่านไปไม่นาน ตงฟางจั๋วเองก็มาปรากฏตัวอยู่ข้าง
หลังด้วย
เห็นสัตว์ร้ายนอนแน่นิ่งอยู่บนพื้น ฮ่องเต้พลันสำราญพระทัย สีหน้ารื่นรมย์
หัวเราะแล้วกล่าวว่า “ดูท่าคงมีคนชิงทำผลงานได้เป็นคนแรกแล้ว เสือดาวตัวนี้ ผู้
ใดเป็นคนสังหาร?”
ไม่รอให้ตงฟางเจ๋อเปิดปาก หยางเสวียนพลิกกายลงจากม้า ค้อมกายไปทาง
ฮ่องเต้ ยิ้มพลางเอ่ยว่า “ทูลฝ่าบาท… เป็นเจาหวา… และเจิ้นหนิงอ๋องสังหารได้
พร้อมกัน เจาหวากำลังอยากขอให้ฝ่าบาททรงพิจารณา ผลงานนี้… สมควรเป็น
ของผู้ใดกันแน่เพคะ?”