กำเนิดใหม่ชายาผู้ล่วงลับ โม่เหยียนซาง - บทที่ 278 )
คำว่า ‘หม่อมฉันเชื่อเขา’ ทิ่มแทงหัวใจเขาอย่างรุนแรง ตงฟางจั๋วหายใจ
อย่างยากลำบาก เขาทุ่มเททุกอย่างเพื่อขัดขวางไม่ให้นางแต่งงานกับคนร้ายที่
ทำร้ายพวกเขา เขากลัวว่านางจะถูกทำร้ายอีก แต่นางกลับบอกว่านางเชื่อใจคนผู้
นั้น! นางไม่เคยเชื่อใจเขาเลย!
อาภรณ์มังกรสีเหลืองอร่ามสะดุดตา ลวดลายมังกรกางกรงเล็บที่ปักด้วย
ด้ายสีทองแหงนหน้ามองเขา ราวกับกำลังหัวเราะเยาะความไร้เดียงสาของเขา เขา
พลันกางแขนออก แหงนหน้าคำรามเสียงดังลั่น กระแสลมรุนแรงพลันปะทุ
อาภรณ์สีเหลืองอร่ามและมงกุฎฮ่องเต้อันล้ำค่าทนรับกำลังภายในอันแข็งแกร่ง
ไม่ไหว ฉีกกระจุยกระจายไปคนละทิศคนละทาง ดั่งอาวุธแหลมคมที่สามารถคร่า
ชีวิตผู้คนได้
ทุกคนหน้าเปลี่ยนสี รีบถอยกรูดทันที่ คนที่หลบไม่ทันถูกเศษอาภรณ์หรือไม่ก็
เศษมงกุฎจู่โจม เสียงกรีดร้องงดังระงมไปทั่วตำหนัก
ตงฟางจั๋วที่ยืนอยู่บนบันไดสู่บัลลังก์ ผมเผ้ายุ่งเหยิง สายตาเศร้ารันทดสุด
แสน เหมือนคนบ้าที่ถูกบีบให้จนมุม ถูกความเจ็บปวดแสนสาหัสกัดกินสติปัญญา
สุดท้ายที่มีอยู่
“ทหาร!” เสียงคำรามเยือกเย็นน่าเกรงขามของฮ่องเต้ดึงสติของทุกคนใน
ตำหนักกลับมา เขามีสีหน้าตึงเครียด ยกมือขึ้นโบกกลางอากาศเบาๆ หยวนเซี่ยง
รีบพาคนวิ่งเข้ามาในตำหนัก
เหล่าขุนนางทั้งหลายต่างพากันหลีกทางอย่างรวดเร็ว ทหารองครักษ์วิ่งเข้า
มาล้อมตงฟางจั๋ว กลับไม่กล้าเข้าใกล้มากนัก เห็นชัดว่ายังหวาดกลัวกับเหตุการณ์
เมื่อครู่ไม่หาย
ประกายคมปลาบเย็นชาของกระบี่ส่องแสงวิบวับแยงตา
ไม่มีผู้ใดยืนปกป้องอยู่เบื้องหน้าเขา
มีแค่เขาคนเดียว
ตงฟางจั๋วยืนนิ่งอยู่ที่เดิม สายตาจ้องมองไปยังเก้าอี้มังกรที่เป็นเหมือน
สัญลักษณ์แห่งอำนาจสูงสุด ยังไม่ทันขึ้นไปถึงตำแหน่งนั้น เขาก็กลายเป็นคนที่
อ้างว้างและโดดเดี่ยวอย่างแท้จริงเสียแล้ว! ครั้นหันกลับมามองอีกทาง บน
ใบหน้าของฮ่องเต้ไม่มีวี่แววปวดใจของผู้เป็นบิดาที่มีต่อบุตรชายตนเองแม้แต่
น้อย สิ่งที่มี คือความเย็นชาและโกรธขึ้ง มีเพียงสีหน้าของกษัตริย์ที่ถูกขุนนาง
ของตนเองก่อกบฏเท่านั้น
ครั้นเห็นฮ่องเต้ย่างกรายมาที่บันไดสู่บัลลังก์ทีละก้าวๆ สายตาเขาคมปลาบดั่ง
มีด ไอพิฆาตที่แทบจะกลายเป็นบ้าคลั่งพาดผ่านหางตา
หยวนเซี่ยงเกลี้ยกล่อมเสียงเย็น “จิ้งอันอ๋อง ท่านไร้หนทางให้เดินต่อแล้ว
ยอมจำนนแต่โดยดีเถิด”
ตงฟางจั๋วหัวเราะเย็นชา วันนี้เขาเตรียมการทุกอย่างไว้พร้อมหมดแล้ว สิ่ง
เดียวที่ไม่ได้เตรียมไว้ ก็คือการยอมแพ้! สองแขนพลันกางออก กำลังภายในอัน
แข็งแกร่งจู่โจมเหล่าทหารรอบกายจนกระเด็นกระดอน เขาพุ่งตัวไปทางฮ่องเต้
ด้วยความเร็วดั่งพายุ หยวนเซี่ยงหน้าเปลี่ยนสี ตะโกนเสียงดัง “ปกป้องฝ่าบาท!”
ทหารองครักษ์รีบพุ่งตัวเข้าไปปกป้องฮ่องเต้ ตงฟางจั๋วกลับตีลังกาพลิกกาย
ไปด้านหลังเก้าอี้มังกรในพริบตา ในฝ่ามือใหญ่พลันปรากฏประกายไฟ กลับเป็น
ตะบันไฟที่ถูกจุดแล้ว เขาหันกลับมาตวาดเสียงเกรี้ยว “ห้ามเข้ามา! ไม่เช่นนั้นทุก
คนที่นี่จะต้องตายไปพร้อมกับข้า!”
สีหน้าเหี้ยมเกรียม น้ำเสียงเย็นชา เหล่าทหารองครักษ์ที่ไล่ตามมาชะงักเท้า
ทันที
ชนวนระเบิดที่ถูกติดตั้งไว้ตั้งแต่เมื่อใดไม่รู้ ถูกเขาดึงออกมาจากด้านหลัง
เก้าอี้มังกร แล้วกำไว้ในมือแน่น
ทุกคนต่างตกใจจนวิญญาณแทบหลุดออกจากร่าง พากันวิ่งหนีออกจาก
ตำหนักอย่างล้มลุกคลุกคลาน ตงฟางจั๋วกระตุกมุมปาก แค่นยิ้มอย่างเย็นชา
กล่าวว่า “พวกเจ้าคงคิดไม่ถึงว่าข้าจะซ่อนระเบิดไว้ตรงนี้”
ซูหลีตกใจ ตงฟางจั๋วในยามนี้ดวงตาแดงก่ำ ความโกรธแค้นและสิ้นหวังบน
ใบหน้าเขาชัดเจนกว่าวันนั้นที่ลานประหารมาก แม้แต่ตงฟางเจ๋อที่ใจเย็นมาตั้งแต่
ต้นก็ยังหน้าเปลี่ยนสีโดยไม่รู้ตัว
ฮ่องเต้หน้าเขียวทันที่ ตวาดตำหนิเสียงดังลั่น “ทรพียิ่ง! เรื่องมาถึงขั้นนี้แล้ว
เจ้ากลับยังไม่สำนึกผิดอีก! เสียแรงที่ข้ารักและเอ็นดูเจ้ามาตลอดหลายปี ข้า
อุตส่าห์คาดหวังในตัวเจ้า เจ้ากลับตอบแทนข้าเช่นนี้ ช่างทำให้ข้าผิดหวังยิ่งนัก!”
เสียงตะคอกตำหนิอย่างจงเกลียดจงชัง หากเป็นแต่ก่อนตงฟางจั๋วจะต้อง
รู้สึกทุกข์ใจมากแน่นอน แต่ยามนี้เขากลับรู้สึกเพียงน่าขันยิ่งนัก
“ท่านน่ะหรือรักและเอ็นดูข้า?” ตงฟางจั๋วแสยะยิ้มเย้ยหยัน ดวงตาที่แดงก่ำ
เต็มไปด้วยความชิงชัง เขาหัวเราะเสียงดังอย่างไม่หวาดกลัวสิ่งใด ฮ่องเต้หน้าบึ้ง
ตึงกว่าเก่า หมายจะระเบิดโทสะแต่ก็อดทนไว้
เสียงหัวเราะเงียบลง สายตาเย็นชาของตงฟางจั๋วจ้องมองฮ่องเต้ “ตอนหก
ขวบ ท่านพูดต่อหน้าพระอาจารย์ว่าข้ามีคุณสมบัติไม่เทียบเท่าตงฟางเจ๋อ เพราะ
ประโยคนี้ ข้าจึงพยายามทุกอย่างอย่างสุดความสามารถ แม้แต่ในความฝันก็ยัง
ท่องตำราฝึกวรยุทธ์… ท่านรู้หรือไม่?”
สายตาฮ่องเต้ขรึมลงเล็กน้อย ไม่พูดอะไร
ตงฟางจั๋วหัวเราะเย็นชา แล้วกล่าวอีกว่า “เพื่อให้ได้รับคำชมเพียงประโยค
เดียวจากท่าน ข้ากลับไม่รู้ต้องทุ่มเทความพยายามตั้งมากมายเท่าใด!… ตั้งแต่
เล็ก เสด็จแม่เลี้ยงดูข้าอย่างเข้มงวด คำที่นางพูดบ่อยที่สุดในแต่ละวัน คือเสด็จ
พ่อโปรดสิ่งนี้ ไม่โปรดสิ่งนั้น ข้าไม่อาจทำสิ่งใด ทำแล้วเสด็จพ่อจะกริ้ว…”
ฮ่องเต้หน้าเปลี่ยนสีเล็กน้อย ทว่ากลับเพียงหลุบตา ยังคงไม่พูดอะไร
“เพื่อให้ได้รับความโปรดปรานจากท่าน หลายปีมานี้ ข้าไม่กล้าเกียจคร้าน
แม้แต่วันเดียว กดดันตัวเองให้พยายามอย่างสุดชีวิต ยอมทิ้งความชอบทุกอย่าง
ผลสุดท้าย… ข้าเป็นคนอารมณ์รุนแรงขึ้นเรื่อยๆ จนแทบไม่อาจควบคุมตนเอง
ได้! แต่ไม่ว่าข้าจะพยายามเท่าไร ในหัวใจของท่าน ข้าก็ยังไม่มีอะไรสู้ตงฟางเจ๋อได้
สักอย่าง!” เขากำหมัดแน่น ความเศร้าเสียใจและไร้ซึ่งเรี่ยวแรงแผ่ปุกคลุมรอบตัว
ฮ่องเต้ขยับกลีบปากเล็กน้อย แต่จู่ๆ กลับถอนหายใจ ซูหลีอดไม่ได้ที่จะเบือน
หน้าหนี ทำใจมองเขาอีกไม่ได้ ถึงแม้เขาจะไม่ดีสักเพียงใด แต่ที่เดินมาจนถึงจุดนี้ก็
ไม่ใช่ความผิดของเขาคนเดียว
“ในหัวใจของข้า เคยนับถือท่านดั่งเทพสวรรค์! ตั้งแต่เล็กจนโต ข้าเคยขอร้อง
ท่านเพียงสองครั้งเท่านั้น” สายตาของตงฟางจั๋วพลันเย็นเยียบ “ครั้งแรก ข้านั่ง
คุกเข่าตากฝนอยู่หลายชั่วยาม ขอร้องท่านให้ย้ายสุสานหลีซูพระชายาของข้าเข้า
มาในสุสานราชวงศ์ ท่านกลับหยิบถ้วยชาปาหัวข้าอย่างไร้ความปรานี” เขายกมือ
แตะหน้าผากด้านซ้าย รอยยิ้มบิดเบี้ยวเศร้าโศก “ตรงนี้อย่างไรเล่า”
เสียงอันขมขื่นดังก้องอยู่ในตำหนักอันโอ่อ่าใหญ่โต ทำให้ผู้คนรู้สึกหนักอึ้งไป
ทั้งใจ เหตุการณ์ในวันนั้นราวกับวนกลับมาฉายซ้ำอีกครั้ง ซูหลีลอบถอนใจ นาง
กลั้นหายใจ รู้สึกหดหู่อย่างมิอาจเลี่ยงได้
“ครั้งที่สอง เสด็จแม่ถูกตัดสินโทษ ข้าคุกเข้าอยู่นอกห้องหนังสือของท่าน
หนึ่งวันหนึ่งคืน ขอร้องท่านให้ลงโทษนางสถานเบา ถึงแม้นางทำความผิด โทษ
ตายหมื่นครั้งก็ยังไม่สาสม! แต่นางคลอดและเลี้ยงดูบุตรเพื่อท่าน แม้ไร้ผลงาน
แต่นางก็เคยเพียรพยายามเพื่อท่าน ท่านเห็นแก่ข้า ไว้ชีวิตนางสักหนไม่ได้เชียว
หรือ?” เขาส่ายหน้าเบาๆ ดวงตาอันเศร้าสร้อยจนใจเต็มไปด้วยความอ้างว้างเดียว
ดาย
“ไม่… เรื่องเหล่านี้ไม่เคยอยู่ในใจท่านสักนิด ในสายตาท่าน แม้ไม่มีเสด็จแม่
ของข้า ท่านก็ยังมีสตรีอีกมากหน้าหลายตา! แม้ไม่มีข้า ท่านก็ยังมีโอรสองค์อื่น
แต่เสด็จแม่ของข้ามีท่านเป็นสวามีเพียงผู้เดียว และมีข้าเป็นโอรสเพียงคนเดียว!
เมื่อไม่ได้รับความรักจากสวามี ในวังหลังอันเย็นชาแห่งนั้น สิ่งที่นางพอจะร้องขอ
ได้ ก็เหลือเพียงอนาคตของโอรสเช่นข้าเท่านั้น…”
ทั่วตำหนักเงียบกริบไร้สรรพเสียง
มีเพียงเสียงอันขมขื่นของเขาที่ดังกระแทกหัวใจของทุกคน การแก่งแย่ง
แข่งขัน บ่อนทำลายซึ่งกันและกันในวังหลัง เกิดขึ้นและสืบเนื่องตั้งแต่ในอดีตมา
จนถึงปัจจุบัน หัวใจของฮ่องเต้นั้น ความรักและครอบครัวอย่างไรก็ไม่สำคัญเท่า
ความมั่นคงของบัลลังก์!
ซูหลีเหลือบมอง พลันค้นพบว่าหลีเหยาที่ยืนอยู่ข้างกายหลีเฟิ่งเซียนน้ำตา
อาบหน้า ราวกับคำพูดของตงฟางจั๋วได้สะกิดแผลในใจนางเข้าเต็มๆ สายตานาง
เจ็บปวดเศร้าสร้อย ซูหลีหัวใจสะท้าน อึ้งงันไม่รู้ตัว
นางหันไปมองตงฟางเจ๋อ เห็นเพียงเขาหลุบสายตาต่ำ สีหน้าหม่นหมองยาก
แยกแยะ คาดเดาอารมณ์ไม่ถูก ซูหลีอดทอดถอนใจเบาๆ ไม่ได้ ตงฟางจั๋วรู้เพียง
ว่าตนเองทุ่มเทไปมากเท่าใด กลับไม่เคยรู้เลย กว่าตงฟางเจ๋อจะเดินมาถึงจุดนี้ได้
ด้วยฐานะโอรสสนม กว่าจะได้มาซึ่งความโปรดปรานของฮ่องเต้ แล้วยังต้องคอย
ระมัดระวังแผนร้ายของฮองเฮาอยู่ตลอดเวลา เบื้องหลังยังต้องทนแบกรับความ
อยุติธรรมไว้มากมาย เขาต้องทุ่มเทอย่างยากลำบากและเพียรพยายามมากขนาด
ไหน!