กำเนิดใหม่ชายาผู้ล่วงลับ โม่เหยียนซาง - บทที่ 307 )
หัวใจของตงฟางเจ๋อสั่นไหวอย่างไม่อาจควบคุม คิ้วกระบี่คมเฉี่ยวพลัน
ขมวดเข้าหากันแน่น เห็นเพียงนางหันไปกล่าวกับหลางฉ่างด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
“หม่อมฉันไม่ใช่ท่านหญิงแล้วเพคะ องค์รัชทายาททรงเรียกหม่อมฉันว่าซูหลีเถิด
เพคะ”
นับจากวันที่ตงฟางเจ๋อกำหนดวันอภิเษกสมรส นี่ก็เพิ่งผ่านมาได้เพียงสิบวัน
เท่านั้น นึกไม่ถึงองค์รัชาทายาทแห่งแคว้นติ้งกลับเดินทางมาร่วมงานได้ทันเวลา
แต่ยามนี้นางกลับไม่รู้เลย ว่าที่หลางฉ่างขี่ม้าเร็วเดินทางติดต่อกันหลายวันหลาย
คืนมาที่นี่ ก็เพื่อนาง
“ไม่ว่าเจ้าจะเป็นท่านหญิงหรือไม่ ในใจหลางฉ่าง เจ้าก็ยังคงงดงามและสูงส่ง
เสมอ ไม่มีผู้ใดเทียบเทียม!” นิ้วมือเรียวยาวและงดงามกุมหัวไหล่บอบบางของ
สตรีตรงหน้า ฝ่ามือของเขาถ่ายทอดพลังอันแข็งแกร่งมาถึงตัวนาง เพื่อจะบอก
นางว่า ไม่ว่าจะอยู่ในสถานการณ์ใด นางไม่มีทางตัวคนเดียวไร้ที่พึ่งอย่างแน่นอน
ซูหลีอึ้งไปเล็กน้อย สายตาสดใสและอบอุ่นของเขา กลับสะท้อนความห่วงใย
อย่างบอกไม่ถูก พาให้สะท้านไปทั้งใจ
“เจ้ามาได้อย่างไร?” ไม่รอให้ทั้งสองคุยกันไปมากกว่านั้น ตงฟางเจ๋อถามเสียง
เข้ม เซิ่งฉินกลับเฝ้านางไว้ไม่ได้!
ซูหลีเงยหน้า แล้วคลี่ยิ้มเย็นชา “องค์รัชทายาททรงอภิเษกสมรส ทุกคนต่าง
มาร่วมยินดี ซูหลีมาไม่ได้หรือเพคะ?” นางก้าวเข้ามาในตำหนัก ใบหน้าไม่บ่งบอก
อารมณ์ มีเพียงความเย็นชาที่แผ่กำจายออกมารอบกาย
ตงฟางเจ๋อตึงเครียด อารมณ์มากมายพาดผ่านดวงตาเขา สับสนยาก
แยกแยะ เขาหมายจะเดินไปหานางโดยสัญชาตญาณ ทว่ากลับถูกรั้งไว้ก่อน เขา
ขมวดคิ้วหันมามอง หยางเสวียนที่สวมชุดแต่งงานสีแดงและมีผ้าคลุมปิดหน้าปิด
ตาส่ายหน้าให้เขาเบาๆ อารมณ์สับสนพลันจางหายไปจากดวงตาลึกล้ำของเขา
อย่างรวดเร็ว
“เซิ่งฉินอยู่ที่ใด?!” ตงฟางเจ๋อตวาดเสียงเย็น ยามนี้เอง เซิ่งฉินที่ถูกหวั่นซิน
หลอกล่อค้นพบว่าเป็นแผนล่อเสือออกจากภูเขา จึงรีบย้อนกลับมา ครั้นเห็นซูหลี
ยืนอยู่หน้าตำหนัก เหงื่อเย็นพลันไหลท่วมกาย คุกเข่าแล้วกล่าวว่า “กระหม่อมไร้
ความสามารถ องค์รัชทายาทโปรดลงโทษด้วยพ่ะย่ะค่ะ!”
ตงฟางเจ๋อไม่มองเขา เพียงออกคำสั่งเสียงเย็น “เซิ่งเซียว พวกเจ้าสองคนรีบ
พานางกลับไปเดี๋ยวนี้”
“พ่ะย่ะค่ะ พระชายา เชิญพ่ะย่ะค่ะ” เซิ่งฉิน เซิ่งเซียว ต่างเดินขนาบเข้ามาจาก
ทั้งด้านซ้ายและด้านขวา แล้วค้อมกายให้นางอย่างนอบน้อม
เซี่ยงหลีและเจียงหยวนที่อยู่อีกด้านหนึ่งหันหน้าสบตากันโดยมิได้นัดหมาย ใน
ดวงตามีประกายเย็นชาซ่อนอยู่
ซูหลีไม่ขยับ เซิ่งฉินกัดฟัน เดินเข้าไปหานางหนึ่งก้าว หมายจะลากนางออกไป
จากที่แห่งนี้ หลางฉ่างรีบก้าวเข้ามาด้านหลังนาง กล่าวเสียงเย็นชา “ช้าก่อน”
ตงฟางเจ๋อหน้าเครียด กล่าวแฝงเสียงตักเตือน “นี่เป็นเรื่องภายในครอบครัว
ของข้า องค์รัชทายาทแห่งแคว้นติ้งอย่ายื่นมือเข้ามาแทรกจะดีกว่า!”
หลางฉ่างกลับกล่าวว่า “เดิมทีนางกับท่านมีสัญญาแต่งงานกันก่อน ท่านกลับ
ทอดทิ้งนางแล้วสู่ขอหญิงอื่น ซ้ำยังสั่งกักบริเวณนางด้วยความผิดที่ไม่สมเหตุสม
ผล! ดูแล้วท่านไร้ความปรานีต่อนาง มิสู้ใช้โอกาสนี้ยกเลิกสัญญาแต่งงาน แล้วให้
นางกลับแคว้นไปพร้อมกับข้า หลางฉ่างจะปฏิบัติต่อนางเฉกเช่นองค์หญิง
แน่นอน!”
“ที่แท้องค์รัชทายาทเดินทางมาครั้งนี้ ไม่ใช่เพื่อร่วมแสดงความยินดีในพิธี
อภิเษกสมรสของข้า แต่มาเพื่อแย่งชิงคน!” ใบหน้าของตงฟางเจ๋อตึงเครียดยิ่ง
ขึ้น เขาก้าวเท้าไปข้างหน้าหนึ่งก้าว สายตาแปรเปลี่ยนเป็นเย็นเยียบในพริบตา
หลางฉ่างไม่เกรงกลัว ทำราวกับไม่ได้ยินคำพูดเขา เพียงหันไปประสานมือ
คารวะฮ่องเต้ “หากฝ่าบาททรงยินยอมทำตามคำขอของหลางฉ่าง แคว้นติ้งของ
เราจะจดจำบุญคุณครั้งนี้ไม่มีวันลืม! ภายหน้าหากแคว้นเฉิงต้องการสิ่งใด หลาง
ฉ่างไม่มีทางบ่ายเบี่ยงแน่นอน!”
เขากลับพูดถึงขั้นนี้ แสดงให้เห็นว่าเพื่อจะพานางกลับไป หลางฉ่างยอมทุ่มเท
ทุกสิ่งทุกอย่าง
สีหน้าของซูหลีแปรเปลี่ยนเล็กน้อย มองเขาอย่างประหลาดใจ นางรู้มาโดย
ตลอดว่าองค์รัชทายาทแห่งแคว้นติ้งผู้นี้อาจมีที่มาเบื้องลึกเบื้องหลังเกี่ยวข้อง
กับนาง แต่ก็ยังอดตะลึงไม่ได้ที่เขาเอ่ยวาจาเช่นนี้เพื่อนาง!
ผู้คนรอบกายตกตะลึง ท่านหญิงหมิงซีที่กำลังรอคำตัดสินโทษพลันบุกเข้ามา
ในพิธีอภิเษกสมรส องค์รัชทายาทหลางฉ่างออกหน้าปกป้อง พิธีอภิเษกสมรสใน
วันนี้คงยากจะดำเนินไปอย่างราบรื่นแน่นอน! สายตาของทุกคนล้วนหันไปมอง
ฮ่องเต้ที่ประทับอยู่บนที่นั่งสูงสุดเป็นตาเดียว
ฮ่องเต้มีสีหน้าเคร่งขรึม เดาอารมณ์ไม่ถูก เขาเอ่ยถามด้วยเสียงแช่มช้า “เพื่อ
สตรีนางเดียว องค์รัชทายาทกลับกล้าเอ่ยคำสัญญายิ่งใหญ่เพียงนี้ ดูแล้วคงไม่
ยอมแพ้จนกว่าจะได้สิ่งที่ต้องการ?”
“ฝ่าบาทโปรดเมตตาด้วยพ่ะย่ะค่ะ!” หลางฉ่างมีท่าทางหนักแน่น ราวกับหาก
ฮ่องเต้ไม่อนุญาต เขาก็จะหาวิธีอื่นพานางกลับไปให้ได้
ตงฟางเจ๋อพลันหน้าซีด เหวี่ยงผ้าไหมแดงในมือทิ้ง แล้วกล่าวด้วยเสียงเย็น
ชา “องค์รัชทายาทหลางคล้ายจะทำเกินไปแล้ว! นางเป็นว่าที่พระชายาของข้า ท่าน
ร้องขอในสิ่งที่ไม่สมเหตุสมผลเช่นนี้ ช่างเป็นการไม่รู้จักกาลเทศะเอาเสียเลย!”
หลางฉ่างกลับบอกว่า “วาจานี้ขององค์รัชทายาทแห่งแคว้นเฉิงต่างหากที่น่า
ขัน ท่านแต่งภรรยาไปแล้ว ยังมีว่าที่พระชายาอีกเสียที่ไหน? ยามนี้ทูตจากแคว้น
เปี้ยนก็อยู่ด้วย ท่านกล่าววาจาเช่นนี้ ไม่กลัวองค์หญิงเจาหวาเสียใจหรือไร?”
ด้านหนึ่งของผ้าไหมสีแดงวาววับหล่นอยู่บนพื้น อีกด้านยังถูกกำไว้ในมือเจ้า
สาว หยางเสวียนก้มหน้า ผ้าคลุมสีแดงปกคลุมดวงหน้างาม มองไม่เห็นสีหน้า
นาง เห็นเพียงมือของนางที่กำลังกำผ้าไหมแน่นขึ้นเรื่อยๆ
ตงฟางเจ๋อไม่ได้หันมามองนาง สายตาเย็นชาของเขาจดจ้องหลางฉ่าง รอบ
กายราวกับมีไอเย็นแผ่ปกคลุม ตามมาด้วยไอสังหารที่พัดผ่านดังสายลม
ทุกคนที่เห็นเหตุการณ์พลันตกตะลึง ไม่มีคาดคิดว่าจะเกิดเหตุการณ์อย่างนี้
ขึ้น พวกเขาสองคนกลับเผชิญหน้ากัน เพื่อสตรีนางเดียว
เผิงอิง ทูตจากแคว้นเปี้ยนสีหน้าไม่ค่อยดีนัก เขาเงยหน้ามองฮ่องเต้
ฮ่องเต้เริ่มข่มกลั้นอารมณ์ไม่อยู่ เขากวาดสายตามองตงฟางเจ๋อและหลาง
ฉ่าง ก่อนจะหยุดจ้องที่ซูหลี แล้วถามว่า “เจ้ายินดีจะติดตามองค์รัชทายาทหลางไป
ยังแคว้นติ้ง?”
ไอสังหารที่คุ้นเคยพาดผ่านหางตาของฮ่องเต้ ในอดีตสายตาเช่นนี้ของเขาเคย
ทำให้นางอกสั่นขวัญหาย แต่ยามนี้กลับไม่อาจทำให้นางหวั่นไหวได้แม้แต่น้อย ซู
หลียังคงมีสายตาที่เยือกเย็นสุขุม นางจ้องหน้าฮ่องเต้ตรงๆ แล้วกล่าวเสียงเบา
“ซูหลีไม่ยินดีเพคะ”
นางตอบอย่างเด็ดเดี่ยว ไร้ซึ่งความลังเล ชวนให้ผู้คนแปลกใจ สถานการณ์ใน
ยามนี้ สองฝ่ายเมื่อเทียบกันแล้ว ฝั่งไหนได้เปรียบกว่ากัน ดูแวบแรกก็รู้แล้ว
สีหน้าของตงฟางเจ๋อคลายลงเล็กน้อย ซูหลีเหลือบมองเขาแวบหนึ่ง ในใจอด
ไม่ได้ที่จะหัวเราะหยัน บุรุษผู้นี้มั่นใจมาโดยตลอด เขาจะต้องคิดว่าหัวใจของนางยัง
คงอยู่ที่เขา ไม่ว่าเขาจะปฏิบัติต่อนางเช่นไร นางก็ไม่มีทางจากเขาไปแน่นอน ช่าง
น่าขัน!
หลางฉ่างอึ้งงัน “เพราะเหตุใดกัน? หรือเจ้าจะทนแบกรับความอยุติธรรมไว้กับ
ตนเอง?” บุรุษที่น้อยครั้งจะขมวดคิ้ว ยามนี้คิ้วงามกลับแทบขมวดกันเป็นปม
เดียว คล้ายกับว่าการที่นางทนแบกรับความอยุติธรรม ทำให้เขาทรมานยิ่งกว่า
ตนเองต้องแบกรับความยุติธรรมร้อยเท่า
ซูหลีที่ใบหน้าไม่บ่งบอกอารมณ์มาโดยตลอด หัวใจพลันสั่นไหว นางแย้มยิ้ม
แล้วกล่าวว่า “องค์รัชทายาททรงกังวลมากไปแล้วเพคะ ซูหลีไม่เคยปล่อยให้
ตนเองแบกรับความอยุติธรรมใดๆ ทั้งสิ้น”
“เช่นนั้นเจ้า…”
“หม่อมฉันมีสถานที่ที่ตนเองต้องการจะไปอยู่แล้วเพคะ” นางต่อบทสนทนา
อย่างรวดเร็ว ในรอยยิ้มสดใส พลันมีความเย็นชาและเด็ดเดี่ยวปรากฏในส่วนลึก
ของดวงตา ลึกจนผู้คนไม่อาจสังเกตเห็น
ลางสังหรณ์บางอย่างแผ่ปกคลุมหัวใจหลางฉ่าง เขาตึงเครียด ขมวดคิ้วแน่น
หมายจะเกลี้ยกล่อมอีกครั้งอย่างอดไม่ได้
ซูหลีสาวเท้ายาวๆ เดินผ่านเขาไป แล้วหยุดอยู่ตรงกลางตำหนัก สุดท้ายก็
คุกเข่าต่อหน้าฮ่องเต้ “ฝ่าบาท ซูหลีมีเรื่องจะกราบทูลเพคะ”
ฮ่องเต้เหลือบมองตงฟางเจ๋อแวบหนึ่ง แล้วหันไปถามซูหลี “เรื่องใดเร่งด่วน
เพียงนี้ จำต้องรายงานในพิธีอภิเษกสมรสขององค์รัชทายาทเชียวหรือ?”
ซูหลีตอบ “หากวันนี้ไม่กราบทูล เกรงว่าภายหน้าคงไม่มีโอกาสอีกแล้วเพคะ!”
สีหน้าของฮ่องเต้แปรเปลี่ยนเล็กน้อย ซูหลีกล่าวด้วยสีหน้าจริงจัง “หลาย
เดือนก่อน ‘คดีหลีซู’ ที่ถูกตรวจสอบ ซูหลีสืบพบเบาะแสใหม่ที่แสดงให้เห็นว่าอวี้
หลิงหลงมิใช่ผู้บงการใน ‘คดีหลีซู’ ตัวการที่แท้จริงเป็นผู้อื่นเพคะ!”
หลีเฟิ่งเซียนมีสีหน้าอึ้งงัน เขาเงยหน้า จ้องนางด้วยความสงสัย
“คดีหลีซู?” สายตาของฮ่องเต้ขรึมลงเล็กน้อย กล่าวด้วยความสงสัย “คดีนั้น
มิใช่จบสิ้นไปแล้วหรือ? เป็นเจ้าที่สืบจนพบว่าอวี้หลิงหลงก็คือคนร้าย อีกทั้งนางก็
ยอมรับกับปากตนเองด้วย! จะกลายเป็นคนอื่นได้อย่างไรเล่า?”