กำเนิดใหม่ชายาผู้ล่วงลับ โม่เหยียนซาง - บทที่ 229 )
เมฆครึ้มกลุ่มหนึ่งลอยไหวผ่านไปอย่างเชื่องช้า บดบังแสงสว่างที่มีเพียง
น้อยนิดในยามค่ำคืน ตำหนักเย็นพลันแปรเปลี่ยนเป็นมืดมน
“เวลาผ่านไปเพียงหนึ่งปี พระสนมอวิ๋นเฟยผู้ที่เคยงามล่มเมืองกลับเปลี่ยนไป
จนมีสภาพเช่นนี้ ช่างน่าเสียดายยิ่งนัก” เสียงเย็นชาทุ้มต่ำของบุรุษคล้ายกำลัง
ทอดถอนใจ เสียงที่ดังขึ้นอย่างกะทันหันไม่ถือว่าดังมาก ทว่ากลับสะท้อนชัดเจน
อยู่ข้างหูอวิ๋นฉี่หลัว การเคลื่อนไหวของนางพลันสะดุด สายตาที่หลุบต่ำแปร
เปลี่ยนเป็นระแวดระวังสุดขีด ตวัดมองสำรวจรอบห้องโดยไม่รู้ตัว
ได้ยินเพียงเสียง ไม่เห็นตัวตน
อวิ๋นฉี่หลัวสะดุ้งตกใจไม่น้อย “ผีงั้นหรือ!” นางกรีดร้องเสียงแหลม เพียงแต่
ไร้ซึ่งเสียงตอบรับจากผู้ใด น่องไก่ในมือที่ยังกินไม่หมดถูกนางขว้างทิ้ง ขดกาย
ขึ้นไปบนเตียง หยิบผ้าห่มสำลีมาหุ้มกายไว้แน่น ตัวสั่นงันงก เผยให้เห็นเพียง
ดวงตาหวาดกลัวลนลานที่ยังคงกวาดมองทั่วห้อง
นอกประตูตำหนัก เงาร่างสีดำสองสายทิ้งตัวลงพื้นอย่างเงียบงัน ภายใต้
แสงจันทร์สลัวเลือนราง มองเห็นใบหน้าไม่ชัดเจน รู้สึกเพียงว่าเงาตะคุ่มกลุ่มหนึ่ง
ใกล้เข้ามาเรื่อยๆ อวิ๋นฉี่หลัวทำหน้าหวาดกลัว อดไม่ได้ที่จะกรีดร้องอีกครั้ง แต่จู่ๆ
กลับค้นพบว่าตนเองตกใจจนร้องไม่ออกเสียแล้ว
ผ้าคลุมหน้าสีดำถูกดึงลงต่ำ เผยให้เห็นใบหน้าหล่อเหลาของตงฟางเจ๋อ
สายตาคมปลาบของเขาตวัดมองไปที่อวิ๋นฉี่หลัว ผ่านไปครู่หนึ่ง ก็กล่าวเสียงเข้ม
“พระสนมอวิ๋นเฟย ไม่ได้พบกันเสียนานเลย”
อวิ๋นฉี่หลัวอึ้งงัน คล้ายไม่อยากเชื่อ ผ่านไปครู่หนึ่งจึงกล่าวเสียงสั่น “เจ้า…
คือ… เหลียงจื่อโหรว? ไม่ ไม่สิ! นางเป็นสตรี แต่เจ้าไม่ใช่… เจ้าเป็นคนหรือผีกัน
แน่? ข้า ข้าไม่รู้จักเจ้า!”
ครั้นได้ยินนางขานชื่อเหลียงกุ้ยเฟยตรงๆ ตงฟางเจ๋อสายตาหมองลงเล็ก
น้อย ก่อนจะค่อยๆ ก้าวเท้าไปตรงหน้านางอย่างเงียบงัน ยืนมองนางจากที่สูง
สายตาที่อวิ๋นฉี่หลัวมองตอบแฝงไว้ด้วยความว่างเปล่าและเฉื่อยชาหลายส่วน
ตงฟางเจ๋อกล่าวอย่างใจเย็น “คนในวังล้วนทราบดี พระสนมอวิ๋นเฟยมีนิสัย
เปิดเผยตรงไปตรงมา ตลอดชีวิตสิ่งที่เกลียดที่สุดคือคนเสแสร้งหลอกลวง นึก
ไม่ถึงยามนี้สถานการณ์บังคับ พระสนมเองก็จำต้องแสร้งเป็นคนเสียสติ เพื่อลวง
สายตาคนภายนอก”
สายตาเขาไหวสั่น ก่อนจะกล่าวต่อด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึม “เรื่องที่พระสนมคุย
กับชุนหรงเมื่อครู่ ข้าเห็นกับตาอย่างชัดเจน บ่าวเลวผู้นั้นอาศัยว่ามีคนคอยหนุน
หลัง ถึงขั้นกล้าล่วงเกินพระสนม ไร้มารยาทเช่นนี้ คงเบื่อที่จะมีชีวิตอยู่แล้ว พระ
สนมมีเรื่องอยุติธรรมใดในใจ เล่าให้ข้าฟังได้ทุกเรื่อง” เขาสังเกตอารมณ์ทาง
สีหน้าของอวิ๋นฉี่หลัว ไม่ยอมปล่อยผ่านแม้แต่การเปลี่ยนแปลงเล็กๆ น้อยๆ
ซูหลีลอบถอนใจ ครั้นเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับการตายของเหลียงกุ้ยเฟย ตงฟาง
เจ๋อคล้ายจะร้อนใจกว่าปกติ ไม่เสียเวลาพูดมากเปิดโปงเรื่องที่นางแสร้งเสียสติ
ทันที่ แต่ว่าอวิ๋นฉี่หลัวทนรับความอัปยศอดสู แกล้งบ้าแกล้งโง่มาได้ตั้งนาน นาง
ย่อมต้องระวังตัวมาก ไม่มีทางยอมเปิดใจอย่างง่ายดายแน่นอน
เป็นอย่างที่นางคาดไว้ อวิ๋นฉี่หลัวยังคงมีสีหน้าเลื่อนลอยคล้ายไม่เข้าใจ
เอาแต่จ้องพวกเขาสองคนอย่างเหม่อลอย ราวกับไม่ได้ยินที่ตงฟางเจ๋อพูด ผ่าน
ไปไม่นาน สายตาของนางเลื่อนลอยไร้จุดหมาย อยู่ๆ ก็ขับขานทำนองเพลงเบาๆ
เหมือนความคิดไม่ได้อยู่ที่นี่
“ทุกวาจาที่ข้าเอ่ยออกไป ท่านล้วนเข้าใจทั้งหมด อย่าได้ปิดบังอะไรต่อหน้าข้า
หากไม่มั่นใจ วันนี้ข้าจะมาที่นี่ทำไม?” ตงฟางเจ๋อขมวดคิ้ว โน้มกายไปข้างหน้า
กล่าวทีละคำๆ”ถุงผ้าต่วนที่ชุนหรงกล่าวถึงเมื่อครู่ คืออะไร?” สายตาของเขาเย็น
ชาเหมือนยามปกติ ทว่ากลับปกปิดความเจ็บปวดที่พรั่งพรูออกมาจากส่วนลึก
ของดวงตาไว้ไม่มิด ปริศนาที่เสด็จแม่ตายอย่างกะทันหัน เสมือนบาดแผลที่ยังไม่
หายดีแม้ผ่านไปเป็นปีแล้ว ส่งผลให้เขากินไม่ได้นอนไม่หลับ
นิ้วมือของอวิ๋นฉี่หลัวที่กำผ้าห่มสำลีกำแน่นขึ้นไปอีก ครั้นได้ยินปลายนิ้วก็สั่น
เบาๆ จากนั้นก็กระชับผ้าห่มแน่นขึ้นอีก พร้อมกับฮัมเพลงด้วยท่าทางเลื่อนลอย
ต่อไป
ซูหลียืนอยู่ด้านหนึ่ง ไม่พูดอะไรตั้งแต่ต้น เพียงสังเกตสีหน้านางอย่าง
ละเอียด ครั้นเห็นนางเป็นเช่นนี้ ในใจก็พลันกระจ่างขึ้นมาหลายส่วน นางดึงมือตง
ฟางเจ๋อเงียบๆ ส่งสัญญาณให้เขาว่าอย่าได้เร่งร้อนเช่นนี้ เขาอึ้งงันไปเล็กน้อย ไม่
นานก็เข้าใจความหมายของนาง จึงกล่าวเสียงขรึม “ข้าเข้าใจ พระสนมคงไม่ไว้ใจ
ในตัวข้าเพราะเรื่องของเสด็จแม่ข้า แต่วันนี้กับวันนั้นไม่เหมือนกัน ยามนี้พวกเรามี
เป้าหมายเดียวกัน ทูลความจริงต่อหน้าพระพักตร์เสด็จพ่อเถิด พระสนมเป็นคน
ฉลาด ด้วยสถานการณ์ของท่านในปัจจุบัน นอกจากข้า ไม่มีผู้ใดสามารถช่วยให้
ท่านพ้นจากความลำบากได้แน่นอน!”
“หื้ออ ฮืออ” อวิ๋นฉี่หลัวมองหลังคาที่เป็นรูรั่ว ยิ้มเหมือนไม่ได้ยินที่ตงฟางเจ๋อ
พูด
หัวใจซูหลีสั่นไหวอย่างที่ไม่อาจอธิบาย ความคิดหนึ่งพลันแล่นผ่าน ราวกับมี
เรื่องสำคัญเรื่องหนึ่งผุดขึ้นมาในสมองอย่างรวดเร็ว นางครุ่นคิด แล้วค่อยๆ เดิน
ไปนั่งข้างเตียงอวิ๋นฉี่หลัว กล่าวพลางทอดถอนใจเสียงเบา “พระสนมคงยังไม่
ทราบ รุ่ยฟางอดีตนางกำนัลคนสนิทของพระสนม… ถูกโบยจนตายไปเมื่อวาน
แล้ว”
ครั้นได้ยินชื่อรุ่ยฟาง สายตาของอวิ๋นฉี่หลัวชะงักไปเล็กน้อย ซูหลีค่อยๆ เล่า
เรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อเช้านี้ให้นางฟัง สุดท้ายก็กล่าวอีกว่า “วันนี้รุ่ยฟางต้องโทษ
ประหาร เหตุผลพระสนมคงรู้ดี ถึงแม้ยามนี้นางยังกลัวเกรงพระสนมอยู่บ้าง ทว่า
หากนางยังไม่ได้สิ่งที่ต้องการ ทันทีที่ได้หลักฐาน หรือ… หากเวลานานไป นาง
หมดความอดทน นางอาจทำอะไรกับพระสนม วาจานี้ไม่ใช่คำขู่ให้กลัว พระสนมเคย
ใกล้ชิดกับนาง นางเป็นคนเช่นไร พระสนมกระจ่างแก่ใจ คนที่มีความเกี่ยวข้องกับ
เรื่องนั้น เกรงว่านางคง… ไม่เก็บไว้แม้แต่คนเดียว”
ซูหลีแย้มยิ้ม “พระสนมลำบากยากเข็ญมาตลอดหนึ่งปี ก็เพื่อรอคอยวันที่จะ
ได้ลบล้างมลทิน และเดินออกจากตำหนักเย็นแห่งนี้อย่างผ่าเผย ได้เงยหน้ามอง
ตะวันอีกครั้งมิใช่หรือเพคะ ยามนี้โอกาสอยู่ตรงหน้าแล้ว เหตุใดพระสนมยังต้อง
ลังเลอีกเล่าเพคะ”
“หากครั้งนี้สามารถโจมตีนางให้ล้มในคราวเดียวได้ ข้ารับรอง พระสนมจะต้อง
กลับไปเป็นที่เคารพเช่นในวันวานแน่นอน” สายตาของตงฟางเจ๋อไหวระริก รีบ
กล่าวสำทับ เมื่อเอ่ยถึงตรงนี้ สิ่งที่ควรพูดก็พูดหมดแล้ว
ในดวงตาเลื่อนลอยของอวิ๋นฉี่หลัว พลันมีความเปลี่ยนแปลงไหวผ่านในที่สุด
สายตาของนางคล้ายเป็นประกายขึ้นมาส่วนหนึ่ง แต่ไม่นานก็หมองลง เห็นได้ชัด
ว่ายังไม่แน่ใจ
“ขอเพียงพระสนมมีหลักฐานแน่นหนา ข้าไม่เพียงรับประกันชีวิตของพระสนม
ได้ หากภายหน้าข้าได้ขึ้นครองบัลลังก์ จะขอแต่งตั้งพระสนมให้เป็นไทเฮา!” เพื่อ
สืบหาความจริงเรื่องการตายของเหลียงกุ้ยเฟย ตงฟางเจ๋อไม่ลังเลที่จะใช้
ตำแหน่งสูงสุดมาล่อลวง เห็นชัดว่าตัดสินใจแล้วว่าจะต้องได้มาในสิ่งที่ต้องการให้
ได้ ไม่ว่าต้องใช้วิธีใด ซูหลีอดไม่ได้ที่จะเคร่งเครียด
อวิ๋นฉี่หลัวปากสั่น สายตาเป็นประกาย “เป็นที่เคารพดังเช่นวันวาน? ฐานะ
สูงส่ง? ชะตาชีวิตของเหลียงกุ้ยเฟยช่างดียิ่งนัก” นางเงยหน้ามองไปยังท้องฟ้า
ยามค่ำคืนอันเงียบสงัด คล้ายจมดิ่งสู่ห้วงความทรงจำ
ตงฟางเจ๋อกับซูหลีอดไม่ได้ที่จะกลั้นหายใจ ทั้งสองไม่มีใครพูดอะไร รอฟัง
ความจริงจากปากนางอย่างเงียบงัน
“ปีนั้น แคว้นติ้งส่งผ้าต่วนหรูอี้มาหนึ่งม้วน เพราะปักลายนกเพลิงสีทอง มี
ความหมายเป็นมงคล ฮ่องเต้จึงประทานให้ฮองเฮา” ผ่านไปครู่หนึ่ง นางค่อยๆ
เปิดปาก สายตาที่เดิมทีเหม่อลอย พลันมีความโกรธแค้นที่พยายามข่มกลั้นเอาไว้
พรั่งพรูออกมา! วันเวลาที่อยู่ในตำหนักเย็นได้ทรมานนางจนแทบไม่เป็นผู้เป็นคน
มีเพียงดวงตาที่ฉายประกายรุ่มร้อนบีบคั้นผู้คน ที่ยังคงมีแววสดใสดังเช่นวันวาน
อยู่หลายส่วน
“ไม่กี่ปีก่อน เพราะข้าเป็นคนนิสัยตรงไปตรงมาเกินไป เอ่ยวาจากระทบ
กระเทียบเหลียงกุ้ยเฟย ทำให้ฮ่องเต้กริ้ว ข้าหงอยเหงาเศร้าสร้อยลงทุกวัน มีวัน
หนึ่ง ฮองเฮามาหาข้า บอกให้ข้าแสดงไมตรีจิตต่อเหลียงกุ้ยเฟย แล้วฉวยโอกาส
นั้นใกล้ชิดฝ่าบาท นางจะเป็นคนกลางประสานรอยร้าว ช่วยให้ข้าคืนสู่ตำแหน่งเฟ
ยอีกครั้ง! ยามนั้น ข้ารู้สึกซาบซึ้งมากจริงๆ เพราะในวังมีคนที่แล่นเรือไปตาม
ทิศทางลมมากกว่าผู้ที่ส่งถ่านกลางหิมะ [1] เสมอมา”
[1] ส่งถ่านกลางหิมะ หมายถึง ช่วยเหลือผู้ที่กำลังตกอยู่ในความลำบากอย่าง
ทันท่วงที