กำเนิดใหม่ชายาผู้ล่วงลับ โม่เหยียนซาง - บทที่ 344 )
เบื้องล่างแท่นบูชาเงียบกริบ ไม่มีผู้ใดกล้าตั้งคำถามอีก
ซูหลีเหล่มองสองผู้อาวุโส แล้วกล่าวว่า “ผู้อาวุโสทั้งสองท่านมีคุณธรรมและ
บารมีสูงส่ง สร้างคุณประโยชน์แก่ลัทธิเรามากมาย ให้ดำรงตำแหน่งผู้อาวุโส และ
ดูแลจัดการเรื่องราวในลัทธิต่อไป”
สีหน้าของเสวียนจิ้งกับเสวียนฟงผ่อนคลายลง บรรยากาศกระอักกระอ่วน
พลันจางหายไป เสวียนจิ้งโบกมือ คนผู้หนึ่ง ประคองจานหยกลวดลายสวยงาม
เดินขึ้นมาจากด้านล่าง ในจานหยกมีกล่องสีดำประณีตใบหนึ่งวางอยู่ตรงกลาง
เสวียนจิ้งเปิดกล่องเบาๆ ด้านในมียาลูกกลอนสีดำเม็ดหนึ่ง
“นี่คือยาไร้รัก ทันทีที่กิน จะมิอาจมีความรักได้อีกตลอดชีวิต มิเช่นนั้นชีพจรจะ
ย้อนกลับ เจ็บปวดเหมือนโดนลูกธนูนับหมื่นยิงทะลุหัวใจ เพื่อหลีกเลี่ยงมิให้ลัทธิ
เราสูญเสียผู้นำเหมือนที่เคยเกิดขึ้น ท่านธิดาเทพโปรดกินยานี้ด้วย”
ยาลูกกลอนสีดำปรากฏอยู่ตรงหน้า กลิ่นหอมประหลาดลอยโชยมารางๆ นิ้ว
มือของซูหลีที่ซ่อนอยู่ใต้แขนเสื้อสั่นเล็กน้อย นางเพียงยืนจ้องยาเม็ดนั้นอย่างนิ่ง
งัน ความรู้สึกสับสนวุ่นวายประดังประเดเข้ามาในใจ จนมิอาจทำใจให้สงบได้
สายตาของพวกหวั่นซินแปรเปลี่ยนเป็นหนักใจ ชั่วขณะหนึ่งภายในวิหารเงียบ
งันจนได้ยินแม้กระทั่งเสียงลมหายใจอันแผ่วเบา ซูหลีเหมือนตกอยู่ในห้วงภวังค์
ไปชั่วขณะ ราวกับมีใบหน้าของคนผู้หนึ่งลอยชัดอยู่ตรงหน้านาง ความเจ็บปวดที่
สะท้อนอยู่ในดวงตาเขาพาให้หัวใจนางรู้สึกเจ็บแปลบอย่างมิอาจควบคุม
“คุณหนูเจ้าคะ?!”
เสียงเรียกเบาๆ ของหวั่นซินดึงความคิดของนางกลับมา ซูหลีพลันได้สติ เพ่ง
มองยาลูกกลอนสีดำลูกเล็กๆ ที่อยู่ตรงหน้าราวกับนั่นมิใช่ยาพิษที่จะทำให้หัวใจ
ด้านชา แต่เป็นยาที่วิเศษที่สุดในโลก ตลอดมาเรื่องใดที่นางตัดสินใจแล้ว ไม่ว่าจะ
ยากเพียงใด นางก็ไม่เคยลังเล เมื่อก่อนเป็นเช่นไร ตอนนี้ก็เป็นเช่นนั้น
ซูหลีสลัดความรู้สึกอันสับสนวุ่นวายออกไป แล้วยื่นมือหยิบยาไร้รักเม็ดนั้นมา
นิ้วมือเรียวบางดั่งหยกของนางถูกสีดำของยาขับเน้นให้ยิ่งซีดขาวขึ้นไปอีก
สายตาของนางหนักแน่น ยกมือขึ้นอย่างเด็ดเดี่ยว กลีบปากแดงสัมผัสถูกเม็ดยา
แล้ว
“ช้าก่อน!” นอกวิหาร เสียงตวาดเสียงหนึ่งพลันดังเข้ามา ราวกับผืนฟ้าและ
แผ่นดินเปลี่ยนสีไปทันที
ครั้นได้ยินเสียงนี้ พวกหวั่นซินตกตะลึง ซูหลีสั่นสะท้านไปทั้งตัว มือที่ยกขึ้น
พลันค้างเติ่งอยู่อย่างนั้น นางเงยหน้ามอง ก็เห็นเงาร่างสูงใหญ่สายหนึ่งเหมือน
ดั่งนกอินทรีที่กางปีกทะยานขึ้นฟ้า บินโฉบเข้ามาอย่างรวดเร็ว ต่อหน้าเหล่ายอด
ฝีมือในยุทธภพที่ไม่ว่าผู้ใดได้ยินชื่อล้วนอกสั่นขวัญแขวนหลายร้อยคน เงาร่างนั้น
กลับเข้ามาราวกับสถานที่แห่งนี้ไม่มีผู้ใดอยู่
ผู้มาสวมอาภรณ์ผ้าต่วนสีดำ รัดเกล้าสีทอง ใบหน้าหล่อเหลาไม่มีผู้ใดเปรียบ
ดังเดิม มีเพียงความเจ็บปวดและความหวาดกลัวอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อนที่สะท้อน
ชัดอยู่ในดวงตาคู่นั้น
“ส่งยาไร้รักมาให้ข้า! เจ้ากินไม่ได้!” เขารีบสาวเท้าขึ้นไปด้านหน้า เอื้อมแขน
ออกไปหมายจะแย่งชิง
สายตาของซูหลีขรึมลง นางพาร่างทะยานขึ้นกลางอากาศ พริบตาเดียวก็ถอย
ห่างไปไกล พวกหวั่นซินรีบชักดาบและพุ่งเข้ามาคุ้มกันด้านหน้านาง
ตงฟางเจ๋อจ้องมองซูหลีที่อยู่ห่างออกไปหลายก้าว กล่าวด้วยเสียงเย็นชา
“หลีกไป” เสียงของเขาไม่ดังมาก แต่กลับคมปลาบและเยือกเย็น แขนเสื้อของเขา
กระเพื่อมไหวราวกับมีคลื่นน้ำก่อตัว ไอสังหารอันน่าสะพรึงกลัวปะทะเข้ามา
โดยตรง คล้ายต้องการทำลายสิ่งกีดขวางทุกอย่าง
พวกหวั่นซินถูกพลังอันแข็งแกร่งขุมนี้บีบบังคับให้ถอยหลัง สีหน้าพลัน
เปลี่ยน ฉินเหิงหมายจะก้าวเข้าไปอีกครั้ง แต่กลับถูกเซี่ยงหลีรั้งไว้ พวกเขาสื่อสาร
กันด้วยสายตาที่รู้กันเพียงสองคน หวั่นซินกับเจียงหยวนเองก็หยุดด้วยเช่นกัน
ทั้งสี่ใจตรงกัน ถ้าหากตงฟางเจ๋อขัดขวางซูหลีมิให้กินยาไร้รักได้ กลับเป็นเรื่องที่
น่ายินดี
“ผู้ใดบังอาจถึงเพียงนี้! ถึงขั้นกล้าบุกเข้ามาในแท่นบูชาของลัทธิเรา? เร็วเข้า
จับตัวเขาไว้!” ผู้อาวุโสเสวียนจิ้งตวาดสั่งเสียงเข้ม กลุ่มคนที่อยู่ในวิหารจึงได้สติ
ชักดาบออกมาและล้อมเขาไว้
ใบหน้าของเซิ่งฉินและเซิ่งเซียวที่ติดตามตงฟางเจ๋อมาพลันเปลี่ยนสี พวกเขา
รีบคุ้มกันตงฟางเจ๋อทันที่ บรรยากาศตึงเครียดแผ่ปกคลุมวิหารกลางน้ำอัน
งดงามแห่งนี้ในพริบตา
ครั้นเห็นว่าการต่อสู้อันดุเดือดกำลังจะเกิดขึ้นอย่างมิอาจหลีกเลี่ยงได้ หัวใจ
ของซูหลีดิ่งลงทันที่ ในส่วนลึกของนัยน์ตาที่เรียบนิ่งไร้คลื่นอารมณ์ มีแววสั่นไหว
เล็กน้อย
ทุกคนพุ่งตัวเข้ามาหมายจะสังหารตงฟางเจ๋อ เซิ่งฉินและเซิ่งเซียวชักดาบออก
มาทันที่ การต่อสู้นองเลือดกำลังจะเกิดขึ้นในวินาทีถัดไป ซูหลีขมวดคิ้ว ตวาด
เสียงเย็นชา “หยุดเดี๋ยวนี้!”
“ท่านธิดาเทพเหตุใดต้องขัดขวาง? กฎของลัทธิเรา ผู้ใดบุกรุกเข้ามา ฆ่าไม่
เว้น” ใบหน้าของผู้อาวุโสเสวียนจิ้งตึงเครียด น้ำเสียงแฝงแววตักเตือน จ้องมอง
ยาในมือซูหลีเขม็ง เหมือนกำลังบอกกับนางว่า ทันทีที่นางเข้ามาในสถานที่แห่งนี้
ก็ไม่อาจถอยกลับออกไปได้อีกแล้ว หากไม่กินยาไร้รัก แล้วรับตำแหน่งธิดาเทพ ก็
อย่าได้คิดจะออกไปจากที่นี่!
ซูหลียิ้มเย็นเล็กน้อย “ผู้อาวุโสมั่นใจหรือว่าสามารถฆ่าคนผู้นี้ได้?”
เสวียนจิ้งอึ้งงัน เมื่อครู่ ทั้งเงาร่างและความเร็วของบุรุษรูปงามผู้นี้ นับได้ว่าย
อดเยี่ยมและพบเจอได้ยากมากจริงๆ! เกรงว่าในวิหารแห่งนี้ไม่มีใครเป็นคู่ต่อสู้
ของเขาได้! แต่จะให้เขาผู้เป็นอาวุโสแห่งลัทธิยอมรับต่อหน้าธารกำนัลว่าวรยุทธ์
ของตนเองสู้คนอื่นไม่ได้ จะไม่น่าอับอายเกินไปหน่อยหรือ? ใบหน้าของเขากระตุก
สั่น เขากล่าวเสียงเย็นชา “ถึงแม้ข้าน้อยสู้เขาไม่ได้ แต่จะขอสละชีพเพื่อลัทธิเรา
เพื่อเป็นเกียรติแก่ลัทธิธิดาเทพที่มีรากฐานมายาวนานหลายร้อยปี! ทุกคนจงฟัง
วันนี้ห้ามปล่อยให้คนผู้นี้รอดไปได้เด็ดขาด มิเช่นนั้นภายหน้าลัทธิธิดาเทพจะมีหน้า
อยู่ในยุทธภพอีกได้เช่นไรกัน?!”
เสียงของเขาเหมือนเสียงระฆังที่ดังก้องไปทั่ววิหาร ปลุกใจกลุ่มคนให้เดือด
พล่าน เสียงคำรามห้ำหั่นดังก้องฟ้า
ซูหลีขมวดคิ้ว กล่าวเสียงกลั้วหัวเราะ “ดี วันนี้พวกท่านต้องการสละชีพเพื่อ
ลัทธิ ถือเป็นเรื่องน่ายกย่อง ข้าที่เพิ่งขึ้นรับตำแหน่งธิดาเทพคงต้องเตรียมเก็บ
ศพพวกท่านแล้ว เกรงว่าภายหน้าในยุทธภพจะไม่มีลัทธิธิดาเทพ หรือรากฐานอัน
ใดอีก กลายเป็นเพียงเรื่องตลกขบขันเท่านั้น!”
เสวียนจิ้งหน้าเขียว ตะโกนเสียงดัง “ท่านธิดาเทพ! ลัทธิเรามีกำลังคนนับร้อย
หนึ่งเสียงเรียกหา ร้อยคนขานรับ ยังต้องหวาดกลัวคนนอกเพียงคนเดียวอีก
หรือ?”
ซูหลีก้าวเข้ามาหาเขาอย่างแช่มช้า “ท่านเรียกข้าว่าอย่างไรนะ?”
เสวียนจิ้งอึ้งไปเล็กน้อย “ท่านธิดาเทพ!”
“ตามกฎลัทธิ ลบหลู่เบื้องสูง ไม่ฟังคำสั่ง สมควรถูกลงโทษเช่นไร?” นางจ้อง
หน้าเสวียนจิ้ง น้ำเสียงเกรี้ยวโกรธ ทว่าสายตากลับไม่บ่งบอกอารมณ์
เสวียนจิ้งถึงขั้นพูดไม่ออกไปชั่วขณะ เสวียนฟงกล่าวเสียงขรึม “ผู้ขัดขืนคำ
สั่งต้องถูกตัดหัวโดยไม่มีข้อแม้ใดๆ ทั้งสิ้น!”
ซูหลีกระตุกยิ้มมุมปากเล็กน้อย เหงื่อเย็นเริ่มผุดพรายบนหน้าผากของเสวียน
จิ้ง
“เห็นแก่ที่ผู้อาวุโสเสวียนจิ้งเป็นผู้มีผลงาน กอปรกับวันนี้เป็นวันมงคลที่ข้าขึ้น
สืบทอดตำแหน่ง ข้าจะไม่เอาผิดท่าน ยังไม่ถอยลงไปอีก?!”
ใบหน้าของเสวียนจิ้งซีดขาวสุดขีด คิ้วขมวดเข้าหากันแน่น ในลัทธินี้ ยังไม่เคย
มีผู้ใดไม่ไว้หน้าเขาเช่นนี้มาก่อนสักครั้ง! ประกายเย็นยะเยือกพาดผ่านดวงตา ทว่า
ในที่สุดเขาก็โบกมือ แล้วถอยกลับไปยืนตำแหน่งเดิม ครั้นเห็นว่าเขายอมอ่อนข้อ
คนอื่นๆ ต่างก็ไม่กล้าส่งเสียงคัดค้าน
ผู้อาวุโสเสวียนฟงเห็นเหตุการณ์ จึงถามเสียงขรึม “ท่านธิดาเทพรู้จักผู้มา
หรือ?”
ซูหลีไม่ตอบ สายตาของนางที่จดจ้องตงฟางเจ๋อเย็นชาและไม่แยแสเหมือน
กำลังมองอากาศธาตุ
เกรงว่าผู้ใดมีตาก็คงดูออกทั้งนั้น พวกเขาใช่เพียงรู้จักกันธรรมดาเสียที่ไหน!
คุณชายรูปงามบุคลิกไม่ธรรมดาผู้นี้ กับธิดาเทพที่เพิ่งขึ้นสืบทอดตำแหน่งใหม่จะ
ต้องมีสายสัมพันธ์ที่ไม่ธรรมดาต่อกันอย่างแน่นอน
“ไม่ทราบว่าท่านมาที่นี่มีธุระใด?” ซูหลีถาม เสียงแหบต่ำและแปลกหูสะท้อน
ความเย็นชาไม่แยแสได้เป็นอย่างดี
สายตาของตงฟางเจ๋อหม่นหมอง เขาก้าวเข้าไปข้างหน้า กล่าวอย่างหนักแน่น
“ข้ามาพาเจ้าไปจากที่นี่”
ซูหลีเอียงหน้ามองเขาด้วยสายตาเย็นชา “ท่านเป็นผู้ใด แล้วข้าเป็นผู้ใด คิดจะ
พาข้าไปจากที่นี่? ไม่คิดว่าตนเองโอหังเกินไปหน่อยหรือ!”
ปะทะกันสามครั้ง เขายังคงไม่เห็นหน้านาง แต่กลับมั่นใจถึงเพียงนี้ว่านางคือ
คนที่เขากำลังตามหา!
“ซูซู…”
“ทูตทั้งสี่ส่งแขก” ไม่รอให้เขาพูดอะไร นางหันหลังให้เขาอย่างเย็นชา คำสั่งส่ง
แขก ไร้ซึ่งความรู้สึกปะปน
“เชิญ!” พวกหวั่นซินก้าวเข้ามา ส่งสัญญาณให้เขาไปจากที่นี่เสีย ตงฟางเจ๋อ
ทำเหมือนไม่ได้ยิน ผลักพวกเขาออก แล้วสาวเท้ายาวๆ ก้าวเข้าไปคว้าแขนซูหลี
ตวาดถามเสียงโกรธเกรี้ยวระคนร้อนใจ “เจ้าต้องการอะไรกันแน่?!”