กำเนิดใหม่ชายาผู้ล่วงลับ โม่เหยียนซาง - บทที่ 354 )
ซูหลีลืมตา มึนงงเล็กน้อย ไม่รู้ว่าตนเองอยู่ที่ใด นางหันมอง เห็นเงาร่างสี
แดงอันคุ้นเคยอยู่ข้างกาย
หยางเซียวหันหลังให้นาง ไม่รู้กำลังก้มหน้าก้มตาทำสิ่งใดอยู่
ซูหลีลุกขึ้นนั่ง หมายจะเอ่ยปาก เขาก็หันมาพอดี ครั้นเห็นนางตื่น สายตาของ
เขาก็เป็นประกาย กล่าวด้วยความดีใจ “เจ้าตื่นแล้วหรือ พอดีเลย ลองสวมดูเร็ว
เข้า”
พูดไป ก็เห็นเขาหยิบมงกุฎดอกไม้หลากสีสวมลงบนศีรษะนาง ซูหลีผงะ เบี่ยง
ตัวหลบโดยสัญชาตญาณ ของที่มีแต่เด็กสาวชอบเช่นนี้ นางเลิกชอบไปนานแล้ว!
นางขมวดคิ้วกล่าวว่า “ได้เวลากลับแล้ว” เอ่ยจบก็หมายจะลุกขึ้น หยางเซียว
รีบคว้าตัวนาง ร้องบอกว่า “จะรีบร้อนไปไหน ยังเหลือเวลาอีกเยอะเลยนะ!”
ซูหลีเงยหน้ามองท้องฟ้า ยังเหลือเวลาอีกเยอะ? พระอาทิตย์จะตกดินอยู่
รอมร่อแล้ว!
“ข้าสานมันตลอดเวลาที่เจ้านอนหลับ นี่เป็นสิ่งที่ข้าถักด้วยตนเองเป็นครั้ง
แรก เจ้าดูสิ มือข้าถูกบาดจนเป็นแผลหมดแล้ว!” เขาแบมือให้นางดู นิ้วมือของ
องค์ชายน้อยผู้ที่ใช้ชีวิตอย่างมีเกียรติมาโดยตลอด ถูกหนามดอกไม้แทงจนเป็น
แผลหลายจุด เขามองหน้านางด้วยท่าทางน่าสงสาร สายตาน้อยเนื้อต่ำใจสุดแสน
ราวกับว่าหากนางไม่สวมมงกุฎดอกไม้ของเขา ก็จะกลายเป็นความผิดใหญ่หลวง
อย่างไรอย่างนั้น
ซูหลีรู้ว่าเขาแสร้งทำ จึงไม่สนใจเขา นึกไม่ถึงจู่ๆ เขากลับดึงตัวนางให้นอนลง
ไปบนพื้น มงกุฎดอกไม้สวมลงบนศีรษะนางอย่างรวดเร็ว
ซูหลีโมโห ยกฝ่ามือหมายจะตีเขา ยังตีไม่ทันโดนตัวเขา เขาก็ก้มลงมากอดนาง
แน่นๆ ปากก็ร้องโวยวายเสียงดัง “โอ๊ย เจ็บจังเลยๆ!”
ซูหลีถึงกับพูดไม่ออก เขาเหมือนปลาหมึกยักษ์ กอดนางไว้แน่นจนนาง
ขยับเขยื้อนไม่ได้ ทำได้เพียงขานเรียกอย่างขุ่นเคือง “หยางเซียว!”
“หา” เขากลับเงยหน้าขึ้นจากลำคอนาง แล้วรับคำด้วยใบหน้าเกลื่อนยิ้ม เผย
ให้เห็นฟันขาวที่เรียงตัวกันอย่างเป็นระเบียบ เขาหัวเราะพลางกล่าวว่า “อาหลีน้อย
เรียกข้าทำไมหรือ?”
ซูหลีทั้งตลกทั้งโมโห คนเจ้าเล่ห์! จู่ๆ นางก็นึกอยากจะตีเขาให้รอยยิ้มยียวน
บนใบหน้าจางหายไปเสีย
“เจ้าโกรธหรือ?” หยางเซียวหัวเราะแหยๆ แล้วถามนาง
ซูหลีหันหน้าหนีด้วยความขุ่นเคือง ทว่ากลับได้ยินเขาบอกว่า “โกรธก็ดี เจ้ายัง
สาวยังแส้ วันๆ เอาแต่ปั้นหน้าเย็นเป็นก้อนน้ำแข็งพันปี ทรมานแย่! มีอารมณ์ขึ้น
ลง โกรธเป็น จึงจะเรียกว่ามีชีวิต! อาหลีน้อย ยามใดที่เจ้าอารมณ์ไม่ดี ระบายกับ
ข้าได้ ข้าไม่โกรธเจ้า!”
หัวใจของซูหลีสั่นสะท้าน ใครที่ไหนจะร้องขอให้ผู้อื่นมาระบายอารมณ์กับ
ตนเองเช่นเขา…
มีอารมณ์ขึ้นลงจึงจะถือว่ามีชีวิตหรือ? บางครั้งนางก็เคยคิดว่านางยังมีชีวิต
อยู่จริงหรือ? หลังจากแผนการกระโดดแม่น้ำฆ่าตัวตายปลอมๆ อันแยบยลครั้ง
นั้นผ่านพ้นไป แม้ร่างกายของนางยังมีชีวิตอยู่ แต่หัวใจของนาง… ราวกับได้ตาย
ไปพร้อมกับความรักครั้งนั้นแล้ว!
ในขณะที่นางเหม่อลอยอยู่นั้นเอง เขาก็สวมมงกุฎดอกไม้ให้นางสำเร็จ
“สวยจริงๆ!” เขาชื่นชมผลงานของตนเองอย่างเบิกบาน แต่จู่ๆ กลับรู้สึกว่า
หน้ากากบนหน้านางช่างเกะกะเหลือเกิน ฉะนั้นจึงยกมือถอดหน้ากากออกทันที
ซูหลีได้สติกลับคืนมา รีบยื่นมือออกมาหมายจะแย่งหน้ากากคืน เขากลับ
เหลือบมองแวบหนึ่ง แล้วกล่าวด้วยความไม่พอใจ “หน้ากากนี้อัปลักษณ์เกินไป
แล้ว! ข้าไม่ชอบ” เอ่ยจบ เขาก็โยนหน้ากากทิ้งไป
“ท่าน!” ซูหลีเบิกตากว้าง กล่าวเสียงเย็นชา “ใครขอให้ท่านชอบ?!”
นางยกมือขึ้นหมายจะผลักเขาออก สีหน้าของเขาพลันเปลี่ยน รีบกอดนางไว้
แน่นๆ อีกครั้ง แสร้งร้องเสียงดังด้วยความหวาดกลัว “อาหลีน้อยอย่าตีข้า!”
มือของซูหลีค้างเติ่งกลางอากาศ จะหัวเราะก็ไม่ได้ร้องไห้ก็ไม่ออก
หยางเซียวแอบเงยหน้าเล็กน้อย มองดูใบหน้าของนางหลังผ่านการแปลงโฉม
เป็นจิ้งหวั่น คิ้วเข้มขมวดเข้าหากัน แล้วกล่าวว่า “นี่ เจ้าช่วยถอดหน้ากากใบนี้ด้วย
ได้หรือไม่?”
“ท่านจะทำอะไรน่ะ?” นางขมวดคิ้ว ถามด้วยความระแวดระวัง
หยางเซียวหัวเราะแปลกๆ”เจ้าดูสิ ใบหน้าข้าหล่อเหลาคมเข้มถึงเพียงนี้ ให้มาก
อด…” เขาไม่ได้พูดจนจบประโยค ยกมือชี้มาที่หน้ากากจิ้งหวั่นที่อยู่บนหน้านาง
แล้วกล่าวด้วยสีหน้าอิหลักอิเหลื่อ “รู้สึกแปลกเกินไปแล้ว!”
“เช่นนั้นท่านก็ปล่อยข้าสิ!” นัยน์ตาของซูหลีขรึมลงเล็กน้อย นางกล่าวเสียง
เย็นชา
“ไม่ได้ ถ้าปล่อยเจ้าก็จะหนีไป” เขาหัวเราะมองนาง คนเจ้าเล่ห์เช่นเขา กลับเกิด
มามีใบหน้าชั้นเยี่ยมเช่นนี้!
ซูหลีกล่าว “ดึกมากแล้ว ข้ายังมีเรื่องต้องกลับไปทำ”
“มีเรื่องใดสำคัญกว่าการเพลิดเพลินไปกับทิวทัศน์อีกหรือ?” หยางเซียวพูด
พร้อมเบิกตากว้าง ท่าทางเหมือนกำลังพูดสิ่งสมเหตุสมผล “ข้าจะบอกเจ้าให้นะ
คนเราเกิดมาชาติหนึ่ง สิ่งสำคัญที่สุดคือมีความสุข! อยากทำอะไรก็ทำ เช่นนี้จึงจะ
ถือว่าเกิดมาไม่เสียเปล่า! เจ้าดูตัวเองสิ อายุยังน้อยแต่กลับใช้ชีวิตเหมือนคนแก่
ไม่อึดอัดบ้างหรือไร?”
อึดอัดหรือ? หัวใจของซูหลีสั่นสะท้าน สายตาหลุบต่ำ ไม่พูดอะไร
“ขอแค่ผ่อนคลายจิตใจ เจ้าก็จะมองเห็นเองว่าข้างกายเจ้ามีคนและเรื่องราว
ดีๆ อยู่มากมาย อย่างเช่นหุบเขาแห่งนี้ แล้วก็… ข้า องค์ชายหนุ่มผู้หล่อเหลา
ปราดเปรื่อง!” เขาชี้ไปที่ตนเองด้วยสีหน้าจริงจัง แย้มยิ้มอย่างสดใสร่าเริง
ซูหลีถึงกับพูดไม่ออก เจ้าคนเจ้าเล่ห์ผู้นี้ ไม่ว่าเมื่อไหร่ก็ไม่เคยลืมหลงใหลในตน
เองจริงๆ
หยางเซียวยิ้มร่า แล้วกล่าวต่ออีกว่า “เจ้าดูสิ ที่แห่งนี้ยามกลางวันงดงามดั่ง
แดนสวรรค์ แล้วไม่อยากรู้หรือว่ายามกลางคืนจะเป็นเช่นไร?”
“รู้แล้วทำอะไรได้เล่า?” นางย้อนถามเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ฉวยโอกาสตอน
เขาเผลอ ผลักเขากระเด็นอออกไป
“โอ๊ย” หยางเซียวร้องครวญเสียงดัง องค์ชายน้อยผู้ที่อวดอ้างว่าตนเองหล่อ
เหลาปราดเปรื่อง ยามนี้ถูกนางผลักเต็มแรง ล้มกลิ้งจนหน้าทิ่มพื้น
“เจ็บจัง!” เขาเงยหน้าขึ้นยกมือกุมหน้าอก แล้วโวยวายเหมือนได้รับบาดเจ็บ
“อาหลีน้อย เจ้าตีข้าจริงๆ หรือ! ใจร้ายเกินไปแล้ว! โอ๊ย หน้าข้า…”
ซูหลีเงยหน้ามองเขาแวบหนึ่ง เพลิงโทสะในใจดับไปกว่าครึ่ง ช่อผมเปียบน
ศีรษะหยางเซียวเต็มไปด้วยเศษดินและใบหญ้า แล้วยังมีกลีบดอกไม้หลากสีปะปน
อยู่ด้วย ครั้นประกอบกับอาภรณ์สีแดงเพลิงบนกายเขาแล้ว คนผู้นี้… เต็มไปด้วย
สีสันอันหลากหลายแลดูมีชีวิตชีวาจริงๆ
ใบหน้าบึ้งตึงจ้องมองนางอย่างน้อยอกน้อยใจ ท่าทางดูน่าขบขันไม่น้อย
“ไปได้แล้ว” ซูหลีลุกขึ้นยืน แล้วเดินตรงไปนอกหุบเขา
ครั้งนี้หยางเซียวไม่ได้รั้งนาง เพียงมองดูแผ่นหลังที่หายลับไปของนาง แวว
เจ้าเล่ห์พาดผ่านนัยน์ตางาม รอยยิ้มผุดพราย เขาพลิกตัวนอนหงายอยู่บนพื้น
อย่างผ่อนคลาย รู้สึกเจ็บตรงหน้าอกเล็กน้อย ฝ่ามือของนางเมื่อครู่ไม่ได้เบาเลย
แต่เขากลับไม่ใส่ใจ พึมพำท่วงทำนองเพลงที่ไม่รู้ชื่อ และคาบต้นหญ้าเส้นหนึ่งไว้ใน
ปาก ยกขาไขว่ห้าง แกว่งเท้าไปมาอย่างสบายใจ
ผ่านไปไม่นาน เงาร่างอันคุ้นเคยของนางก็ปรากฏในครรลองสายตาเขาอีก
ครั้งดังคาด เขาแย้มยิ้มยิงฟันให้นาง
สายตาของนางแสดงแววขุ่นเคือง “เรือเล่า?”
“หา?” ดวงตาดำขลับของเขากะพริบปริบๆ คล้ายไม่เข้าใจว่านางกำลังพูดสิ่ง
ใด
ซูหลีข่มกลั้นความโกรธ แล้วถามอีกครั้งว่า “ข้าถามท่านว่าเรือหายไปไหน
แล้ว?” น้ำเสียงของนางแฝงแววไม่พอใจ เห็นได้ชัดว่าเริ่มโกรธแล้ว
หยางเซียวรีบลุกขึ้น แล้วตะโกนด้วยความประหลาดใจ “เรือหายไปแล้ว?” เขา
รีบเดินไปดูตรงทางเข้าหุบเขา ชายฝั่งว่างเปล่าดังคาด เรือเล็กลำนั้นหายไปตั้ง
นานแล้ว
เขาหันกลับมาตะโกนเสียงดังด้วยความประหลาดใจ “เอ๋? เรือหายไปไหนแล้ว
เล่า?”
เสแสร้งแกล้งทำ!
ซูหลีจ้องหน้าเขาอย่างเย็นชา “ท่านพาข้ามาที่นี่ แล้วปล่อยให้เรือลอยหายไป มี
จุดประสงค์ใดกันแน่?”
“ข้า…” สายตาของหยางเซียวไหวระริก เขากลอกตาไปมาหลายครั้ง ดูไม่เป็น
ตนเอง ไม่นานก็ยิ้มแล้วกล่าวว่า “ข้าจะมีจุดประสงค์ใดได้… อาหลีน้อย เจ้าอย่า
มองข้าด้วยสายตาเช่นนี้ได้หรือไม่ มันน่ากลัว!” เขาตบหน้าอกตนเองด้วยท่าทาง
เกินจริง เหมือนนางทำให้เขาตกใจจริงๆ