กำเนิดใหม่ชายาผู้ล่วงลับ โม่เหยียนซาง - บทที่ 335 )
เซ่อเจิ้งอ๋องหลีเฟิ่งเซียน อดีตจอมทัพที่นำทหารนับหมื่นกวาดล้างกองทัพ
มานับไม่ถ้วน ชื่อเสียงเลื่องระบือไกล ผู้ใดได้ยินชื่อเป็นต้องอกสั่นขวัญหาย แม้เขา
จะอายุมากแล้ว แต่ประสบการณ์ด้านการทหารนั้นโชกโชนยิ่ง สำหรับชาวแคว้น
เปี้ยนที่มีความเก่งกล้าสามารถด้านการรบ เขายังคงเป็นคู่ต่อสู้ที่น่ากลัวมาก!
ฝ่ายหนึ่งคือเสด็จพ่อที่ไม่เกี่ยวข้องใดๆ ทางสายเลือด แต่กลับเลี้ยงดูอุ้มชู
นางด้วยความรักจนนางเติบใหญ่! อีกฝ่ายเป็นน้องชายแท้ๆ ที่มีเชื้อสายเดียวกัน
ของเสด็จแม่! ไม่ว่าฝ่ายไหน นางก็ไม่อยากทำร้ายทั้งนั้น
ตงฟางเจ๋อเพิ่งขึ้นครองราชย์ กลับออกศึกครั้งนี้ด้วยตนเอง เห็นได้ชัดว่าเขา
ให้ความสำคัญกับศึกครั้งนี้มากเพียงใด สายสัมพันธ์ระหว่างสองแคว้นเดิมก็
ตึงเครียดอยู่แล้ว การเจรจาสงบศึกในวันนี้ล้มเหลวลง ยิ่งเป็นการราดน้ำมันลง
บนกองเพลิง สถานการณ์ยิ่งตึงเครียดกว่าเดิม พร้อมระเบิดได้ทุกเมื่อ การสงบ
ศึกครั้งนี้ลงอย่างราบรื่น จึงเป็นเรื่องที่ยากยิ่ง
แต่ไม่ว่าหนทางข้างหน้าจะยากเย็นเพียงใด นางก็จะไม่มีวันถอย เพื่อ
ครอบครัวคนเดียวที่เหลืออยู่บนโลกใบนี้ของนาง!
สายตาเย็นชาและกระจ่างชัดของนางพลันแปรเปลี่ยนเป็นหนักแน่น นางหมุน
ข้อมือเล็กน้อย เกาทัณฑ์ส่งสัญญาณพุ่งขึ้นฟ้า เสียงแหวกอากาศดังหวีดหวิว
เป็นสัญญาณติดต่อกันที่มีเฉพาะในเฉินเหมิน เพียงพริบตาเดียว ก็มีสัญญาณ
ตอบกลับ
ผ่านไปไม่นาน เงาร่างสี่สายที่เคลื่อนไหวด้วยความคล่องแคล่วว่องไวก็มุ่งหน้า
มาทางนี้ พวกเขาสี่คนก็คือหวั่นซิน เจียงหยวน เซี่ยงหลี และฉินเหิงนั่นเอง พวก
เขาทิ้งตัวลงพื้นอย่างไร้ซุ่มเสียง แล้วมายืนอยู่ข้างกายซูหลีอย่างรวดเร็ว
“คุณหนู!” หวั่นซินกล่าวด้วยเสียงร้อนใจ “คุณหนูไม่เป็นไรใช่ไหมเจ้าคะ?”
เมื่อครู่ทุกอย่างเกิดขึ้นกะทันหัน ซูหลีถูกองครักษ์ผู้นั้นจับตัวไป พวกนาง
กำลังต่อสู้กับศัตรู ไม่อาจปลีกตัวออกมาได้ จึงกลัวว่าซูหลีจะบาดเจ็บ ยามนี้ครั้น
เห็นนางปลอดภัยดีและอยู่เพียงลำพัง ก็ยังคงอดถามด้วยความเป็นห่วงไม่ได้
พวกเขามองไม่เห็นสีหน้าที่ซ่อนอยู่ภายใต้หน้ากากของซูหลี นัยน์ตาของนาง
เรียบนิ่งและเย็นชา มองไม่เห็นคลื่นอารมณ์ใดๆ ราวกับเมื่อครู่ไม่เคยมีเหตุการณ์
ใดเกิดขึ้นมาก่อน
ซูหลีส่ายหน้า ไม่พูดอะไร
“ท่านเจ้าสำนัก ตอนนี้พวกเราควรไปที่ใด?” ฉินเหิงมองหน้าซูหลี แล้วถาม
อย่างระมัดระวัง
การเจรจาสงบศึกล้มเหลว พวกเขาแสดงตนเป็นปฏิปักษ์กับแคว้นเปี้ยนอย่าง
เปิดเผย ซ้ำยังจับตัวองค์ชายสี่หยางเซียวเป็นตัวประกันอีก หากกลับแคว้นเปี้ย
นก็รังแต่จะเป็นการรนหาที่ตายอย่างไม่ต้องสงสัย แต่แคว้นเฉิงคือสถานที่ที่นาง
ทำทุกวิถีทางเพื่อที่จะหนีออกมา นางไม่มีวันกลับไปอย่างแน่นอน ตามหลักแล้ว
ทางเลือกที่ดีที่สุดในยามนี้ คือรีบฉวยโอกาสนี้ถอนตัวและหลีกหนีจากสถานที่ที่ไม่
ควรรั้งอยู่นานแห่งนี้โดยเร็วที่สุด จากนั้นก็หาสถานที่หลบภัย แล้วค่อยวางแผน
อีกที
“กลับกองทัพชายแดน” ยังเอ่ยไม่ทันจบประโยค ซูหลีก็มุ่งหน้าสู่เขตชายแดน
โดยใช้วิชาตัวเบาทันที
คำตอบ กลับเหนือความคาดหมายของพวกเซี่ยงหลี แม้แต่หวั่นซินที่สนิทกับ
นางที่สุด ได้ยินคำตอบของนางก็ยังอึ้งงัน ยามนี้ไม่มีผู้ใดล่วงรู้ว่าซูหลีคิดสิ่งใดอยู่
ทั้งสี่คนมองตากันแวบหนึ่ง ก่อนจะข่มความสงสัย ถอนหายใจเบาๆ แล้วรีบ
เคลื่อนตัวตามไปอย่างรวดเร็ว
ณ กองทัพชายแดนแคว้นเปี้ยน
พวกซูหลีเดินเข้าไปในกองทัพอย่างแช่มช้า มีคนไปรายงานสถานการณ์ก่อน
แล้ว พวกนางยังเดินไปไม่ถึงปากกระโจม คนกลุ่มหนึ่งก็พุ่งพรวดออกมาจาก
กระโจม คนแรกที่เดินออกมาคือเซียวอ๋องหยางเจิ้นผู้มีใบหน้างดงามทรงเสน่ห์ ซู
หลีกวาดมองด้วยสายตาเย็นชา กลับไม่เห็นเงาร่างสีแดงเพลิงของหยางเซียว ไม่รู้
ว่าเขาไปไหน
หยางเจิ้นตบมือเบาๆ หลายครั้ง รอยยิ้มเย็นชาผุดขึ้นที่มุมปาก “จับตัวองค์
ชายสี่เป็นตัวประกัน ช่วยหัวหน้าของทัพศัตรูให้หนีไปได้อย่างราบรื่น นึกไม่ถึงยัง
กล้ากลับมายังกองทัพของเราอีก ข้าช่างเลื่อมใสในความกล้าหาญของเจ้ายิ่ง
นัก!”
ครั้นวาจานี้ดังออกไป ทุกคนพลันตื่นตัว เหล่าทหารชักดาบออกจากฝัก ไอ
สังหารแผ่กำจายรอบทิศ สายตาของซูหลีเรียบเฉยเป็นปกติ นางไม่หวาดหวั่น
กลับก้าวไปข้างหน้า สบตากับหยางเจิ้นตรงๆ แล้วกล่าวว่า “เซียวอ๋องอย่าเพิ่งกริ้ว
พวกหม่อมฉันกลับมาเพราะมีเรื่องจะหารือกับท่านอ๋อง…”
“ยังมีเรื่องใดต้องหารือกันอีก! คนทรยศเช่นพวกเจ้า ย่อมต้องมีจิตมุ่งร้าย
อยู่แล้ว!” ขุนพลอวี๋ที่ยืนอยู่ข้างหยางเจิ้นตัดบทนางด้วยการตะโกนด่าอย่างโกรธ
ขึ้ง
เซี่ยงหลีตีพัดลงกลางฝ่ามือเบาๆ แล้วส่ายหน้ากล่าวอย่างทอดถอนใจ “หากมี
จิตมุ่งร้ายจริง ท่านขุนพลคงตายตั้งแต่อยู่ในหุบเขาเร้นลับแล้ว ยังต้องรอให้ถึง
ตอนนี้อีกหรือ?” เป็นถึงขุนพลเสียเปล่า ช่างไร้สมองเสียจริง เขาอดกลอกตามอง
บนไม่ได้
ขุนพลอวี๋ถึงกับพูดไม่ออกไปชั่วขณะ ไอสังหารพลันปรากฏในดวงตาหยางเจิ้น
เขาแค่นเสียงหัวเราะเย็นชา “เจ้าช่างสำบัดสำนวนยิ่งนัก!”
ซูหลีหมายจะเอ่ยปาก รอยยิ้มมุมปากของเขากลับจางหาย หยางเจิ้นชี้มาที่
พวกซูหลี แล้วตะโกนออกคำสั่ง “ทหาร! จับตัวเหล่าคนทรยศใจกล้าเหล่านี้ไว้! ผู้ใด
จับตัวหัวหน้าได้ข้าจะตบรางวัลหนึ่งร้อยเหรียญเงิน!”
พวกหวั่นซินรีบชักอาวุธออกมา คุ้มกันซูหลีไว้ตรงกลาง
สายตาของหยางเจิ้นไหวระริก เป็นดังที่เขาคาดเดาไม่มีผิด เฉินเซียงผู้ที่อ้าง
ตนว่าเป็นเจ้าสำนักเฉินเหมินมิใช่คนออกคำสั่งอย่างแท้จริง สตรีใจกล้าที่จับตัว
หยางเซียวเป็นตัวประกันต่างหาก ที่เป็นเจ้าสำนักตัวจริง!
เหล่าทหารอึ้งงัน พวกเขาตกใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างกะทันหันนี้ ต่าง
คนต่างมองหน้ากัน จากนั้นก็พร้อมใจกันจับดาบดาหน้ากันเข้าไป พวกหวั่นซินโฉบ
ไหวเงาร่างอย่างรวดเร็ว พริบตาเดียวเหล่าทหารก็บาดเจ็บล้มลงไปกองกับพื้น
หลายรายแล้ว!
หยางเจิ้นบันดาลโทสะ แม้ตกอยู่ในสถานการณ์ที่ศัตรูมีจำนวนคนมากกว่า
พวกเขาก็ไม่มีท่าทีหวาดกลัวเลยสักนิด คล้ายไม่เห็นฐานทัพทหารแห่งนี้อยู่ใน
สายตาเลยแม้แต่น้อย! สำนักเฉินเหมิน กองกำลังเล็กๆ ในยุทธภพ กล้าท้าทาย
อำนาจของกองทัพแคว้นเปี้ยนขนาดนี้เชียวหรือ
เขาโบกแขนกลางอากาศ ออกคำสั่งโดยไร้เสียง มือธนูจำนวนมากกรูกันเข้ามา
ทันที่ ลูกธนูแหลมคมเปล่งประกายเย็นเยียบยามต้องแสงอาทิตย์ เล็งไปยังคนห้า
คนที่กำลังต่อสู้อย่างดุเดือดอยู่ท่ามกลางวงล้อม! ราวกับลูกธนูจะพุ่งออกจากคัน
ศรในเสี้ยววินาทีถัดไป!
แววเย็นชาพาดผ่านดวงตาของซูหลี นางกางแขนออก ร่างบางลอยขึ้นเหนือ
อากาศทันใด กำลังภายในอันแข็งแกร่งทรงพลังพลันประดังเข้ามา! ครั้นพลังขุม
นั้นกวาดผ่าน ลูกศรแหลมคมพลันหักจนสิ้น!
หยางเจิ้นหันไปแย่งธนูยาวที่อยู่บนหลังของคนข้างๆ หยิบลูกธนูวางแล้วดึง
คันศร ปลายลูกธนูเล็งไปยังสตรีที่มีไอสังหารอันรุนแรงแผ่กำจายอยู่รอบกาย!
ทันใดนั้น เสียงตะโกนพลันดังมาจากที่ไกลๆ”เสด็จอาช้าก่อนพ่ะย่ะค่ะ~~~”
หยางเซียวพุ่งทะยานเข้ามาอย่างรวดเร็ว เงาร่างสีแดงเหมือนดั่งเปลวไฟโฉบ
ผ่านกำแพงมนุษย์ แล้วทิ้งตัวลงตรงหน้าปลายธนูของหยางเจิ้น เขายกมือจับธนู
ของหยางเจิ้น แล้วกดต่ำลงอย่างไม่ลังเล! บาดแผลบนลำคอของเขา ยามนี้กลับ
ถูกห่อไว้ด้วยผ้าพันแผลหนาๆ ทั้งที่เป็นแผลถลอกเล็กน้อยเท่านั้น เขากลับพัน
แผลจนดูเกินเหตุถึงเพียงนี้ คนอื่นเห็นเขาจะคิดว่าเขาบาดเจ็บหนักขนาดไหนกัน
หยางเซียวไม่สนใจใบหน้าขึ้งเคียดของหยางเจิ้น ยังคงปั้นหน้ายิ้มร่า “คน
กันเองทั้งนั้น มีเรื่องใดก็ค่อยๆ พูดค่อยๆ จากัน ทุกคนจงหยุดบัดเดี๋ยวนี้!”
องค์ชายสี่ออกคำสั่ง เหล่าทหารพลันลังเลไปชั่วขณะ พวกเขาชะงักหยุด แล้ว
หันไปมองหยางเจิ้นโดยสัญชาตญาณ ไม่รู้ว่าควรทำเช่นไรดี
“ข้าสั่งให้พวกเจ้าหยุดแล้วหรือ?” หยางเจิ้นตวาดเสียงเกรี้ยว
“เสด็จอา!” หยางเซียวหุบรอยยิ้มร่าเริง แล้วกล่าวด้วยน้ำเสียงจริงจัง “หาก
ทำร้ายนางจริงๆ เสด็จอาจะต้องเสียใจภายหลังอย่างแน่นอน!” เขาเดินเข้าไปหา
หยางเจิ้น แล้วกระซิบข้างหูเขาเบาๆ หลายประโยค
หยางเจิ้นอึ้งงัน สีหน้าเขาแสดงออกถึงความตกตะลึงระคนเหลือเชื่อ เขา
ชะงักไปครู่หนึ่ง แล้วก็เงยหน้ามองพิจารณาซูหลีอย่างละเอียด “เจ้าพูดจริงหรือ?”
เห็นได้ชัดว่าเขายังสงสัยในคำพูดของหยางเซียวอยู่
หยางเซียวพยักหน้า แววจริงจังปรากฏในดวงตา “เรื่องสำคัญขนาดนี้ หากไม่
มั่นใจ หลานไม่กล้าพูดส่งเดชหรอกพ่ะย่ะค่ะ” เขาหันไปมองซูหลีด้วยสายตาแฝง
ความหมาย แล้วกล่าวเสียงเบาอย่างทอดถอนใจอีกว่า “จริงหรือเท็จ หากเสด็จอา
เห็นก็จะรู้เอง”
ซูหลียืนอยู่ที่เดิมไม่พูดอะไร นางรู้ดีแก่ใจ หากต้องการให้เซียวอ๋องที่กำลัง
โกรธกริ้วถอนคำสั่ง ก็มีเพียงวิธีเดียว คือต้องบอกเรื่องสายสัมพันธ์ระหว่างนาง
กับเสด็จแม่