กำเนิดใหม่ชายาผู้ล่วงลับ โม่เหยียนซาง - บทที่ 338 )
ฮ่องเต้จ้องซูหลีไม่วางตา จู่ๆ ก็เอ่ยปากขึ้นว่า “พวกเจ้าออกไปก่อน ข้ามี
เรื่องต้องคุยกับอาหลีเพียงลำพัง”
หยางเจิ้นกับหยางเซียวต่างก็อึ้งงัน บังเกิดความสงสัย ทว่ากลับทำได้เพียง
นำทุกคนถอยออกจากกระโจมไปอย่างเงียบๆ
ยามนี้ในกระโจมเหลือเพียงฮ่องเต้กับซูหลีแค่สองคนเท่านั้น
ฮ่องเต้ถอนหายใจ แล้วกล่าวกับซูหลีตรงๆ”อาหลี ลมปราณคัมภีร์เมฆาลอย
กับขี่วายุในร่างกายเจ้า มิอาจหลอมรวมเป็นหนึ่งใช่หรือไม่?”
จู่ๆ ฮ่องเต้ก็มีรับสั่งว่าต้องการพูดคุยกับนางตามลำพัง ซูหลีเดาได้รางๆ ว่า
เกี่ยวข้องกับเรื่องที่ลมปราณของนางยังไม่สมดุล นางลังเลเล็กน้อย ก่อนจะ
รับคำเสียงเบาว่า “เพคะ”
ฮ่องเต้ลุกขึ้น ทอดถอนใจยาวๆ แล้วเอ่ยว่า “คัมภีร์เมฆาลอยและขี่วายุสอง
วิชานี้ หากเจ้ามิอาจทำให้มันหลอมรวมเป็นหนึ่งได้ทันเวลา แล้ววู่วามใช้กำลัง
ภายในส่งเดชจะทำให้ชีพจรหัวใจเสียหาย เมื่อครู่ที่เจ้ารู้สึกไม่สบายก็เพราะเหตุนี้”
ซูหลีกล่าวเสียงเรียบ “หม่อมฉันนึกว่านี่เป็นปฏิกิริยาที่เกิดจากกำลังภายในยัง
ไม่หลอมรวมอย่างสมบูรณ์แบบ กลับไม่รู้ว่ามันมีการแว้งกัดด้วย ซูหลีขอบังอาจ
ถามฝ่าบาทว่ามีวิธีแก้ไขหรือไม่เพคะ?”
ฮ่องเต้ขมวดคิ้วแน่น อ้าปากหมายจะพูดแต่แล้วก็หยุด
ซูหลีเอ่ยเสียงเรียบเฉย “หากฝ่าบาทมีวาจาใด ตรัสกับหม่อมฉันได้ทุกอย่าง
เพคะ”
“เฮ้อ สมุนไพรเยี่ยหลันคือยาดีที่ใช้หลอมรวมกำลังภายในสองอย่างนี้ เป็น
ของล้ำค่าที่หายากมาก ยี่สิบปีจึงจะเติบโตเป็นรูปเป็นร่างได้ เดิมทีในตำหนักก็มี
เพียงแต่ยามนี้…”
“ยามนี้ทำไมหรือเพคะ? หรือไม่มีแล้ว?”
ฮ่องเต้กล่าวด้วยน้ำเสียงจนใจ “สมุนไพรเยี่ยหลันถูกผู้อาวุโสเสวียนจิ้งแห่ง
ลัทธิธิดาเทพปรุงเป็นยาไร้รักไปแล้ว”
ยาไร้รัก? ชื่อประหลาดยิ่งนัก ซูหลีขมวดคิ้วถาม “ยาไร้รักคือสิ่งใดหรือเพคะ?”
“คือยาที่ลัทธิปรุงขึ้นมาใหม่ ใช้ควบคุมความรักและความปรารถนาของคน
เมื่อใดที่กินยานี้ ห้ามมีความรักไปตลอดชีวิต มิเช่นนั้นจะทำให้ชีพจรย้อนกลับ เจ็บ
ปวดเหมือนมีธนูนับหมื่นแทงทะลุหัวใจ สุดท้ายก็จะสูญเสียวรยุทธ์ไปจนสิ้น!”
ฮ่องเต้กล่าวอย่างแช่มช้า
ซูหลีอึ้งงัน อาการดังกล่าวคล้ายอาการของตงฟางเจ๋อยามโดนพิษจากดอก
ฉิงฮวา ที่ทำจนเขาไม่อาจใกล้ชิดกับนาง ครั้นนึกถึงคนผู้นั้น หัวใจของนางก็พลัน
สะดุด ภาพเรื่องราวในอดีตที่เกิดขึ้นเพราะดอกไม้ประหลาดชนิดนี้ พลันกลายเป็น
เหมือนเข็มแหลมจำนวนนับไม่ถ้วนที่ทิ่มแทงหัวใจของนาง ความเจ็บปวดนั้นมัน
ช่างละเอียดอ่อนซับซ้อนและยาวนาน
นางกัดฟันแน่น ผ่านมานานขนาดนี้แล้วเหตุใดยังลืมเขาไม่ได้อีก?! คนผู้นั้น
ไม่มีค่าพอที่จะทำให้นางรู้สึกปวดใจอีกแม้แต่น้อย! ตลอดชีวิตที่เหลืออยู่นางไม่
อยากข้องเกี่ยวกับความรักอีกแล้ว มีเพียงอยู่อย่างไร้หัวใจเท่านั้น นางจึงจะมีชีวิต
ที่ราบเรียบและมีอิสระได้!
ตัดกิเลสและความรู้สึกออกไป… ความคิดหนึ่งพลันแล่นผ่านสมองนาง ซูหลี
เงยหน้ามองฮ่องเต้ ยาไร้รัก…
ฮ่องเต้เองก็กำลังมองนางเช่นกัน สายตาที่มองซูหลีแลดูสับสน และลังเลไม่
แน่ใจ
สายตาของซูหลีเย็นเยียบ ที่แท้เขาก็มีจุดประสงค์เช่นนี้อยู่แล้ว! นางกล่าว
เสียดสีเล็กน้อย “ลัทธิธิดาเทพสมดังคำร่ำลือ คิดหาสารพัดวิธีเจ้าเล่ห์ออกมาได้
เพียงแต่น่าเสียดายที่ยี่สิบปีกว่าจะได้สมุนไพรเยี่ยหลันมาสักต้น”
สายตาของฮ่องเต้ไหวระริก เขาถอนใจเอ่ยว่า “เรื่องนี้โทษพวกเขาไม่ได้ นับ
ตั้งแต่สิบแปดปีก่อนที่น้องหญิงซีหนีไป พวกเขาก็คิดหาทางป้องกันเหตุไม่คาด
ฝันเช่นนี้อยู่นาน จนหาวิธีปรุงยาชนิดนี้ขึ้นมาได้ในที่สุด”
“ทุ่มเทมากจริงๆ เพคะ!” ใบหน้าของซูหลีไม่แสดงอารมณ์ขณะกล่าวเสียงเย็น
ชา “ในเมื่อเป็นเช่นนี้ หากซูหลีต้องการรักษาลมปราณ ก็จำต้องเป็นธิดาเทพแห่ง
ลัทธิธิดาเทพก่อนงั้นหรือเพคะ?”
ฮ่องเต้มองหน้านาง แล้วกล่าวเสียงขรึม “ถูกต้อง ยาไร้รักอยู่ในมือผู้อาวุโสเส
วียนจิ้ง มีเพียงธิดาเทพเพียงผู้เดียวเท่านั้นที่กินได้ ข้าเอง… ก็มิอาจเปลี่ยนแปลง
คำสั่งของลัทธิได้ตามอำเภอใจ”
สายตาของซูหลีเคร่งขรึม นางไม่ตอบอะไร
“อาหลี” ผ่านไปครู่หนึ่ง ฮ่องเต้ก็ก้าวเดินมาหานางอย่างแช่มช้า ถอนหายใจ
อย่างจนใจ คล้ายเป็นห่วงนาง “เจ้าคงไม่ขุ่นเคืองข้าเพราะเรื่องนี้กระมัง?”
“ซูหลีมิกล้า ฝ่าบาททรงกังวลเกินไปแล้วเพคะ” ซูหลีตอบเสียงเรียบเฉย ในใจ
ลอบหัวเราะเย็นชา มิน่าเล่าวันที่พบฮ่องเต้ครั้งแรก เขาถึงได้ไม่เร่งร้อนตามหา
แหวนหยกขาว ดูท่าคงเดาได้แต่แรกแล้วว่านางต้องรักษาลมปราณ ช้าเร็วอย่างไร
ก็ต้องหวนกลับมา กอปรกับเรื่องที่นางตัดสัมพันธ์กับตงฟางเจ๋อด้วยการกระโดด
แม่น้ำหลานชาง ใต้หล้าล้วนรับรู้ ฉะนั้นนางจึงเป็นตัวเลือกที่เหมาะกับการเป็นธิดา
เทพที่สุดแล้ว ช่างเป็นการดีดลูกคิดที่ไม่เลวจริงๆ
ทว่า… เป็นเช่นนี้ก็ดีเหมือนกัน เห็นได้ชัดว่าตงฟางเจ๋อเริ่มเคลือบแคลงในตัว
ตนของนางแล้ว หากสามารถอาศัยโอกาสนี้หลีกหนีจากเขาได้ ก็อาจไม่ใช่เรื่องเลว
ร้ายเสียทีเดียว รอให้สถานการณ์ในยามนี้สงบลง ค่อยคิดหาทางแก้พันธนาการ
จากยาไร้รัก แล้วไปจากที่นี่เสีย
นางตัดสินใจทันที่ จ้องหน้าฮ่องเต้อย่างแน่วแน่ แล้วกล่าวเสียงเบา “ไม่ทราบ
ว่าซูหลีพอจะมีคุณสมบัติเป็นธิดาเทพหรือไม่เพคะ?”
“ว่าอย่างไรนะ?” ฮ่องเต้อึ้งไปทันที่ คล้ายนึกไม่ถึงว่านางจะรับปากเร็วถึงเพียง
นี้ “เจ้าอยากเป็นธิดาเทพหรือ?”
ซูหลีย้อนถาม “เช่นนั้นฝ่าบาทมีวิธีที่ดีกว่าในการรักษาลมปราณหรือไม่เล่า
เพคะ?”
ฮ่องเต้ชะงักไปเล็กน้อย กล่าวด้วยสีหน้าสับสน “ข้าไม่มีวิธีที่ดีกว่านี้แล้วจริงๆ
และก็หวังว่าเจ้าจะทำให้ชื่อเสียงของลัทธิธิดาเทพกลับมารุ่งเรืองอีกครั้งด้วย เฮ้อ
เพียงแต่เรื่องนี้… ข้าหวังว่าเจ้าจะใคร่ครวญให้จงดีก่อน”
“ขอบพระทัยฝ่าบาทที่ทรงห่วง ซูหลีเข้าใจดีเพคะ”
ฮ่องเต้นิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง “เช่นนั้นแหวนหยกขาวอยู่กับเจ้าหรือไม่?”
ซูหลีส่ายหน้า
“แหวนหยกขาวเป็นของสำคัญของลัทธิธิดาเทพ หากเจ้าตัดสินใจจะเป็นธิดา
เทพจริงๆ จำต้องมีแหวนหยกขาวอยู่กับตน จึงจะสามารถยืนยันฐานะตนเองและ
เป็นผู้นำของทุกคนในลัทธิได้ ทุกคนในลัทธิยกเว้นผู้อาวุโส ไม่มีผู้ใดรู้เรื่องสาย
สัมพันธ์ระหว่างลัทธิธิดาเทพกับราชวงศ์” ฮ่องเต้ครุ่นคิด เดินวนไปวนมาหลาย
ก้าว “เอาอย่างนี้ เจ้าคิดหาทางเอาแหวนหยกขาวคืนมาก่อน ในระหว่างนี้ก็
ไตร่ตรองเรื่องนี้ดีๆ ไม่ว่าเจ้าจะเลือกทางใด ข้าจะไม่มีวันฝืนใจเจ้าเด็ดขาด”
“เพคะ” ซูหลีถามต่อว่า “เช่นนั้นเรื่องการเจรจาสงบศึก?”
ฮ่องเต้กล่าวอย่างครุ่นคิด “เมื่อครู่ที่เจ้ากล่าวมาก็มีเหตุผล มิสู้ลองไปดูว่าอีก
ฝ่ายมีจุดประสงค์ใดก่อน แล้วค่อยตัดสินใจอีกที”
ครั้นเห็นฮ่องเต้ออกปากตกลงเจรจาสงบศึก ซูหลีก็คลายใจเหมือนยกหิน
ออกจากอก หลังพูดคุยสัพเพเหระไม่กี่ประโยค นางก็เอ่ยปากขอตัวกับฮ่องเต้
เพิ่งจะก้าวเท้าออกจากกระโจม หยางเจิ้นกับหยางเซียวก็พากันเดินเข้ามาหา
“อาหลี เจ้าเป็นอย่างไรบ้าง?”
ใบหน้าของหยางเจิ้นเป็นปกติ น้ำเสียงกลับสะท้อนความใส่ใจระคนสอบถาม
และยังมีความห่วงใยปะปนอยู่ด้วย
ใบหน้าหล่อเหลาที่มักแย้มยิ้มอยู่เสมอของหยางเซียวเองก็เคร่งเครียดเล็ก
น้อยเช่นกัน “เสด็จพ่อ… ตรัสสิ่งใดกับเจ้าหรือ?” เขาเดาคำตอบได้รางๆ จึงร้อน
ใจอยากยืนยันโดยเร็ว
“ขอบพระทัยเสด็จน้าที่ทรงเป็นห่วง ซูหลีไม่เป็นไรเพคะ” ความอบอุ่นห่อหุ้มใจ
นาง ซูหลีแย้มยิ้มเล็กน้อยแล้วกล่าวว่า “ไม่มีอะไรเพคะ ฝ่าบาทเพียงบอกวิธีหลอม
รวมลมปราณให้หม่อมฉันเท่านั้น”
ใบหน้าหยางเซียวตึงเครียด รั้งมือนางแล้วถามว่า “ลัทธิธิดาเทพ?”
“อืม” ซูหลีพยักหน้าเล็กน้อย “หม่อมฉันตัดสินใจจะเป็นธิดาเทพแล้วเพคะ”
“ว่าอย่างไรนะ? ไม่ได้เด็ดขาด!” หยางเจิ้นตกตะลึงมาก เขาคัดค้านอย่างเด็ด
ขาดทันที
หยางเซียวเองก็อดเบิกตากว้างไม่ได้ เขาแทบไม่อยากเชื่อหูตนเอง เหล่มอง
กระโจมเล็กน้อย แล้วเอ่ยเสียงเบาด้วยความร้อนใจ “ลัทธิธิดาเทพคือสถานที่แบบ
ใด เจ้าเอง… ก็ไม่ใช่ไม่รู้ เป็นธิดาเทพมิใช่เป็นกันได้ง่ายๆ”
“องค์ชายสี่พูดมีเหตุผล อาหลี! เจ้ายังเด็กนัก หรือตลอดชีวิตเจ้าจะ… ไม่ ข้า
ไม่อนุญาตเด็ดขาด!” หยางเจิ้นกล่าวด้วยความตกใจระคนปวดใจ ใบหน้าของเขา
หม่นหมองอย่างยิ่ง เขากัดฟันกล่าว “เขาบีบบังคับเจ้าใช่หรือไม่?”
“ไม่มีผู้ใดบังคับหม่อมฉันเพคะ” ซูหลียังคงมีใบหน้าเรียบนิ่ง