กำเนิดใหม่ชายาผู้ล่วงลับ โม่เหยียนซาง - บทที่ 377 )
หยางเจิ้นตกตะลึง เห็นเพียงเสวียนฟงพลิกข้อมือ ประกายสีเงินสายหนึ่ง
พาดผ่าน กริชเล่มหนึ่งพลันปรากฏขึ้นในมือเสวียนฟง! เขาเบิกตากว้าง ถมึงตา
จ้องหยางเจิ้นอย่างโกรธเกรี้ยว “ท่านอ๋องคิดจะสังหารคนปิดปากงั้นหรือ?”
ครั้นถูกจับได้ หยางเจิ้นจึงกล่าวกลั้วเสียงหัวเราะเย็นชา “เหอะ เจ้าทำภารกิจ
ล้มเหลว เดิมทีก็สมควรตายอยู่แล้ว!” พูดไป เขาก็ชิงจู่โจมก่อน ไอเหี้ยมเกรียมแผ่
กำจายรอบตัว ทุกกระบวนท่าพุ่งเป้าไปที่จุดสำคัญของเสวียนฟง ไม่อาจปกปิดจุด
ประสงค์ที่ต้องการสังหารคนไว้ได้อีกต่อไป
เสวียนฟงตั้งสมาธิ ราวกับไร้ความเกรงกลัว พุ่งตัวเข้าไปปะทะกับอีกฝ่าย
อย่างดุเดือด สายลมแรงพัดผ่านที่ใด ก้อนหินดินทรายเป็นอันต้องแหลกละเอียด
ฝุ่นควันลอยคละคลุ้ง ราวกับว่าฟ้าดินได้แปรปรวนไปในชั่วเสี้ยววินาที
พริบตาเดียวก็ผ่านไปหลายสิบกระบวนท่า กลับตัดสินได้ยากว่าผู้ใดแพ้ผู้ใด
ชนะ เสวียนฟงโฉบกายหลบการจู่โจมของหยางเจิ้น ฉวยโอกาสพาตนเองลอยขึ้น
กลางอากาศ แล้วพุ่งทะยานออกจากถ้ำไป
คิดหนีงั้นหรือ? ไม่ง่ายอย่างนั้นหรอก! แววโหดเหี้ยมพาดผ่านดวงตาหยาง
เจิ้น เขารีบตามไปโดยไม่ลังเล
เสวียนฟงหลบหนีอย่างรวดเร็ว ระหว่างรีบเร่งก็รู้สึกได้ว่าเบื้องหน้าไร้หนทาง
ไปต่อแล้ว เขาพลันชะงักเท้า หันกลับไปจ้องหยางเจิ้นที่ไล่ตามมาติดๆ ด้วยแววตา
เคียดแค้น พลันตะโกนเสียงดัง “หลายปีมานี้ เสวียนฟงเสี่ยงชีวิตทำงานให้ท่าน
อ๋องมากมาย ท่านอ๋องรู้ดีกว่าผู้ใด ยามนี้เสวียนฟงล้มเหลวเพียงครั้งเดียว ท่าน
อ๋องกลับหมายจะปลิดชีวิตกระหม่อมโดยไม่ลังเล ใช่เหี้ยมโหดเกินไปหรือไม่!”
ครั้นเห็นเขาหยุดหลบหนีอย่างไม่ลืมหูลืมตา หยางเจิ้นจึงกล่าวกลั้วเสียง
หัวเราะเย็นชา “แล้วอย่างไรเล่า? ที่เจ้าทำไปทั้งหมดก็ไม่ใช่เพื่อข้า อย่าลืมเสียล่ะ
ชีวิตของบุตรชายเจ้ายังอยู่ในกำมือข้า หากเจ้ายังอยากให้เขามีชีวิตต่อไป วันนี้ก็
จงก้มหน้ายอมรับความตายแต่โดยดีเสียเถิด!” ยังเอ่ยไม่ทันจบประโยค เงาร่าง
ของหยางเจิ้นก็พุ่งเข้ามา เขาลงมืออย่างรวดเร็วปานสายลม เสวียนฟงเห็นเพียง
เงาร่างทับซ้อนมากมาย ยากจะแยกแยะตำแหน่งที่แท้จริงของหยางเจิ้น
เขารีบหลับตา แล้วเงี่ยหูฟังทันที่ ไม่ปล่อยให้เสียงใดเล็ดลอดผ่านโสตประสาท
ไปได้ พลันนั้น เสวียนฟงลืมตา สายตาแปรเปลี่ยนเป็นคมปลาบดั่งมีดดาบ เงา
ลวงตาทั้งหมดพลันเลือนหายไป มีเพียงเงาร่างที่อยู่เยื้องออกไปทางซ้ายเพียง
หนึ่งเดียวเท่านั้นที่ยังคงชัดเจนอยู่
หยางเจิ้นลอยตัวอยู่กลางอากาศ ก่อนจะทิ้งตัวลงพื้นด้วยความเร็วดังสายฟ้า
พร้อมกับซัดฝ่ามือออกไป สายตาของเสวียนฟงแน่วแน่ ซัดฝ่ามือทั้งสองข้าง
เผชิญหน้าเข้าไปอย่างไม่เกรงกลัว
ฝ่ามือทั้งสี่ข้างปะทะกัน กำลังภายในอันแข็งแกร่งสองขุมระเบิดอย่างรุนแรง
หยางเจิ้นรู้สึกชาไปทั้งแขน เสียหลักเซถอยไปหลายก้าว เสวียนฟงกลับยืนอยู่ที่
เดิม ไม่สะเทือนแม้แต่น้อย ยืนมองเขาด้วยใบหน้าไม่บ่งบอกอารมณ์
หยางเจิ้นตื่นตะลึง เสวียนฟงมีกำลังภายในแข็งแกร่งถึงเพียงนี้ตั้งแต่เมื่อใด
กัน? เขาพลันตระหนักได้ถึงบางอย่าง ลอบคิดในใจท่าไม่ดีเสียแล้ว ชี้หน้าเสวี
ยนฟงแล้วตะโกนถามเสียงเกรี้ยว “เจ้าเป็นผู้ใด? ถึงได้กล้าปลอมตัวเป็นเสวียนฟ
งมาหลอกข้า!”
“เสด็จน้า”
เสียงขานเรียกแผ่วเบาของสตรีดังมาจากข้างหลัง
เสียงนี้แม้จะแผ่วเบา แต่กลับเหมือนดั่งสายฟ้าที่ฟาดลงกลางใจหยางเจิ้น บน
โลกใบนี้ คนที่จะขานเรียกเขาว่าเสด็จน้าได้ นอกจากซูหลี ก็ไม่มีผู้ใดอีกแล้ว!
บนโขดหินขนาดใหญ่ที่อยู่ห่างออกไปหลายจั้ง เงาร่างบอบบางสายหนึ่งโฉบ
ลงมาอย่างแช่มช้า นางสวมหน้ากาก ดวงตาดำขลับ อาภรณ์ขาวสะอาดดังหิมะ
สง่างามดั่งเทพธิดา นางคือซูหลี ธิดาเทพคนใหม่ผู้ปกครองทั้งแปดสำนักของ
ลัทธิธิดาเทพนั่นเอง
หยางเจิ้นหลังจากตื่นตะลึง ใบหน้าของเขาแสดงออกถึงความสับสน ผ่านไป
ครู่หนึ่งจึงถามเสียงเข้ม “อาหลี เจ้ามาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร?”
“ประโยคนี้ หม่อมฉันเองก็อยากถามเสด็จน้าเช่นกันเพคะ” ซูหลีจ้องเขาแน่นิ่ง
เดินเข้ามาทีละก้าวๆ ถึงแม้คาดเดาไว้แล้วว่าอาจเป็นเขา แต่ครั้นพิสูจน์แล้วว่าเป็น
ความจริง นางก็ยังรู้สึกเสียใจอยู่ดี นับแต่อดีตการแย่งชิงบัลลังก์ไม่มีคำว่า
ครอบครัว จะไม่มีผู้ใดอยู่นอกเหนือความจริงข้อนี้สักคนเลยหรืออย่างไร?
สายตาของหยางเจิ้นสับสนแปรเปลี่ยนภายในเสี้ยววินาที่ พริบตาเดียวก็กลับ
มาเป็นปกติ เขากล่าวเสียงเข้ม “ข้าได้ข่าวว่าเสวียนฟงหลบหนี เจ้าส่งคนตามหาทั่ว
ทิศ ในฐานะน้าของอาหลี ข้าจึงอยากช่วยเจ้าอีกแรง นึกไม่ถึงว่ากลับเป็นกับดักที่
เจ้าร่วมมือกับคนนอกสร้างขึ้นมา!”
“เสด็จน้าเพคะ” ซูหลีขานเรียกเขาด้วยเสียงปวดใจ “วาจาที่พวกท่านคุยกันใน
ถ้ำเมื่อครู่ หม่อมฉันได้ยินหมดแล้วเพคะ”
สายตาของหยางเจิ้นพลันเปลี่ยน ตอนแรกก็ตกหลุมพราง ต่อมาก็ถูกจับ
โกหกได้ เขาอับอายจนพานโกรธขึ้ง สีหน้าบึ้งตึงสุดขีด กำหมัดแน่น แล้วกล่าวว่า
“อาหลี เจ้าทำอย่างนี้หมายความว่าเช่นไร? เจ้าอย่าได้ลืม ข้าต่างหากที่เป็น
ครอบครัวของเจ้า!”
“เป็นเพราะพระองค์คือเสด็จน้าของหม่อมฉัน หม่อมฉันจึงยิ่งต้องถามให้
แน่ชัด เหตุใดพระองค์จึงต้องทำเช่นนี้?” หัวใจของซูหลีเดือดพล่านอย่างไม่อาจ
ควบคุม “ยามนี้ลัทธิธิดาเทพอยู่ภายใต้การปกครองของหม่อมฉัน พระองค์กลับ
สั่งให้คนวางยาลอบปลงพระชนม์องค์ชายสี่ซึ่งเป็นหลานแท้ๆ ของพระองค์ในตำ
หนักเซิ่งซิน… เป็นเพราะอะไรกันแน่เพคะ?”
ครั้นเผชิญหน้ากับคำถามอันปวดใจของนาง สีหน้าของหยางเจิ้นแปรเปลี่ยน
ไปอีกครั้ง แววโกรธขึ้งบนใบหน้าจางหายไปไม่น้อย “อาหลี น้าไม่มีวันทำร้ายเจ้า”
“เช่นนั้นหรือเพคะ?” เสียงของนางเบามาก และเต็มไปด้วยความเจ็บปวด นาง
จ้องตาหยางเจิ้นแล้วกล่าวต่อ “บางทีหลังจากแผนการสำเร็จ เสด็จน้าอาจเห็นแก่
ความเป็นญาติ ไม่เอาชีวิตหม่อมฉัน แต่นับจากนี้ แผ่นดินเปี้ยนกลับต้องตกอยู่
ท่ามกลางสงครามนองเลือด! เพียงเพื่อการแย่งชิงอำนาจ ทำให้เสด็จน้ามองข้าม
คนในครอบครัว และยอมทำได้ทุกวิถีทางเชียวหรือเพคะ!”
ซูหลีสูดหายใจลึกๆ หัวใจเจ็บปวดยากจะทานทน การเข่นฆ่ากันอย่างโหดเหี้ยม
ที่เกิดจากการแย่งชิงบัลลังก์กันในแคว้นเฉิง ยังคงชัดเจนราวกับเพิ่งเกิดขึ้น มี
คนมากมายต้องสังเวยชีวิตเพื่อสิ่งนี้ ตงฟางเจ๋อใช้ความคิดวางอุบายอย่างสุด
กำลัง สุดท้ายก็ได้ขึ้นครองบัลลังก์สมใจ แต่แล้วอย่างไรเล่า? เขาไม่เหลือคนใน
ครอบครัวสักคน เป็นเพียงคนที่อ้างว้างโดดเดี่ยวเท่านั้น
“ความผิดพลาดครั้งใหญ่ยังไม่เกิดขึ้น เซียวอ๋องรีบวางมือโดยเร็วเถิดพ่ะย่ะ
ค่ะ!” เสวียนฟงตัวปลอมที่ยืนอยู่ด้านหนึ่ง กล่าวอย่างทอดถอนใจด้วยนัยน์ตา
เศร้าหมอง
“หุบปาก!” หยางเจิ้นตวาดเสียงเกรี้ยว “เจ้าเป็นผู้ใดกันแน่ ถึงได้บังอาจสั่งข้า
เช่นนี้?! ช่างไม่รู้ที่ต่ำที่สูง!” ไอสังหารพาดผ่านดวงตาของเขา พาร่างกายโฉบขึ้น
กลางอากาศโดยพลัน นิ้วมือทั้งห้าขดงอเข้าหากันดั่งตะขอ ก่อนจะตะครุบไปที่หน้า
ผากของเสวียนฟง
จนถึงตอนนี้ เขาก็ยังคิดแต่จะสังหารคนปิดปาก!
หัวใจของซูหลีหนักอึ้ง รีบพาร่างทะยานขึ้นกลางอากาศ หมายจะขัดขวางการ
จู่โจมของหยางเจิ้น ก่อนที่เสวียนฟงตัวปลอมจะลงมือ
เสวียนฟงตัวปลอมหน้าเปลี่ยนสี เมื่อครู่เขาต่อสู้กับหยางเจิ้นอย่างดุเดือด รู้ดี
ว่าพลังของคนผู้นี้ไม่อาจดูเบา ยิ่งยามนี้จู่โจมเข้ามาด้วยความโกรธแค้น เกรงว่า
อานุภาพของพลังจะร้ายแรงยิ่งกว่าเมื่อครู่หลายเท่า หากนางวู่วามเข้ามาต้านรับ
กระบวนท่าแทนรังแต่จะเป็นการทำร้ายตัวนางเอง เขาจึงร้องเตือนออกไปทันที
“ระวัง!”
ทุกอย่างเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว หยางเจิ้นมองเห็นไม่ชัดเจน ซูหลีถูกเสวียนฟง
ตัวปลอมโอบเอว แล้วพานางทะยานถอยไปด้านหลัง ทว่ากลับช้าไปเล็กน้อย ฝ่ามือ
ของหยางเจิ้นตะครุบเข้าที่ไหล่ซ้ายของเขา แขนเสื้อฉีกดัง ‘แควก’ นิ้วมือทั้งห้าดั่ง
ตะขอเหล็ก เกี่ยวผิวกายอันเรียบลื่นจนฉีกขาด เลือดสีแดงสดทะลักออกมาทันที
ซูหลีตกตะลึง หลุดร้องเสียงหลง “เซี่ยฝูอัน!”
นัยน์ตาของหยางเจิ้นหดตัว นึกไม่ถึงว่าคนที่ปลอมตัวเป็นเสวียนฟง กลับเป็น
เซี่ยฝูอันผู้ดูแลแท่นบูชาหลัก!
“เจ้าเป็นอย่างไรบ้าง?” ซูหลีประคองเขา แล้วถามอย่างร้อนใจ เที่ยงวันนั้น
นางเสนอให้เขาเข้าหาอวี๋เชียนจี ถึงแม้เขาจะเดินหนีไปอย่างไม่พอใจ แต่สุดท้าย
กลับยังคงทำตามคำสั่งของนาง โดยการเล่นละครตามน้ำ ทำให้อวี๋เชียนจีเข้าใจ
ผิดว่าเขาสนใจนาง และเผยความลับเรื่องที่เสวียนฟงหลบหนีให้นางรู้ หากอวี๋เชีย
นจีเป็นหนอนบ่อนไส้จริง ย่อมต้องส่งนกพิราบส่งสารไปให้ผู้บงการเบื้องหลัง
ทราบเรื่องอย่างแน่นอน
ทุกอย่างดำเนินไปอย่างราบรื่น เพียงแต่ เดิมทีซูหลีคิดว่าหากหยางเจิ้นถูก
เปิดโปงแผนชั่ว คงจะหวาดกลัวบ้าง กลับนึกไม่ถึงว่าต่อหน้านาง แม้แต่เสวียนฟง
ตัวปลอมเขาก็ยังไม่คิดจะละเว้น!
นางหันไปมอง เห็นเพียงหัวไหล่ของเซี่ยฝูอันกลายเป็นบาดแผลเหวอะหวะ
เลือดไหลทะลัก หัวใจพลันบีบรัดแน่น แต่เขากลับไม่แม้แต่จะมองแผลตนเอง ตรง
กันข้าม แขนที่โอบเอวนางไว้กลับยิ่งรัดแน่นขึ้นเรื่อยๆ คล้ายยังหวาดกลัวไม่หาย
กลัวว่านางจะบาดเจ็บ