กำเนิดใหม่ชายาผู้ล่วงลับ โม่เหยียนซาง - บทที่ 232 )
ตงฟางเจ๋อยิ้มเย็น “ท่านต้องการหลักฐาน? ไม่ใช่เรื่องยาก!”
อวิ๋นฉี่หลัวได้ยินเช่นนั้น ก็พลันฮึกเหิม ตะโกนเสียงดัง “ใช่แล้ว หลักฐาน ข้ามี
หลักฐาน!” นางรีบวิ่งไปตรงหน้าฮ่องเต้ ล้วงของสิ่งหนึ่งออกมาจากอกเสื้อ
สายตาแน่วแน่ สองมือสั่นเทาไม่หยุด ท่าทางระมัดระวังสุดแสน ราวกับกำลัง
ประคองสิ่งล้ำค่าที่สุดในชีวิตตนเองไว้
สายตาของทุกคนจ้องเขม็งไปยังของที่อยู่ในมืออวิ๋นฉี่หลัว
ไม่รู้เพราะเหตุใด อยู่ๆ ซูหลีก็เกิดไม่สบายใจขึ้นมา ความรู้สึกแปลกๆ ที่อธิบาย
ไม่ถูก พลันบังเกิดขึ้นในใจ นางหันไปมองตงฟางเจ๋อที่ยืนอยู่ข้างกายโดยไม่รู้ตัว
แล้วก็ต้องอึ้งงันไปเล็กน้อย
มีเพียงเขาที่ไม่มองหลักฐานในมืออวิ๋นฉี่หลัว กลับเอาแต่จ้องฮองเฮาไม่ละ
สายตา
ฮ่องเต้ขมวดคิ้วแน่น กล่าวเสียงขรึม “ถุงหอมนี้มีอะไรอย่างนั้นหรือ?”
คล้ายไม่เข้าใจคำพูดของฮ่องเต้ อวิ๋นฉี่หลัวอึ้งงัน กะพริบตาปริบๆ ย้อนถาม
อย่างไม่เข้าใจ “ฝ่าบาททรงลืมไปแล้วหรือเพคะ? นี่คือผ้าต่วนหรูอี้ที่แคว้นติ้งส่งมา
ให้อย่างไรเล่าเพคะ! พระองค์ทรงมอบมันให้แก่นางแพศยาผู้นี้ แล้วนางก็วางยา
พิษลงในนั้น! มอบมันให้เหลียงกุ้ยเฟย นี่ก็คือหลักฐานมัดตัวนางอย่างไรเล่า
เพคะ!”
ได้ยินนางเรียกตนเองว่านางแพศยาต่อหน้าผู้อื่น ฮองเฮาหน้าซีด รีบกล่าวขึ้น
ทันที่ “ผ้าต่วนหรูอี้มีเพียงหนึ่งเดียว ข้าพกติดตัวเสมอไม่เคยห่างกาย แล้วจะไป
อยู่ในมือเจ้าได้เช่นไร!” พูดไป นางก็แกะถุงหอมถุงหนึ่งออกจากเอวตนเอง
ถุงหอมสองใบ ครั้นมองก็เห็นถึงความแตกต่างทันที่ ถุงหอมที่อยู่ในมือ
ฮองเฮามันวาวสวยงาม ฝีมือประณีตยิ่ง ดูแวบเดียวก็รู้ว่ามิใช่สิ่งของที่หาได้ง่ายๆ
แต่ถุงหอมที่อยู่ในมืออวิ๋นฉี่หลัวเป็นผ้าต่วนสีม่วงอ่อน คุณภาพธรรมดา ฝีมือการ
เย็บปักหาได้ทั่วไป อย่าว่าแต่ผ้าต่วนหรูอี้ที่มีเพียงหนึ่งเดียวใต้ฟ้า แม้แต่ถุงหอม
ของพระสนมขั้นผินสักคนหนึ่งในวังหลวง ยังงามกว่าถุงหอมของนางร้อยเท่า!
สีหน้าฮ่องเต้บึ้งตึงกว่าปกติในพริบตา ผ่านไปครู่หนึ่ง เขาจึงค่อยหันไปกล่าว
กับอวิ๋นฉี่หลัวเสียงเบา “เจ้าคิดว่าข้าเลอะเลือนเช่นนั้นหรือ?”
วาจานี้กล่าวอย่างนุ่มนวล ทว่ากลับเหมือนเสียงอัสนีบาตที่ดังเลื่อนลั่นไปทั่ว
ฟ้า พาให้สติของซูหลีและตงฟางเจ๋อที่ตึงเหมือนเส้นดายถูกขึงขาดผึงทันใด!
ซูหลีจดจ้อง แล้วก็พลันสะท้านไปทั้งใจ ถุงหอมนั่นต้องไม่ใช่ผ้าต่วนหรูอี้ที่อวิ๋น
ฉี่หลัวพูดถึงแน่นอน!
“ฝ่าบาท!” อวิ๋นฉี่หลัวเบิกตากว้าง จ้องมองฮ่องเต้ไม่วางตา คล้ายในสายตามี
เพียงฮ่องเต้เท่านั้น มองไม่เห็นผู้ใดอีก นางร่ำร้องไม่หยุด “ฝ่าบาท พระองค์ทอด
พระเนตรสิเพคะ นี่ก็คือถุงหอมผ้าต่วนหรูอี้อย่างไรเล่าเพคะ หม่อมฉันทำให้เหลียง
กุ้ยเฟยเองกับมือ! พระองค์ยังชมว่าหม่อมฉันฝีมือประณีต ไร้ผู้ใดเทียม พระองค์
ทอดพระเนตรดูดีๆ สิเพคะ!” นางชูถุงหอมเก่าๆ ไว้ในมือ ร่างกายเอนไปด้านหน้า
ทิ้งตัวลงบนโต๊ะทรงอักษรจนเกือบจะพุ่งชนใบหน้าฮ่องเต้!
ฮ่องเต้เอนกายไปด้านหลัง ไอพิฆาตแผ่กำจาย ตวัดฝ่ามือใหญ่ใส่ใบหน้าอวิ๋นฉี่
หลัว! ถุงหอมพลันปลิวออกไป กลายเป็นเงาสีม่วงวาดผ่านกลางอากาศ ก่อนจะ
ร่วงตกลงใกล้เท้าตงฟางเจ๋อพอดี
ซูหลีกับตงฟางเจ๋อสบตากันโดยไม่รู้ตัว มองเห็นสายตาสงสัยในดวงตาของ
อีกฝ่าย เหตุใดกลายเป็นเช่นนี้ไปได้? อวิ๋นฉี่หลัวทนรับความอัปยศเพื่อรอพิสูจน์
ความจริง ทว่าสิ่งที่นางทุ่มเททุกอย่างเพื่อปกป้อง กลับเป็นหลักฐานปลอมเช่นนั้น
หรือ?
ฟังจากที่อวิ๋นฉี่หลัวเล่า ถุงหอมนี่ควรมีกลิ่นของน้ำค้างแข็ง แต่นอกจากกลิ่น
หอมจางๆ ของกลีบดอกไม้ ซูหลีกลับไม่ได้กลิ่นของน้ำค้างแข็งจากถุงหอมเลย
แม้แต่น้อย! และอาการของอวิ๋นฉี่หลัวในตอนนี้ ก็ต่างจากยามที่ยังมีสติแจ่มชัด
ก่อนหน้านี้อย่างเห็นได้ชัด
หลักฐานเป็นของปลอมอย่างไม่ต้องสงสัย อารมณ์ของพยานก็อยู่ในสภาพ
คลุ้มคลั่งอย่างชัดเจน วาจาที่กล่าวออกไปยังจะมีผู้ใดเชื่ออีก? การเปลี่ยนแปลง
เช่นนี้เกิดขึ้นกะทันหันยิ่งนัก ทำให้เรื่องที่เดิมทีแน่นอนถึงแปดเก้าส่วน กลับ
ตาลปัตรไปในพริบตา
ซูหลีหน้าซีดเล็กน้อย รีบใช้ความคิดอย่างเร่งด่วน เรื่องที่เกิดขึ้นในหลายวันนี้
ไหลผ่านสมองนางอย่างรวดเร็ว ยิ่งคิดนางก็ยิ่งตกใจ นับตั้งแต่ที่รุ่ยฟางถูกโบย
จนตายที่ตำหนักฉางชุน พวกเขาก็เดินเข้าไปอยู่ในแผนการของฮองเฮาแล้ว! ทุก
ย่างก้าวของพวกเขา ล้วนอยู่ในแผนการที่นางวางขึ้นอย่างแนบเนียน!
ถึงแม้คาดเดาได้ว่าการแต่งงานเชื่อมสายสัมพันธ์ระหว่างจวนอัครเสนาบดีกับ
เจิ้นหนิงอ๋อง ฮองเฮาจะต้องไม่ยอมรามือเพียงเท่านี้แน่นอน แต่ในเวลาอันสั้นเท่า
นี้ นางกลับสามารถใช้ความรู้สึกที่ตงฟางเจ๋อมีต่อเหลียงกุ้ยเฟยสร้างสถานการณ์
ลวงขึ้นมาได้ การโต้กลับของนาง ทั้งรุนแรงและหนักหนาดังคาด!
ตงฟางเจ๋อจ้องฮองเฮาที่คุกเข่าอยู่กับพื้นอย่างไม่ละสายตา สีหน้าบึ้งตึง
สุดขีด เขาจะต้องคาดเดาได้แล้วเช่นกันแน่นอน!
อวิ๋นฉี่หลัวยังคงร้องไห้โวยวายอย่างต่อเนื่อง
“ทหาร” ฮ่องเต้ตวาดเสียงเข้ม “นำตัวหญิงบ้านางนี้กลับไปขังในตำหนักเย็น
อย่าให้ข้าเห็นหน้านางอีกตลอดกาล!”
ครั้นได้ยินคำว่าตำหนักเย็น อวิ๋นฉี่หลัวโวยวายเสียงแหลม “ไม่! ข้าไม่กลับไป!”
สีหน้านางบิดเบี้ยว จู่ๆ ก็ไม่อาจควบคุมอารมณ์ หันไปกระโจนใส่ฮองเฮา บีบคอ
นางอย่างแรง และหัวเราะอย่างบ้าคลั่ง “เจ้าทำให้ข้าต้องไปอยู่ที่ตำหนักเย็น! ข้าจะ
ฆ่าเจ้า! แม้ข้าตายไปเป็นผีก็จะไม่มีวันปล่อยเจ้าไป!”
ฮองเฮาไม่ทันตั้งตัว ถูกนางกระโจนใส่จนล้มลงไป ดิ้นขัดขืนอยู่ไม่กี่ที่ จะร้องก็
ร้องไม่ออก
ตงฟางจั๋วหน้าเปลี่ยนสี รีบปรี่เข้าไปพร้อมกับทหารสองนาย พยายามดึงนาง
ออก แต่กลับไม่เป็นผล เมื่อคนบ้าคลุ้มคลั่งเรี่ยวแรงช่างมหาศาลยิ่งนัก!
ครั้นเห็นฮองเฮาถูกนางบีบคอจนหน้าม่วง สองตาเหลือกขาว ฮ่องเต้กล่าว
เสียงเกรี้ยว “เจ้าพวกไร้ค่า! ยังไม่รีบเอาตัวนางออกไปอีก!”
ตงฟางจั๋วเพลิงโทสะลุกท่วมใจ คว้าหมับที่แขนอวิ๋นฉี่หลัว แล้วพลันออกแรง
เสียง ‘กร๊อบ’ ดังขึ้นทันที่ กระดูกข้อมือของอวิ๋นฉี่หลัวถูกหักทั้งเป็น! นางโอด
ครวญด้วยความเจ็บปวด ตงฟางจั๋วยกเท้าถีบนางกระเด็น ฮองเฮาอ่อนแรง ล้ม
อยู่ในอ้อมแขนเขา
ทหารสองนายรีบลากอวิ๋นฉี่หลัวที่เจ็บจนเจียนเป็นลมออกไปทันที
“เสด็จแม่! เป็นอย่างไรบ้างพ่ะย่ะค่ะ!” ตงฟางจั๋วขานเรียกอย่างร้อนใจ พลาง
ยกมือลูบแผ่นหลังนาง “ทหาร เรียกหมอหลวงมาเดี๋ยวนี้!”
ผ่านไปครู่หนึ่งฮองเฮาจึงค่อยหายใจเป็นปกติ กล่าวตอบเสียงอ่อนแรง “ไม่
เป็นไร”
เพลิงโทสะจู่โจมหัวใจ ตงฟางจั๋วเงยหน้าตวาดเสียงเกรี้ยว “ตงฟางเจ๋อ นี่หรือ
หลักฐานของเจ้า?!”
ใบหน้าของตงฟางเจ๋อไร้อารมณ์ เรื่องราวกลับตาลปัตรในพริบตา คล้ายเหนือ
ความคาดหมายของเขา การอาละวาดในตอนที่ี่้ายของอวิ๋นฉี่หลัว ยิ่งเหมือนผลัก
เขาเข้าสู่สถานการณ์ที่เลวร้ายที่สุด เดิมทีหมายจะเปิดโปงความจริง กลับกลาย
เป็นติดกับดัก ยามนี้ไม่ว่าเขาจะพูดอย่างไร ล้วนผิดทั้งนั้น
ยามนี้ ฮ่องเต้เอ่ยเสียงเย็นชา “เจิ้นหนิงอ๋อง เหมือนว่าเจ้าต้องให้คำอธิบายแก่
ข้า!”
ตงฟางเจ๋อเงียบงันไปครู่หนึ่ง “ลูกไม่รอบคอบ…” ยังเอ่ยไม่ทันจบ ก็ถูกตง
ฟางจั๋วชิงตัดบท
“แค่บอกว่าไม่รอบคอบ เจ้าคิดว่าจะพ้นผิดเช่นนั้นหรือ?”
ตงฟางจั๋วที่ประคองฮองเฮาไปนั่งเก้าอี้อย่างระมัดระวังเรียบร้อยแล้วกล่าวอ
ย่างโมโห “แล้วเจ้าก็จะบอกว่าตนเองถูกปรักปรำใช่หรือไม่? ข้าไม่เข้าใจจริงๆ
ตลอดมาน้องหกมีความคิดรอบรอบ ฉลาดปราดเปรื่อง กลับถูกคนเล่นงานได้
ง่ายๆ เช่นนี้?” สายตาของเขาเย็นชา กล่าวเสียงแช่มช้าอีกว่า “ข้าว่าเจ้า มีเจตนา
ร้ายมากกว่า!”
สายตาของสองพี่น้อง คนหนึ่งโกรธกรุ่นลุกเป็นไฟ คนหนึ่งเย็นเยียบลึกล้ำดั่ง
สายน้ำ แล่นปะทะกันกลางอากาศ
ฮองเฮาหายใจลึกๆ หลายครั้ง คล้ายเพิ่งได้สติ นางเอ่ยอย่างปวดใจ “เจ๋อเอ๋อร์
ข้าปฏิบัติต่อเจ้าเฉกเช่นลูกแท้ๆ ไม่ต่างจากจั๋วเอ๋อร์ ไม่เคยลำเอียงแม้แต่น้อย
พฤติกรรมของเจ้าในวันนี้ ช่างทำให้เสด็จแม่ปวดใจยิ่งนัก ที่แท้เจ้าก็สงสัยเสด็จ
แม่อย่างนี้มาโดยตลอด…” นางยังเอ่ยไม่ทันจบ ก็พลันสะอื้นขึ้นมา ท่าทางน้อย
เนื้อต่ำใจเป็นพิเศษ