กำเนิดใหม่ชายาผู้ล่วงลับ โม่เหยียนซาง - บทที่ 311 )
“เซ่อเจิ้งอ๋องไม่จำเป็นต้องโทษตนเอง พวกเขาสองพี่น้องมีใจคิดแก้แค้น
แฝงตัวอย่างแนบเนียน เตรียมการมานานหลายปี ระหว่างนั้นไม่เคยเคลื่อนไหว
ใดๆ เลย ไม่ถูกจับได้ก็เป็นเรื่องปกติเพคะ” ครั้นเห็นบิดาเสียใจ ซูหลีก็อดกล่าว
ปลอบใจไม่ได้ เหลียนเอ๋อร์ตามรับใช้นางมานานหลายปี ไม่เผยช่องโหว่ใดๆ ให้เห็น
แม้แต่นางเองก็ยังไม่เคยรู้สึกถึงจิตใจที่ไม่ซื่อตรงของเหลียนเอ๋อร์
หลีเฟิ่งเซียนส่ายหน้าอย่างเสียใจ “เช่นนั้นตอนนี้เหลียนเอ๋อร์อยู่ที่ใด?”
“ตายแล้วเพคะ”
‘เพล้ง’ เสียงแก้วชาบนโต๊ะของจั้นอู๋จี๋แตกทันที่ น้ำชาหกลงบนพื้น
ทั่วตำหนักใหญ่มีกลิ่นอายบางอย่างไหลวนอยู่ในอากาศ พริบตาเดียวก็แผ่
ปกคลุมไปทั่ว
ทุกคนตื่นตะลึง
ซูหลีกลับเงยหน้าแล้วยิ้ม “แฝงตัวมานานหลายปี อดทนกล้ำกลืน ข้าก็นึกว่า
ท่านมีความอดทนสูงนัก ที่แท้ก็เท่านี้เอง!” รอยยิ้มของนางเย็นชาดังน้ำแข็ง สาว
เท้าเดินไปหาจั้นอู๋จี๋
ตงฟางเจ๋อขมวดคิ้ว เดินตามนางไปโดยสัญชาตญาณ
หลางฉ่างเองก็เดินไปยืนข้างนางอย่างอดไม่ได้ สายตาที่เดิมอ่อนโอนยามนี้
กลับเย็นชาบีบคั้นผู้คน จดจ้องจั้นอู๋จี๋ราวกับคนผู้นี้คือศัตรูที่สังหารครอบครัว
ตนเองเช่นกัน และอยากจับเขาฉีกร่างเป็นชิ้นๆ เสียเดี๋ยวนี้
ขณะที่ทุกคนยังตั้งสติไม่ได้ ซูหลีกัดฟันกล่าวต่อทีละคำๆ”คนในครอบครัว
ต้องตายเพราะท่าน ท่านคงทุกข์ใจมาก จนไม่อาจควบคุมตนเอง ใช่หรือไม่ แม่ทัพ
จั้น? อ้อไม่สิ หรือข้าควรเรียกท่านว่า… องค์รัชทายาทแห่งแคว้นหวั่น?!”
ครั้นวาจานี้กล่าวออกไป เสียงฮือฮาดังระงมไปทั่วทั้งตำหนัก วันนี้มีเรื่องไม่
คาดฝันเกิดขึ้นมากมายเหลือเกิน เหนือเรื่องไม่คาดฝันยังมีเรื่องที่ไม่คาดฝันอยู่
อีก ใบหน้าของทุกคนตกตะลึงพรึงเพริด ต่างหันมามองเขาด้วยสายตาไม่อยาก
เชื่อ
เด็กชายใช้ชื่อเป็นแซ่ รวมอักษรคำว่า ‘จั้น (占) ‘ และ ‘เกอ (戈) ‘ เป็นคำว่า ‘จั้น
(战) ‘ ยามนี้อยู่ในตำหนัก หากไม่ใช่แม่ทัพทหารม้าจั้นอู๋จี๋แล้วจะยังเป็นผู้ใดได้อีก?
ใบหน้าของฮ่องเต้บึ้งตึงสุดขีด สายตาคมปลาบเหมือนมีดจดจ้องใบหน้าที่ซีด
เผือดในพริบตาของจั้นอู๋จี๋ ขุนนางบุ๋นบู๊ในราชสำนัก นอกจากหัวหน้าองครักษ์
เซียวฟั่งแล้ว คนที่เขาเชื่อใจมากที่สุด ก็คือคนผู้นี้! ฉะนั้นเขาจึงได้ลดทอนอำนาจ
ทางการทหารของเซ่อเจิ้งอ๋อง แล้วส่งมอบให้คนผู้นี้ดูแลต่อทั้งหมด นึกไม่ถึงว่า
คนผู้นี้ต่างหากที่เป็นเสมือนหมาป่าโฉดชั่ว!
“ข้าไม่รู้ว่าเจ้ากำลังพูดสิ่งใดอยู่กันแน่!” จั้นอู๋จี๋รีบปิดบังอารมณ์ทั้งหมด แล้ว
รีบปรับสีหน้าให้เป็นปกติ เขาเงยหน้าอย่างเย่อหยิ่ง กล่าวตำหนิเสียงเกรี้ยว “สตรี
เสียสตินางนี้ เพื่อบรรลุเป้าหมาย นางทำได้ทุกวิถีทาง! เรื่องราวบ้าบิ่นเช่นนี้เจ้าก็
ยังแต่งขึ้นมาได้!”
ถูกเขาด่าว่าเป็นหญิงเสียสติครั้งแล้วครั้งเล่า ซูหลีไม่โกรธกลับหัวเราะ “ท่าน
จะไม่ยอมรับก็ได้ แต่ข้ามีหลักฐาน!” นางล้วงของบางสิ่งออกมาจากแขนเสื้อ แล้ว
หันไปกล่าวกับฮ่องเต้ “ซูหลีพูดจาเหลวไหลหรือไม่ ทุกคนเพียงดูสิ่งนี้ แล้ว
พิจารณาด้วยตนเองก็จะรู้เอง ฝ่าบาทโปรดทอดพระเนตรด้วยเพคะ”
หนังสือโบราณเล่มหนึ่งถูกนางประคองไว้ในมือ ใบหน้าของจั้นอู๋จี๋เย็นชา จ้อง
มองนางอย่างสงสัย สายตาไหวระริกเล็กน้อย
โจวกงกงที่ยืนอยู่ข้างกายฮ่องเต้รับหลักฐานนั้น แล้วน้อมส่งให้ฮ่องเต้ ฮ่องเต้
พลิกดู ก็เห็นภาพนกนางแอ่นที่อยู่ในท่วงท่าอันโดดเด่นและเป็นเอกลักษณ์
ซูหลีเอ่ยอย่างใจเย็น “หลังเกิดเหตุเพลิงไหม้ที่จวนท่านหญิง ของสิ่งนี้ก็ถูก
พบในช่องลับใต้พื้นของเรือนที่องค์หญิงเยวี่ยหยางทรงเคยประทับอยู่ เนื้อหา
ด้านในบันทึกความลับบางอย่างของราชวงศ์หวั่นที่ไม่มีผู้ใดรู้ หนึ่งในนั้นรวมถึง
ประโยชน์ที่แท้จริงของศิลาเลือดนกเพลิง แล้วยังมีรอยสักที่เป็นสัญลักษณ์เฉพาะ
ของราชวงศ์หวั่น ‘นกนางแอ่นกางปีก’ อีกด้วยเพคะ! และสีของรอยสักนก
นางแอ่นชนิดนี้ก็พิเศษมาก เมื่อใดที่สักลงบนผิวหนัง ก็จะไม่สามารถลบได้ตลอด
ชีวิต”
“แล้วอย่างไร? นกนางแอ่นเป็นสัตว์ที่ถูกแคว้นเล็กๆ ตามชายแดนยกย่องว่า
เป็นสัตว์มงคล ใต้หล้าย่อมรู้โดยทั่วกัน เจ้าเอาหนังสืออะไรไม่รู้ออกมา จะสามารถ
พิสูจน์อะไรได้?” จั้นอู๋จี๋แค่นเสียงเย็นชา คล้ายไม่กังวลใจเลยสักนิด
ซูหลีไม่มองหน้าเขาแม้แต่น้อย เพียงกล่าวต่อว่า “ซูหลีตามหาสาวรับใช้ที่เคย
ปรนนิบัติองค์หญิงเยวี่ยหยาง และยืนยันแล้วว่าบนแผ่นหลังขององค์หญิงเยวี่ย
หยางมีรอยสักนี้อยู่จริง! ในหนังสือบันทึกไว้ว่า สมาชิกราชวงศ์หวั่นไม่ว่าหญิง
หรือชาย ในวันที่มีอายุครบเดือนจะต้องสักรอยสักนี้บนตัวเพื่อแสดงถึงฐานะอัน
สูงส่ง ฉะนั้นขอเพียงตรวจสอบว่าบนกายจั้นอู๋จี๋มีรอยสักนี้อยู่หรือไม่ ก็จะพิสูจน์
ได้ว่าสิ่งที่ซูหลีพูดนั้นเป็นความจริงหรือไม่!”
“เจ้าจะให้ข้าเปลื้องผ้าต่อหน้าธารกำนัล?!” จั้นอู๋จี๋หน้าบึ้งสุดขีด เพลิงโทสะแผ่
กำจายรอบกายทันที
ซูหลียิ้มเย็น “ท่านไม่กล้าหรือ?”
สายตาสงสัยของฮ่องเต้ตวัดมองมาดังมีดอันคมปลาบ จั้นอู๋จี๋ขมวดคิ้ว กล่าว
อย่างดูแคลน “เจ้าอยากเห็นเรือนร่างของบุรุษ ก็ไม่เห็นต้องพูดจาฟังดูดีแต่กลับ
ทำเรื่องน่าละอายเช่นนี้เลย!”
ซูหลีเอ่ยด้วยใบหน้าจริงจัง “ในเมื่อแม่ทัพจั้นมั่นใจถึงเพียงนี้ เช่นนั้นท่านกล้า
ถอดเสื้อตัวบน ให้ทุกคนพิสูจน์ฐานะของท่านหรือไม่เล่า?”
“ในเมื่อแม่ทัพจั้นบอกว่าตนเองไม่ใช่รัชทายาทแคว้นหวั่น เหตุใดไม่ฉวยโอกาส
นี้พิสูจน์ตนเองเล่า?” น้ำเสียงเย็นเยียบดังสายน้ำของหลีเฟิ่งเซียนกล่าวเสริมขึ้น
สายตาของจั้นอู๋จี๋เย็นชา แค่นเสียงกล่าวว่า “พวกท่านคิดว่าข้าไม่กล้าหรือ?”
เอ่ยจบเขาก็กัดฟัน จ้องหน้านางอย่างชิงชัง ปลดสายคาดเอว และถอดเสื้อตัวบน
ออกจริงๆ
ร่างกายท่อนบนอันสมบูรณ์แบบของบุรุษเพศเผยสู่สายตาทุกคน แขกหญิง
สาวในงานต่างหวีดร้องตกใจ รีบยกมือปิดตา
ฝึกยุทธ์มานานหลายปี ร่างกายของจั้นอู๋จี๋กำยำแข็งแกร่ง กล้ามเนื้อเบียด
แน่น เอวสอบกำลังดี เรียกได้ว่ามีสัดส่วนที่สมบูรณ์แบบ แขกหญิงสาวหลายคน
อดแหวกนิ้วแอบชำเลืองมองไม่ได้ แม้แต่ใบหน้าของหยางเสวียน ก็ดูวอกแวกเล็ก
น้อย มีเพียงซูหลีที่จ้องมองแผ่นหลังอันเปลือยเปล่าของเขาอย่างตรงไปตรงมา
ผิวสีเข้ม ไร้ซึ่งรอยด่างพร้อย ยิ่งไม่มีร่องรอยของรอยสักนกนางแอ่นที่นาง
พูดถึงสักนิด
เสียงวิพากษ์วิจารณ์ดังระงม สายตาสงสัยตวัดมองมาที่นางเหมือนหิมะในฤดู
หนาว
ฮ่องเต้หันมาจ้องซูหลีด้วยสายตาเย็นชา
ซูหลีไม่พูดอะไร และไม่ได้ละสายตาออกไป
“มองพอหรือยัง? ช่างหน้าไม่อายนัก!” จั้นอู๋จี๋หันกลับมาหัวเราะเยาะ สีหน้า
เกลียดชัง เต็มไปด้วยความดูแคลน หมายจะสวมเสื้อ ซูหลีพลันหยิบน้ำชาบนโต๊ะที่
อยู่ข้างๆ มาสาดใส่แผ่นหลังของบุรุษตรงหน้าอย่างไม่มีสัญญาณเตือน
จั้นอู๋จี๋หน้าพลันเปลี่ยนสี ไอพิฆาตพาดผ่านดวงตา เขาหมายจะดึงเสื้อขึ้นเพื่อ
ป้องกันไม่ให้น้ำชาสาดโดนแผ่นหลังตนเอง ทว่ากลับถูกซูหลีกำข้อมือไว้
ซูหลีหัวเราะเย็นชา “ท่านแม่ทัพร้อนใจอันใดกัน?!”
จั้นอู๋จี๋สะบัดมือนางออก แต่กลับไม่เป็นผล อดตกใจไม่ได้ จึงตำหนิเสียง
เกรี้ยว “เจ้าไม่เพียงเป็นสตรีเสียสติ ยังเป็นสตรีเสียสติที่ไร้ยางอายอีกด้วย!” เอ่ย
จบก็พลิกข้อมือ ซัดฝ่ามือที่แฝงคลื่นพลังมหาศาลใส่หน้าอกของนางทันที
ทุกคนตื่นตกใจ พากันหลบหลีกออกสองข้างทาง สายตาของตงฟางเจ๋อไหว
ระริก หมายจะลงมือ กลับเห็นซูหลีหลบหลีกออกไปอย่างรวดเร็ว นางเอื้อมมือซ้าย
ออกไปดึงเสื้อของจั้นอู๋จี๋ ได้ยินเสียงเสียง ‘แควก’ เสื้อของจั้นอู๋จี๋พลันฉีกขาด
แผ่นหลังที่เพิ่งถูกบดบังเมื่อครู่ปรากฏสู่สายตาอีกครั้ง
ครั้นทุกคนเห็น สีหน้าพลันแปรเปลี่ยน พวกเขาร้องออกมาอย่างตกตะลึง
เห็นเพียงแผ่นหลังที่เมื่อครู่ยังเกลี้ยงเกลาไร้รอยขีดข่วน ยามนี้กลับมีนก
นางแอ่นหลากสีในท่ากางปีกพร้อมโบยบินอยู่บนนั้น
ทุกคนสูดหายใจด้วยความตกใจ เบิกตากว้าง ตะลึงพรึงเพริดจนพูดอะไรไม่
ออก
เรื่องจริงปรากฏอยู่ตรงหน้า พิสูจน์คำพูดเมื่อครู่ของซูหลี
ทั่วทั้งตำหนัก เงียบสงัดไปในชั่วพริบตา เงียบราวกับป่าช้าก็มิปาน
สายตาของฮ่องเต้พลันตึงเครียด เขาลุกพรวด ยังไม่ทันเปิดปากพูดอะไร เห็น
เพียงเงาร่างของคนตรงหน้าโฉบไหวเข้ามาพร้อมกับประกายดาบ ในเสี้ยววินาทีที่
ทุกคนกำลังตกตะลึง คมมีดมาจ่ออยู่ตรงคอของฮ่องเต้ด้วยความเร็วอันน่าตกใจ
ไอสังหารอันเย็นยะเยือกแผ่ปกคลุมไปทั่วตำหนักใหญ่ จั้นอู๋จี๋ที่ถูกบีบให้จน
ตรอก กลับเลือกที่จะจับตัวฮ่องเต้เป็นตัวประกัน!