กำเนิดใหม่ชายาผู้ล่วงลับ โม่เหยียนซาง - บทที่ 221 )
ตงฟางจั๋วที่เงียบงันราวกับไม่มีตัวตนมาตลอด พลันเงยหน้ากล่าวเสียเย็น
“ไม่ได้!”
ฮองเฮาขมวดคิ้ว หยางเสวียนถามอย่างสงสัย “เหตุใดไม่ได้เล่าเพคะ?”
ตงฟางจั๋วกล่าวด้วยสายตาคมปลาบ “เป็นถึงองค์หญิงแห่งแคว้นเปี้ยน หาก
ลดเกียรติมาพักจวนท่านหญิง ใต้ฟ้าไม่เอาไปพูดว่าแคว้นเฉิงเราละเลยทูตผู้มี
เกียรติหรอกหรือ? องค์หญิงสามารถพักในวังหลวง หรือพักในจวนรับรองทูต
ก็ได้ กระทั่งสามารถร้องขอให้เสด็จพ่อเปิดจวนองค์หญิงให้ท่านต่างหากก็ยังได้
อย่างไรก็ตาม จวนท่านหญิง ไม่เหมาะกับองค์หญิง!”
“แต่เจาหวาอยากพักที่จวนท่านหญิงนี่!” หยางเสวียนคล้ายต้องการงัดข้อกับ
เขา เอ่ยอย่างเด็ดเดี่ยว “ครานี้เจาหวาไม่ได้มาในฐานะทูต จะมีคนเอาไปพูดว่าแคว้น
เฉิงละเลยทูตได้เช่นไร? จิ้งอันอ๋องทรงคิดมากไปแล้วเพคะ!”
ตงฟางจั๋วจ้องนางด้วยสายตาเย็นชา ไม่ว่าใครก็ดูออกว่าองค์หญิงผู้นี้มี
เจตนาไม่บริสุทธิ์ เขาไม่ยอมให้คนเช่นนี้อยู่ข้างกายนางแน่นอน! อันตรายเกินไป!
ตงฟางจั๋วกล่าวเสียงเข้ม “ที่นี่ไม่ใช่แคว้นเปี้ยน องค์หญิงสมควรเข้าเมืองตา
หลิ่วต้องหลิ่วตาตาม ทำตามกฎของแคว้นเฉิงเรา หากอยากเรียนกฎระเบียบและ
มารยาทจริงๆ ก็ไม่จำเป็นต้องพักในจวนท่านหญิงอย่างเดียว!”
หยางเสวียนมองหน้าเขา แล้วแย้มยิ้ม “ได้ยินมานานว่าท่านอ๋องทั้งสองของ
แคว้นเฉิงต่างชมชอบหลงใหลในตัวท่านหญิงหมิงซียิ่งนัก วันนี้ได้มาเห็นกับตา
เป็นจริงดังข่าวลือว่าไว้ หรือท่านอ๋องทั้งสองกลัวเจาหวาจับท่านหญิงกิน? เฮ้อ!
หม่อมฉันก็นึกว่าผู้ชายแคว้นเฉิงจะมีดีสักเพียงใด ที่แท้ก็ใจแคบเช่นนี้เอง!”
สายตาตงฟางจั๋วพลันเปลี่ยนไป ซูหลียิ้มพลางกล่าวว่า “องค์หญิงเข้าพระทัย
ผิดแล้วเพคะ เหตุที่ท่านอ๋องทั้งสองไม่เห็นด้วย ไม่ใช่เพราะห่วงว่าองค์หญิงจะทำ
อะไรไม่ดีกับซูหลี แต่กลัวว่าองค์หญิงจะลำบากใจต่างหากเล่าเพคะ!”
หยางเสวียนคลี่ยิ้มกว้างอีกครั้ง “ข้าไม่กลัวลำบาก กลัวก็แต่ท่านหญิงหมิงซี
จะรำคาญเจาหวา ไม่ยอมให้เจาหวาพักร่วมกับท่าน ช่างเถิด ในเมื่อเจาหวาไม่ได้
รางวัลที่อยากได้… รางวัลในวันนี้ เจาหวาถือว่าไม่ได้รับเสียดีกว่า” เอ่ยจบ ก็ถอน
หายใจอย่างผิดหวัง
ฮ่องเต้ขมวดคิ้วกล่าวว่า “ได้รับรางวัลไปแล้ว เหตุใดจึงถือว่าไม่ได้รับเล่า? หาก
ข่าวลือแพร่ออกไปผู้คนจะไม่ครหาว่าข้าตระบัดสัตย์หรอกหรือ? หมิงซี ให้องค์
หญิงเจาหวาพักในจวนเจ้า มีเรื่องใดไม่สะดวกเช่นนั้นหรือ?” ความหมายของ
ฮ่องเต้กระจ่างชัดในทันที!
ซูหลีลอบถอนใจ รู้แต่แรกแล้วว่าผลลัพธ์ต้องออกมาเป็นเช่นนี้ นางทำได้
เพียงหลุบตากล่าวอย่างทอดถอนใจ “ทูลฝ่าบาท หมิงซีรู้สึกเป็นเกียรติยิ่งนักที่
องค์หญิงทรงโปรดปรานหมิงซี ไม่มีเรื่องใดไม่สะดวก ทุกอย่างล้วนฟังคำสั่งของ
ฝ่าบาทเพคะ”
“หมิงซีรู้ความดังคาด ดี เรื่องนี้ตกลงตามนี้ก็แล้วกัน!” ฮ่องเต้โบกมือ สั่งให้
คนส่งแก้วแหวนเงินทองเหล่านั้นไปยังจวนท่านหญิง ถือเป็นรางวัลให้ซูหลี
ซูหลีก้มหน้า ถูกบีบบังคับเช่นนี้ นางไม่ทำตัวรู้ความแล้วจะทำอย่างไรได้?
ใกล้ได้เวลามื้อเที่ยง ฮ่องเต้ลุกขึ้น หมายจะกลับวังเสวยมื้อกลางวัน ฮองเฮา
รีบลุกขึ้นเดินตามไป แต่ในตอนนี้เอง เสียงคำรามลั่นของสัตว์ร้าย และเสียงกรีด
ร้องแหลมๆ ของทหารยาม พลันดังมาจากสนามล่าสัตว์
ซูหลีหันไปมอง เห็นเพียงเสือดุร้ายตัวหนึ่งวิ่งชนรั้วล้อม พุ่งตัวเข้ามาทางนี้
ด้วยท่าทางดุดันน่ากลัว
ทุกคนตะโกนแตกตื่น
“คุ้มกันฝ่าบาท!” หัวหน้าองครักษ์เซียวฟั่งตะโกนสั่งเสียงเข้ม เขาชักดาบ ยืน
คุ้มกันอยู่ตรงหน้าฮ่องเต้ ตวาดสั่งเสียงดัง “สกัดมันไว้!”
เหล่าทหารที่เฝ้าระวังอยู่นอกสนามล่าสัตว์ไม่ทันได้ชักดาบ ก็ถูกกระโดดใส่จน
ล้มลงกับพื้น เลือดสีแดงสดสาดกระเซ็นคาที่
เสียงครวญครางดังขึ้นเป็นระลอก เสียงกรีดร้องแหลมๆ ดังระงมไปทั่ว จุดที่
เสือร้ายวิ่งผ่าน เลือดเนื้อสาดกระเซ็น กลิ่นคาวเลือดลอยคลุ้งไปทั่วสนาม รอบทิศ
เต็มไปด้วยกลิ่นอายแห่งความตายในพริบตา
เหล่านางกำนัลและขันทีที่ติดตามฮ่องเต้มาไม่เคยเห็นฉากนองเลือดเช่นนี้มา
ก่อน ต่างตกใจจนวิญญาณแทบจะหลุดออกจากร่าง บ้างก็ยกมือกุมหัวมุดหาที่
ปลอดภัย บ้างก็หมดสติไปทันที
สถานการณ์โกลาหลวุ่นวายอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
ทุกคนที่อยู่ในที่เกิดเหตุ ส่วนใหญ่ล้วนแล้วแต่เป็นขุนพลที่ชำนาญศึก โดย
เฉพาะคนระดับหลีเฟิ่งเซียนที่เคยผ่านสมรภูมิรบมานาน มีเหตุการณ์ใดบ้างไม่เคย
เจอ ยามนี้กลับหน้าเปลี่ยนสีอย่างไม่อาจควบคุม
ธนูและลูกศรทั้งหมดล้วนถูกเก็บหมดแล้ว ไม่มีผู้ใดสามารถต้านทานการโจมตี
อันดุดันของเสือร้ายได้ แม้แต่หยางเสวียนที่ล่าสัตว์มานาน สังหารสัตว์ร้ายมานับ
ไม่ถ้วน ปฏิกิริยาแรกของนางคือดึงหญิงผู้ติดตามชุดเขียวที่ตกใจจนอึ้งค้างไป
แล้วให้ถอยหลังเท่านั้น
ซูหลีไม่เคยเห็นสัตว์ที่ดุร้ายเช่นนี้มาก่อน ช่วยไม่ได้ที่จะตกใจ นางถูกหวั่นซิน
ดึงถอยหลังอย่างรวดเร็ว แต่เสือร้ายตัวนั้นคล้ายหมายตานางแล้ว มันกระโดด
กลางอากาศพุ่งตัวมาทางนางอย่างรวดเร็ว
หวั่นซินหน้าเปลี่ยนสี รีบดึงนางไปหลบด้านหลังตนเอง พลิกมือแย่งดาบยาว
จากมือทหารนายหนึ่งมาตวัดฟันไปยังศีรษะของเสือร้าย เสือร้ายเห็นประกายดาบ
ยิ่งเพิ่มความเกรี้ยวกราด ลำตัวขนาดใหญ่กลับเบี่ยงหลบอย่างคล่องแคล่ว อ้อม
ผ่านหวั่นซินพุ่งตัวตรงไปยังซูหลี
น้ำลายเหม็นๆ ของมันแทบจะหยดจากปากกว้างของมันลงบนใบหน้านาง ซู
หลีขมวดคิ้ว รีบเบี่ยงกายหลบ และตั้งสติโดยเร็ว อยากเอื้อมมือหยิบดาบแต่กลับ
ไม่ทันกาลแล้ว นางทำได้เพียงดึงปิ่นปักผมที่ไม่ได้แหลมคมบนเรือนผมแทงลงไป
ที่ลำคอเสือร้ายตัวนั้นแรงๆ
เสือร้ายได้รับบาดเจ็บ มันคำรามอย่างเดือดดดาลดังสนั่นลั่นฟ้า ทำเอาแก้วหู
นางแทบฉีก ในปากของเสือร้าย ฟันแหลมคมสีขาวสี่ซี่ เหมือนต้องการฉีกร่างนาง
และกลืนลงท้องทั้งเป็น
ไม่มีเวลาให้แตกตื่น หรือหวาดกลัว ซูหลีย่อกายต่ำโดยสัญชาตญาณ ตีลังกา
หลบหลีกการโจมตีที่อันตรายถึงชีวิตอย่างว่องไว
เสือร้ายตัวนั้นโจมตีพลาดเป้า มันหันหน้ามาอย่างเดือดดาล เริ่มจู่โจมรุนแรง
ขึ้น
เหตุการณ์ทั้งหมดเกิดขึ้นภายในเวลาเพียงชั่วพริบตาเท่านั้น ไม่มีเสียงกรีด
ร้องอย่างหวาดกลัว หรือเสียงร้องขอความช่วยเหลืออย่างลนลาน เพราะต่อหน้า
สถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงกะทันหันเช่นนี้ การกระทำเหล่านั้นล้วนดูไร้ความหมาย
นางไม่มีเวลาทำเรื่องเหล่านั้น
ซูหลีไม่เหลือสิ่งของใดที่สามารถนำมาเป็นอาวุธได้อีกแล้ว นางแทบจะมองเห็น
กรงเล็บของเสือร้ายย่ำลงบนกายตนเองแล้ว ในเสี้ยววินาทีคับขันนั้น เงาร่างสูง
ใหญ่สองสายราวกับโบยบินลงมาจากฟากฟ้า ตวัดเท้าเตะไปที่ศีรษะของเสือร้าย
อย่างแรง
‘กรร’ เสียงคำรามดังก้องฟ้า สัตว์ร้ายตัวใหญ่ถูกเตะล้มลงกับพื้น ตงฟางเจ๋อ
และตงฟางจั๋วเคลื่อนไหวอย่างพร้อมเพรียง พวกเขาดึงซูหลีให้ลุกขึ้น และปกป้อง
นางไว้ด้านหลังทันที
ทั้งสองคน ท่าทางราวกับยังหวาดเสียวกับเหตุการณ์เมื่อครู่ไม่หาย
มือทั้งสองข้างของนางถูกพวกเขากุมไว้แน่นคนละข้าง ตงฟางเจ๋อใบหน้า
ตึงเครียด ถามเสียงร้อนรน “เจ้าไม่เป็นไรใช่หรือไม่?” น้ำเสียงที่ยามปกติมักทุ้ม
ลึกมั่นคง ยามนี้กลับสั่นเทาเล็กน้อย ความตื่นตระหนกและความห่วงใยของเขาที่
แสดงออกมาให้เห็นอย่างไม่คิดปกปิด ทำให้ความหวาดกลัวในส่วนลึกของหัวใจ
นางสงบลงอย่างน่าประหลาด
ซูหลีส่ายหน้าเบาๆ สายตาที่ทอดมองเขาไม่ได้เย็นชาเช่นในยามปกติอีก
ตงฟางจั๋วคล้ายเพิ่งรู้ตัวว่าตนเองกำลังทำอะไร สายตาพลันเปลี่ยน รีบปล่อย
มือนาง จ้องสัตว์ร้ายด้วยใบหน้าซีดเผือด
ทหารถือดาบล้อมเข้ามา เสือร้ายตัวนั้นพลิกกายลุกขึ้น หมุนกายเปลี่ยนทิศพุ่ง
ตัวไปทางฮองเฮาที่มีทหารคุ้มกันอยู่ไม่มาก
ฮองเฮาไม่เคยพบเห็นสัตว์ที่ดุร้ายเช่นนี้ นางตกใจจนวิญญาณแทบจะหลุด
ออกจากร่าง ยามนี้ร่างกายสั่นเทา ครั้นเห็นสัตว์ร้ายวิ่งมาถึงตรงหน้าภายในพริบ
ตา เหล่าทหารพุ่งตัวเข้าไปก็ถูกเหยียบตายอย่างรวดเร็ว เหล่านางกำนัลและขันที
ต่างตกใจจนแทบจะหมดสติ ไม่เพียงไม่มีผู้ใดขัดขวาง กระทั่งวิ่งหนีคนละทิศคนละ
ทางทิ้งนางไว้เพียงลำพัง ท่ามกลางความวุ่นวาย ฮองเฮาถูกผลักล้มลงกับพื้น
กลิ้งตกบันไดหิน
ตงฟางจั๋วตะโกนอย่างตกใจ “เสด็จแม่!” รีบรุดกายเข้าไป ยังไม่ทันจะประคอง
ฮองเฮาขึ้น เสือร้ายก็มาถึงตรงหน้าแล้ว ตงฟางจั๋วไม่แม้แต่จะคิด ขับเคลื่อน
กำลังภายในเต็มเปี่ยม แล้วตวัดฝ่ามือออกไป
‘บึ้ม’ เสียงดังสนั่นดั่งสายฟ้าฟาด สะท้านผืนฟ้าสะเทือนแผ่นดิน
จากนั้นทุกอย่างก็เงียบงันไร้สรรพเสียง
ผ่านไปเนิ่นนานก็ยังไม่มีผู้ใดเปล่งเสียง ทุกคนต่างยืนมองตงฟางจั๋วที่เย็นชา
ดั่งพญามัจจุราชอย่างอึ้งงัน ยามจิ้งอันอ๋องระเบิดพลัง พลังของเขาน่ากลัวยิ่ง
กว่าเสือร้ายเสียอีก