กำเนิดใหม่ชายาผู้ล่วงลับ โม่เหยียนซาง - บทที่ 362 )
เซี่ยฝูอันพยักหน้าตามอย่างครุ่นคิด เขาแย้มยิ้มเล็กน้อยแล้วกล่าวว่า “ที่แท้
ก็เป็นเช่นนี้ วิชาแพทย์ของทูตวิญญาณไม่ธรรมดาดังคาด”
สายตาของเจียงหยวนมีแววสงสัยพาดผ่าน “ผู้ดูแลเซี่ยรู้วิชาแพทย์ด้วย
หรือ?”
“ยามว่าง มักชอบอ่านตำราต่างๆ จึงรู้เรื่องยาบ้างเล็กน้อย วันนี้อวดรู้ต่อหน้า
ผู้เชี่ยวชาญเช่นทูตวิญญาณ ช่างขายหน้ายิ่งนัก” เอ่ยจบ เขาก็สอดเทียบยาเข้าไป
ในแขนเสื้อ แล้วค้อมกายเล็กน้อย ก่อนจะเดินออกไปต้มยาอย่างเร่งรีบ
หยางเซียวมองแผ่นหลังเขาด้วยสายตาเย็นชา คิ้วคมเข้มที่ยามปกติมักเชิด
สูง ยามนี้กลับขมวดเข้าหากันแน่น
เจียงหยวนกล่าว “ดึกมากแล้ว องค์ชายสี่เสด็จกลับไปพักเถิดพ่ะย่ะค่ะ ท่าน
ธิดาเทพอยู่ที่นี่ มีทูตนารีคอยรับใช้อยู่แล้ว”
หยางเซียวยังไม่ทันเปิดปาก ก็ได้ยินเสียงซูหลีพูดขึ้นว่า “เจ้าออกไปก่อน ข้า
ยังมีเรื่องต้องคุยกับองค์ชายสี่”
“เจ้าฟื้นแล้วหรือ?” ครั้นเห็นนางฟื้น ความสงสัยใคร่รู้ทุกอย่างก็ถูกลืมเลือน
หยางเซียวรีบเดินไปหานาง ประคองนางลุกขึ้นอย่างระมัดระวัง แล้วกล่าวอย่าง
เป็นห่วง “รู้สึกดีขึ้นบ้างหรือไม่? ยังเจ็บอยู่หรือเปล่า? ข้าผิดเองที่ทำให้เจ้าบาด
เจ็บ!” สายตาของเขาเต็มไปด้วยความรู้สึกผิด เห็นได้ชัดว่ายังคงหวาดกลัวต่อ
เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อครู่ไม่หาย
ซูหลีสัมผัสได้ นางส่ายหน้าเบาๆ”เรื่องเกิดขึ้นกะทันหัน โทษท่านไม่ได้ ตอนนี้
ข้ารู้สึกดีขึ้นมากแล้ว”
หยางเซียวกุมมือนางไม่ยอมปล่อย เขาอดถอนหายใจไม่ได้ “โชคดีที่ไม่มีเรื่อง
ร้ายแรง ไม่เช่นนั้นข้าต้องแย่แน่ๆ”
เพิ่งจะจริงจังได้สองประโยค เขาก็กลับมาพูดจาทะเล้นอีกครั้ง ซูหลีทำเป็นไม่
ได้ยิน นางกล่าวอย่างครุ่นคิด “เมื่อครู่ข้าเคลื่อนลมปราณตามที่ผนังหยกบอกไว้
แท้ๆ ทุกอย่างราบรื่นดี แต่เหตุใดจู่ๆ จึงเกิดเรื่องไม่คาดฝันขึ้น?”
หยางเซียวส่ายหน้า เขาเองก็ไม่รู้ว่าเพราะเหตุใด นิ่งคิดไปครู่หนึ่งก็กล่าวขึ้นว่า
“พรุ่งนี้ข้าจะรีบกลับวังไปทูลถามเสด็จพ่อ”
ซูหลีเงียบงัน บางที่ อาจมีเพียงฮ่องเต้แคว้นเปี้ยนผู้เดียวเท่านั้นที่รู้สาเหตุ
ของเรื่องนี้
หลังจากตกดึก หวั่นซินก็ปรนนิบัติซูหลีกินยาและนอนพัก นางยังไม่หายบาด
เจ็บ สติเลือนราง นอนหลับไม่สนิทนัก เพียงรู้สึกได้ว่ามีคนผู้หนึ่งนั่งอยู่หน้าเตียง
และจ้องนางอยู่ตลอดเวลา ใครกันนะ? นิ้วมืออุ่นๆ ลูบไล้อยู่ที่กลีบปากของนาง
ทั้งอ่อนโยนและอบอุ่น นางสะดุ้ง อยากจะลืมตา แต่หนังตากลับหนักหน่วงราวกับ
มีน้ำหนักหนึ่งพันจิน [1]
คนผู้นั้นคล้ายรับรู้ได้ถึงความกระสับกระส่ายของนาง รีบหดมือกลับ เสียง
ถอนหายใจยาวๆ ดังขึ้นข้างหู ราวกับดังก้องไปถึงหัวใจนาง ขอบตาของนางกลับ
ร้อนผ่าวอย่างไร้สาเหตุ
ยามท้องฟ้าสาง นางตื่นขึ้นมา พบว่าในตำหนักไม่มีผู้ใดอยู่ เรื่องราวเมื่อคืน
ราวกับเป็นเพียงภาพลวงตา
ประสิทธิภาพของคางคกน้ำแข็งน่าทึ่งดังคาด เพียงคืนเดียว ซูหลีก็รู้สึกว่า
อาการบาดเจ็บดีขึ้นมาก หวั่นซินเข้ามารายงานว่าหยางเซียวกลับวังทันทีที่ฟ้าสาง
คาดว่าคงกลับไปถามฮ่องเต้แคว้นเปี้ยนว่าเกิดข้อผิดพลาดในขั้นตอนใดกันแน่?
อาหารมื้อเช้ากลับเป็นเซี่ยฝูอันนำมาส่งด้วยตนเอง ซูหลีสะดุดใจ เห็นเขาจัด
วางอาหารทีละจานๆ สิ่งที่เหนือความคาดหมายคืออาหารเช้าในวันนี้ กลับไม่ได้
หรูหราดังเช่นในยามปกติ มีเพียงข้าวต้มหนึ่งถ้วย และผักเครื่องเคียงที่ให้รสชาติ
สดชื่นไม่กี่จานเท่านั้น
ยิ่งเป็นอาหารที่ธรรมดา ก็ยิ่งเป็นการทดสอบฝีมือ ข้าวต้มถ้วยนั้นดูเหมือน
ธรรมดา ทว่าเมื่อเข้าปากกลับมีกลิ่นหอมและลื่นคออย่างหาที่เปรียบไม่ได้ รสชาติ
จืดๆ ถูกปากซูหลีมาก นางอดไม่ได้ที่จะกินอีกหลายคำ แล้วก็ถามขึ้นว่า “อาหารเช้า
วันนี้รสชาติไม่เลว เปลี่ยนพ่อครัวแล้วหรือ?”
รอยยิ้มดีใจพาดผ่านดวงตาเซี่ยฝูอัน เขากล่าวว่า “หากท่านธิดาเทพ
โปรดปราน ต่อไปข้าน้อยจะกำชับให้เตรียมอาหารตามรสชาตินี้” น้ำเสียงของเขา
สะท้อนความเบิกบานรางๆ นุ่มนวลดั่งลมในฤดูใบไม้ผลิ
ซูหลีเหล่มองเขาแวบหนึ่ง กลับค้นพบว่าในดวงตาแฝงรอยยิ้มของเขาเต็มไป
ด้วยเส้นเลือดฝอย ครั้นนึกถึงเรื่องเมื่อคืน คิ้วของนางก็ขมวดเข้าหากันเล็กน้อย
วันต่อมา หยางเซียวส่งจดหมายมา ในจดหมายบอกว่าฮ่องเต้แคว้นเปี้ยน
ประชวร นอนติดเตียงสองวันแล้ว เขาจำต้องรอให้เสด็จพ่อหายป่วยก่อน จึงจะ
สามารถมาช่วยนางฝึกวรยุทธ์ได้ และสาเหตุที่ทำให้เกิดเหตุไม่คาดฝันขึ้นระหว่าง
ฝึกวรยุทธ์ก็ทำให้ซูหลีกระอักกระอ่วนใจยิ่งนัก ที่แท้หากสตรีฝึกวิชากำลังภายใน
สองวิชานี้ในระหว่างมีรอบเดือน จะทำให้ความเย็นในร่างกายถูกกระตุ้นได้ง่าย จน
เป็นเหตุให้ลมปราณแตกซ่าน
ซูหลีจนใจ ดูท่าคงต้องรอให้รอบเดือนหมดก่อนจึงจะสามารถเริ่มฝึกวรยุทธ์
อีกครั้ง ผ่านไปหลายวัน หยางเซียวก็ยังไม่กลับมา ซูหลีเดินมาที่ศาลากลางน้ำ
เพียงลำพัง ศาลาหลังนี้ที่แท้แล้วมีชื่อที่เข้ากันมาก ชื่อว่าศาลามู่เยวี่ย หรือศาลา
อาบจันทรา จันทราลอยเด่นกระจ่างฟ้า สายลมยามราตรีกรีดพัดแผ่วเบา เหล่า
แมลงในพุ่มหญ้าส่งเสียงร้องแหลมใส เป็นค่ำคืนที่สวยงามอีกค่ำคืนหนึ่ง
นางนั่งขัดสมาธิบนพื้น เพ่งสมาธิขับเคลื่อนลมปราณ ผ่านไปประมาณครึ่งชั่ว
ยาม พลังสองขุมในร่างกายก็ค่อยๆ เคลื่อนมาบรรจบกัน ปรากฏวี่แววของการ
หลอมรวม นางพลันลิงโลด รู้สึกได้ว่าจุดหลิงไถสว่างวาบทันใด ร่างกายแปร
เปลี่ยนเป็นเบาหวิว ราวกับถูกพลังงานอันแข็งแกร่งขุมนี้พาร่างลอยขึ้นไปเหนือ
ขอบฟ้า
ขณะที่นางจมดิ่งไปกับความรู้สึกอันมหัศจรรย์นี้ จู่ๆ ความรู้สึกเจ็บจี๊ดกลับ
โจมตีร่างกายนาง นางหยุดใช้กำลังภายในทันที่ แต่กลับมิอาจควบคุมลมปราณได้
เหงื่อเม็ดโตไหลอาบขมับทั้งสองข้าง นางสั่นสะท้านไปทั้งตัว อาการครั้งนี้รุนแรง
กว่าครั้งก่อนมาก นางร้องครวญ ร่างกายอ่อนแรงล้มลงไปบนพื้นอย่างไม่อาจ
ควบคุม เจ็บจนไม่อาจขยับเขยื้อน
ภาพตรงหน้าเลือนรางไม่ชัดเจน ในที่สุดนางก็จมดิ่งสู่ความมืดมิด ข้างกายมี
เงาร่างคนผู้หนึ่งโฉบเข้ามาอย่างรวดเร็ว มือแข็งแกร่งทรงพลังคู่หนึ่งประคอง
นางให้ลุกขึ้นนั่ง แล้วแนบฝ่ามือชิดแผ่นหลังนาง กำลังภายในแข็งแกร่งขุมหนึ่ง
ถูกถ่ายเทเข้ามาในร่างกาย เปรียบเหมือนแสงอาทิตย์อันอบอุ่นในฤดูหนาว ซูหลี
รู้สึกสบายไปทั้งตัว พลังงานอันอบอุ่นขุมนั้นนำทางลมปราณที่ป่วนพล่านของ
นางให้เข้าลู่เข้าทางทีละน้อยๆ
วินาทีนี้ เวลาราวกับจะหยุดนิ่งลง รอบกายเงียบสงัด มีเพียงไออุ่นที่แผ่ออก
มาจากฝ่ามือของคนข้างหลัง ที่ห่อหุ้มร่างกายอันเย็นเฉียบของนางเอาไว้ ไม่นาน
ความทรมานก็ค่อยๆ หายไปจากร่างกายนางจนสิ้น เหงื่อเย็นไหลท่วมกาย ความ
เหน็ดเหนื่อยจู่โจมทันที่ นางทิ้งตัวลงในอ้อมแขนอบอุ่นที่อยู่ข้างหลังอย่างอ่อน
แรง
นางรู้สึกได้ถึงสัมผัสอุ่นๆ ตรงขมับ คล้ายมีกลีบปากนุ่มนวลประทับลงมา
หัวใจของซูหลีเจ็บปวดแสนสาหัสอย่างไม่อาจควบคุม
ไม่รู้ผ่านไปนานเท่าใดแล้ว ร่างกายของนางพลันหนาวเย็น อ้อมกอดอันอบอุ่น
และแสนสบายผละออกไปแล้ว นางรู้สึกเพียงร่างกายของตนเองถูกวางลงบนพื้น
อย่างระมัดระวัง นิ้วมือไล้ผ่าน สกัดจุดลมปราณ นางหลับตาลงเบาๆ ก่อนที่
สติสัมปชัญญะจมดิ่งสู่ความมืดมิด นางคล้ายได้ยินเสียง ‘จ๋อม’ ดังขึ้น คล้ายมี
วัตถุหนักๆ ตกน้ำ
ครั้นซูหลีตื่นขึ้นมา ก็เป็นเวลาสายของวันต่อมาแล้ว หวั่นซินนั่งเฝ้าอยู่หน้า
เตียง ครั้นเห็นนางตื่น ก็รีบถามทันที่ “คุณหนูรู้สึกไม่สบายที่ใดหรือไม่เจ้าคะ?”
ซูหลีลุกขึ้นลงจากเตียง ก้าวเดินหลายก้าวก็ไม่รู้สึกถึงอาการผิดปกติแต่อย่าง
ใด ตรงกันข้ามกลับรู้สึกว่าร่างกายเบาหวิวกว่าเดิม เหตุไม่คาดฝันระหว่างฝึกวร
ยุทธ์เมื่อคืนราวกับเป็นภาพลวงตา นางอดอึ้งงันไม่ได้ รีบนั่งขัดสมาธิขับเคลื่อน
ลมปราณ จึงค้นพบว่าชี่แท้ในร่างกายได้หลอมรวมเป็นหนึ่งอย่างสมบูรณ์แบบ
แล้ว นางขับเคลื่อนลมปราณได้อย่างใจคิด ไม่มีอุปสรรคใดๆ ทั้งสิ้น ซ้ำยังรู้สึก
ผ่อนคลายอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
นางโบกมือกลางอากาศเบาๆ ฝ่ามือลมปราณถูกซัดไปที่เก้าอี้ตัวหนึ่ง ได้ยิน
เพียงเสียง ‘ปัง’ ดังขึ้น เก้าอี้ไม้จันทน์ที่แข็งแรงทนทานไม่มีที่ติ พลันแตกเป็น
เสี่ยงๆ ในพริบตา
หวั่นซินกล่าวด้วยความดีใจ “ยินด้วยเจ้าค่ะคุณหนู คุณหนูฝึกวรยุทธ์สำเร็จ
แล้ว!”
ต่อไปนางก็ไม่ต้องทนทรมานกับการปะทะกันของกำลังภายในสองขุมนั้นแล้ว!
ซูหลีก้มหน้ามองฝ่ามือตนเอง คิ้วเรียวงามกลับขมวดเข้าหากัน เรื่องเมื่อคืนไม่ใช่
ภาพลวงตา มีใครคนหนึ่งช่วยนางฝึกวรยุทธ์จริงๆ ในแท่นบูชาหลักมียอดฝีมือ
เช่นนี้อยู่ นางกลับไม่รู้ว่าเป็นผู้ใด!
“เมื่อคืน ผู้ใดพาข้ากลับมาจากศาลามู่เยวี่ย?”
ครั้นเห็นนางไม่ได้ดูยินดีแม้แต่น้อย หวั่นซินรู้สึกประหลาดใจเล็กน้อย แต่ยัง
คงเอ่ยตอบว่า “เป็นบ่าวเองเจ้าค่ะ เมื่อคืนดึกแล้วคุณหนูก็ยังไม่กลับมา บ่าวเป็น
ห่วง จึงไปดูที่ศาลามู่เยวี่ย พบว่าคุณหนูนอนหมดสติอยู่บนพื้น! ตอนนั้นบ่าวตกใจ
มาก รีบพาคุณหนูกลับมา แล้วเรียกเจียงหยวนมาดู เขาตรวจไม่พบว่าร่างกาย
ของคุณหนูมีความผิดปกติใด จึงกำชับให้บ่าวสังเกตอาการอย่างใกล้ชิด รอคุณ
หนูฟื้นแล้วค่อยถามอาการอีกครั้งเจ้าค่ะ”
1 จิน มาตรตราวัดน้ำหนักของจีน 1 จิน เท่ากับ 500 กรัม