กำเนิดใหม่ชายาผู้ล่วงลับ โม่เหยียนซาง - บทที่ 268 )
ฝ่ามือของซูหลีร้อนวูบ ราวกับมองเห็นภาพในวันนั้นที่ตงฟางจั๋วยัดศิลา
เลือดนกเพลิงใส่มือนางด้วยใบหน้าที่เต็มไปด้วยความคาดหวังอีกครั้ง ใช่แล้ว ใคร
เล่าจะปล่อยให้โอกาสในการพิสูจน์ความขลังของของวิเศษในตำนานไป? ตงฟาง
จั๋วไม่มีทางปล่อยให้โอกาสนั้นหลุดมือไปแน่ แม้แต่ตัวนางเอง ยามนั้นก็ยังฉงน
ฉงายยิ่งนัก
“ฉะนั้นข้าจึงมอบให้หลีซู ยามนั้นข้ายังย่ามใจ นกเพลิงเลือกนาย แสดงว่าข้าก็
คือองค์รัชทายาทตัวจริงที่สวรรค์กำหนดไว้แล้ว! แต่ว่า… ตำนานที่กล่าวขานว่า
นกเพลิงเลือกนาย ล้วนเป็นเรื่องลวง!” เอ่ยจบก็ทุบกำปั้นกับโต๊ะอย่างแรง หัวใจ
ของซูหลีพลอยตึงเครียดไปด้วย
ตงฟางจั๋วขบเขี้ยวเคี้ยวฟัน เดือดดาลยากสงบ เครื่องหน้าคมคายทั้งห้าบิด
เบี้ยวบูดบึ้ง
ซูหลีพยายามข่มกลั้นความลนลานในใจ เอ่ยเสียงเข้ม “ของสิ่งนี้มีกลไกใด
ซ่อนอยู่กันแน่?!”
ตงฟางจั๋วกล่าวว่า “ข้ารู้ว่าตนเองพูดปากเปล่าไร้หลักฐาน เจ้าจะต้องไม่เชื่อแน่
ว่าเขาคือคนร้ายตัวจริง! ฉะนั้นวันนี้ ข้าจะใช้ความจริงมาพิสูจน์ ว่าใครกันแน่ที่เป็น
ศัตรูของเจ้า!”
พูดไป เขาก็ดึงมีดสั้นเล่มหนึ่งออกมากรีดตรงข้อมือ! เลือดสดๆ ไหลออกมา
และหยดลงบนศิลาเลือดที่กำลังทอประกายแสงสีแดงสด ทันใดนั้น แสงสีทอง
พลันไหวเจิดจ้า แยงตาจนทุกคนต้องยกมือปิดตา เพียงพริบตาเดียว แสงสีทอง
นั้นก็จางหายไป ทว่าซูหลีกลับมองเห็นอย่างรวดเร็ว เสี้ยววินาทีหนึ่ง ปีกของนก
เพลิงคล้ายขยับเขยื้อน
ภายใต้สายตาตกตะลึงของทุกคน ศิลาเลือดนกเพลิงเปลี่ยนไปอย่างน่า
อัศจรรย์ นกเพลิงที่ค้อมกายในท่าพินอบพิเทาอยู่ข้างในศิลา ยามนี้ได้สยายปีก
ราวกับจะโบยบินเหมือนที่พวกเขาเห็นในตอนแรกอีกครั้ง
แววยินดีพาดผ่านดวงตาของตงฟางจั๋ว เขาพึมพำ “เขาไม่ได้โกหกข้าดังคาด”
ซูหลีมองใบหน้าเคร่งขรึมของเขาอย่างสงสัย ความรู้สึกลนลานและไม่สบายใจ
ทวีขึ้นเรื่อยๆ
ตงฟางจั๋วเหลือบเห็นนางกำนัลผู้หนึ่งที่ยืนรอปรนนิบัติอยู่ด้านหนึ่ง ก็ชี้นิ้ว
เรียกนาง “เจ้า มานี่!”
นางกำนัลหญิงนางนั้นเดินเข้ามา ดูท่าทางน่าจะอายุประมาณสิบหกสิบเจ็ด
ด้วยไม่รู้ว่าเขาต้องการทำสิ่งใด นางหวาดหวั่น ร่างกายสั่นเทาเล็กน้อย
ตงฟางจั๋วไม่พูดพร่ำทำเพลง ยื่นกล่องสีเงินให้นาง แล้วกล่าวเสียงเย็นชา
“หยิบมันขึ้นมา”
นางกำนัลหยิบศิลาขึ้นมาด้วยมืออันสั่นเทิ้ม นางลนลานจนเกือบจะทำศิลา
หลุดมือ ตงฟางจั๋วตวาดเสียงเกรี้ยวทันที่ “ถือไว้ให้ดี! หากศิลาแตก ข้าจะตัดหัว
เจ้า!”
นางกำนัลตกใจ รีบกระชับศิลาในมือแน่น ไม่กล้าขยับเขยื้อนอีก
นิ้วมือของซูหลีที่อยู่ใต้โต๊ะสั่นเล็กน้อยเพราะออกแรงกำมากเกินไป ยามนี้หัวใจ
ของนางเต้นเร็วมาก นางกระทั่งไม่กล้าคิดสิ่งใดทั้งสิ้น! ทำได้เพียงจ้องศิลาเลือด
นกเพลิงในมือนางกำนัล
ช่วงเวลาแห่งการรอคอย ทุกวินาทีมักยาวนานเสมอ รอบข้างเงียบสงัดยิ่งนัก
ไม่มีผู้ใดพูดอะไร ราวกับจะหยุดหายใจ
ครั้นเวลาล่วงเลยไปประมาณหนึ่งถ้วยชา ศิลาในมือนางกำนัลไม่มีอะไร
เปลี่ยนแปลง นกเพลิงที่อยู่ข้างในศิลายังคงอยู่ในท่าสยายปีกพร้อมโบยบิน ตง
ฟางจั๋วขมวดคิ้วเล็กน้อย
นิ้วมือที่กำแน่นของซูหลีคลายออกหลายส่วน เขายังคงเป็นตงฟางจั๋วคนเดิม!
นางยิ้มหยันเล็กน้อย “นี่ก็คือเรื่องจริงที่จิ้งอันอ๋องต้องการพิสูจน์? วันนั้นที่ท่าน
หญิงหมิงอวี้ถือศิลาเลือด นกเพลิงที่อยู่ข้างในขยับจริงๆ จิ้งอันอ๋องก็ทรงเห็นกับ
ตา!”
ตงฟางจั๋วมองนาง สายตาสับสนระคนแปลกใจ ฉวยศิลาเลือดมาสังเกตดู
อย่างละเอียด หน้าอกกระเพื่อมขึ้นลงอย่างแรง เห็นได้ชัดว่ากำลังพยายามข่ม
กลั้นความโกรธ คำรามเสียงเกรี้ยว “เขากล้าโกหกข้า!” เขาโมโหจนแทบจะปาศิลา
เลือดลงบนพื้น ยามนี้ นางกำนัลข้างกายพลันล้มลงไปอย่างหมดแรง
ตงฟางจั๋วอึ้งงัน สายตาเป็นประกายขึ้นมา ทว่าหัวใจของซูหลีกลับเหมือนจม
ดิ่งสู่ก้นบ่อน้ำลึก! นางรีบเข้าไปประคองนางกำนัลผู้นั้นพลางร้องเรียกอย่างร้อน
ใจ “เจ้าเป็นอะไรไป? ตื่นเร็วเข้า!” น้ำเสียงของนางสั่นเทาอย่างไม่อาจปิดบัง นาง
กำนัลในอ้อมแขน ไม่ว่าจะขานเรียกอย่างไรก็ไร้ปฏิกิริยาตอบสนอง ร่างกายอ่อน
ปวกเปียกดังปุยนุ่น นี่เป็นเหตุการณ์ที่นางคุ้นเคยเป็นอย่างดีที่สุด!
“เรียกหลี่จงเหอมา!” เสียงขรึมๆ ของตงฟางจั๋วดังอยู่ข้างหู ซูหลีเม้มปาก
อย่างตื่นตระหนก นั่งนิ่งอยู่ตรงนั้น มองดูนางกำนัลนอนนิ่งไม่ขยับอยู่บนพื้น ลำ
คอของนางราวกับถูกคนบีบแน่น พูดอะไรไม่ออกสักคำ
“ไม่!” เสียงของซูหลีแหบพร่าเล็กน้อย ความกังวลและไม่สบายใจกัดกินหัวใจ
นาง “เรียก… หวั่นซินมา”
ตงฟางจั๋วหน้าซีด นางยังคงไม่ยอมเชื่อเขา! ขนาดนี้แล้ว นางก็ยังคงไม่เชื่อ
เขา! สายตาลังเลของเกากงกงทอดมองมา ใบหน้าสับสนของเขาเต็มไปด้วยความ
เจ็บปวด “ไปเถิด!”
ครั้นเกากงกงก้าวเท้า เขาก็กล่าวกำชับเสียงเบาอีกว่า “พาตัวมาเงียบๆ อย่า
ทำให้ผู้อื่นแตกตื่น”
เกากงกงพยักหน้ารับคำแล้วเดินจากไป ผ่านไปไม่นานก็พาหวั่นซินเข้ามาใน
ห้องอย่างเร่งรีบ
หวั่นซินเข้ามาในห้อง ก็ค้อมกายทำความเคารพ เห็นซูหลีหน้าซีด ก็รู้ว่าต้องมี
บางอย่างเกิดขึ้นเป็นแน่ แต่นางไม่พูดมากความ ครั้นสายตากวาดมองไปถึงเตียง
มังกรที่ผ้าม่านคลุมเตียงถูกปลดลง นางก็พลันตึงเครียดขึ้นมา
“หวั่นซิน เจ้ามาตรวจชีพจรของหญิงนางนี้ที” น้ำเสียงของซูหลีแฝงไว้ด้วย
ความหวาดหวั่น
หวั่นซินรับคำแล้วเดินเข้าไป นิ้วมือวางลงบนชีพจรของนางกำนัล คิ้วงาม
ค่อยๆ ขมวดเข้าหากัน นางเงยหน้ามองซูหลี ผ่านไปครู่หนึ่งก็กล่าวเสียงขรึม
“ท่านหญิง เป็นชีพจรตั้งครรภ์เจ้าค่ะ”
ซูหลีหน้าซีดขึ้นอีกหลายส่วน แทบจะยืนไม่อยู่ เป็นไปไม่ได้! นี่มันเป็นไปไม่ได้!
หญิงพรหมจรรย์ตั้งครรภ์ ต้องใช้ยาที่ไร้กลิ่นไร้สีเพื่อเปลี่ยนชีพจรต่างหาก เหตุ
ใดศิลาเลือดนกเพลิงจึงมีประสิทธิภาพเช่นนั้นได้? ไม่ เป็นไปไม่ได้! นางไม่อยาก
เชื่อ จ้องมองศิลาเลือดที่แดงดั่งโลหิต จนเหมือนจะมีเลือดไหลออกมาจากหัวใจ
นางด้วยเช่นกัน!
“ตอนนี้เจ้าคงเชื่อแล้วกระมัง?” ตงฟางจั๋วจ้องนางเขม็ง “คนที่ทำร้ายเจ้า
อย่างแท้จริง ไม่ใช่ข้าตงฟางจั๋ว และก็ไม่ใช่อวี้หลิงหลง แต่เป็นเขา! เป็นเจิ้นหนิงอ๋
องตงฟางเจ๋อที่มอบศิลาชั่วนี้ให้เรา!”
“ไม่! เป็นไปไม่ได้!” นางกรีดร้องเสียงแหลม ถลึงตาจ้องเขา หน้าอกกระเพื่อม
ขึ้นลง แทบไม่อยากเชื่อว่าทั้งหมดนี้เป็นเรื่องจริง!
“เรื่องจริงประจักษ์ตรงหน้าแล้ว หรือเจ้ายังคิดหลอกตนเอง?” ตงฟางจั๋ว
ดวงตาแดงก่ำ
ซูหลีมองศิลาเลือดนกเพลิงที่อยู่บนพื้น พลันกัดฟัน หยิบมันขึ้นมา
ตงฟางจั๋วกับหลีเฟิ่งเซียนตกตะลึง หมายจะร้องห้ามก็ช้าไปแล้ว ศิลางามที่ทอ
ประกายแสงสีแดงถูกนางกำไว้ในมือที่ขาวดั่งหิมะแน่น เหมือนเช่นในตอนนั้น
ตงฟางจั๋วกลั้นหายใจโดยไม่รู้ตัว ราวกับในแต่ละลมหายใจ เขาจะต้องอดกลั้น
ต่อความเสียใจอย่างสุดซึ้ง
เวลาค่อยๆ ผ่านไป ทุกคนต่างเบิกตากว้าง ไม่กล้าพูดอะไร เวลาประมาณหนึ่ง
ถ้วยชาผ่านไป ซูหลีรู้สึกวิงเวียนศีรษะ ร่างกายอ่อนแรง ล้มลงบนพื้นอย่างไม่อาจ
ควบคุมตนเอง
หวั่นซินหน้าเปลี่ยนสี รีบเข้าไปรับตัวนาง เอื้อมนิ้วจับชีพจรที่ข้อมือ สีหน้า
เคร่งเครียดขึ้นหลายส่วน
“เป็นเช่นไรบ้าง?” เสียงของตงฟางจั๋วสั่นเทาอย่างไม่อาจควบคุม
“ทูลท่านอ๋อง เป็นชีพจรตั้งครรภ์เพคะ” เสียงเรียบเฉยของหวั่นซินเหมือนดั่ง
สายฟ้าฟาดที่สะเทือนแก้วหูของทุกคน ตงฟางจั๋วล้มตัวลงนั่งบนเก้าอี้ มองดวง
หน้าซีดขาวไร้สติอันคุ้นเคย ความเจ็บปวดที่หน้าอกทำให้เขาไม่อาจขยับเขยื้อน นี่
เป็นผลลัพธ์ที่เขาต้องการไม่ใช่หรือ? ตอนนี้ก็พิสูจน์เรื่องจริงที่เขาต้องการพิสูจน์
แล้วมิใช่หรือ? เหตุใดเมื่อเห็นใบหน้าที่ไร้สติของนาง หัวใจของเขากลับเจ็บจนแทบ
ไม่กล้าหายใจเช่นนี้เล่า? สวรรค์กำลังกลั่นแกล้งเขาอยู่หรือ? ต้องการให้เขาย้อน
กลับไปยังช่วงเวลาที่ทำให้เขาเสียใจไปตลอดชีวิตอีกครั้งงั้นหรือ?
ยามซูหลีฟื้นขึ้นมา คนส่วนมากได้ถอยออกไปยืนอยู่นอกฉากกั้นลมแล้ว หลี
เฟิ่งเซียนนั่งอยู่บนโต๊ะ สีหน้าผันเปลี่ยนไปมา ยากจะคาดเดาอารมณ์ที่แท้จริง ตง
ฟางจั๋วนั่งอยู่ข้างๆ กุมมือนางแน่น ราวกับกลัวว่าหากปล่อยมือ นางจะหายไปจาก
ชีวิตเขาทันที่ บนใบหน้าเย็นชาเต็มไปด้วยความกังวลและเป็นห่วง ครั้นเห็นนางฟื้น
ก็รีบกล่าวอย่างเป็นห่วงเป็นใย “เจ้าเป็นอย่างไรบ้าง? ไม่สบายตรงไหนหรือไม่?”