กำเนิดใหม่ชายาผู้ล่วงลับ โม่เหยียนซาง - บทที่ 397 )
หยางเจิ้นกล่าวด้วยน้ำเสียงคับแค้น “หยางซู่และหยางเฉียนล้วนเป็นคนที่มี
จิตใจอำมหิตและไม่รู้บุญคุณคน หลายปีมานี้ ข้าฝึกฝนวรยุทธ์ศึกษาตำราพิชัย
สงคราม เสี่ยงชีวิตออกรบเพื่อแคว้นเปี้ยนนับครั้งไม่ถ้วน ยามนี้เขาเพิ่งจะเจรจา
สงบศึกกับแคว้นเฉิง ก็คิดจะยึดอำนาจทางทหารของข้าอย่างไม่รีรอ! ยังมีป้าย
ทองคำละเว้นโทษตายแผ่นนั้นอีก เขาสงสัยมาโดยตลอดว่าอยู่ในมือข้า แต่หาก
มิใช่เพราะตามหาอย่างไรก็ไม่เจอ เขาคงหาข้ออ้างกำจัดข้าไปนานแล้ว!”
ซูหลีตกตะลึง มิน่าเล่านางถึงได้รู้สึกว่าเรื่องในวันนั้นมีบางอย่างแปลกๆ ที่แท้
ฮ่องเต้แคว้นเปี้ยนทำอย่างนั้นก็เพราะจะบีบให้เสด็จน้าเอาป้ายทองคำละเว้นโทษ
ตายออกมา เพื่อพิสูจน์การคาดเดาของเขา! คนผู้นี้เจ้าแผนการและยากจะคาดเดา
ดังคาด เช่นนั้นการที่เขาลงนามในสัญญาเจรจาสงบศึกกับแคว้นเฉิงในครั้งนี้ คง
เพราะต้องการฉวยโอกาสนี้ยึดอำนาจทางทหารของเสด็จน้าด้วย ยิงปืนนัดเดียว
ได้นกสองตัว!
“อาหลี!” ครั้นเห็นนางนิ่งเงียบไม่พูดไม่จา หยางเจิ้นก็กุมไหล่นาง จ้องหน้า
นางแล้วกล่าวอย่างจริงจัง “เจ้าจะยอมติดตามน้า ช่วยเรียกร้องความเป็นธรรมให้
แก่เสด็จแม่ของเจ้าหรือไม่?”
หัวใจของซูหลีสั่นสะท้าน นางถามด้วยใบหน้าเรียบนิ่ง “เสด็จน้าคิดจะทำเช่นไร
เพคะ?”
หยางเจิ้นกล่าวว่า “ถึงแม้ลัทธิธิดาเทพจะเทียบไม่ได้กับกองทัพของน้า แต่ก็มี
ความสำคัญกับฮ่องเต้แคว้นเปี้ยนมาโดยตลอด ในลัทธิมีการคิดค้นปรุงยาวิเศษ
ยาพิษแขนงต่างๆ และสร้างอาวุธชั้นยอด ยังมีร้านค้าอีกมากมายหลายสาขา ยาม
นี้ทุกอย่างนี้ล้วนอยู่ในอำนาจการดูแลของเจ้า ขอเพียงเจ้ามีปณิธานเดียวกับน้า
จะต้องกำจัดสองพ่อลูกหยางซู่ได้แน่นอน! หากน้าได้ครองราชย์ จะแต่งตั้งเจ้า
เป็นองค์หญิง!” เอ่ยถึงประโยคสุดท้าย ประกายปรารถนาและเพลิงแห่งความ
ทะเยอทะยานก็ปรากฏในดวงตาเขา มันช่างชัดเจนจนบาดตาซูหลี
ขณะจ้องมองดวงตาที่ร้อนรุ่มและเต็มไปด้วยความปรารถนาในอำนาจคู่นั้น
หัวใจของซูหลีกลับเงียบสงบลงอย่างน่าประหลาด เสียงหนึ่งในส่วนลึกของหัวใจ
กำลังเตือนนาง ความจริงใจและความรักของเขาเมื่อครู่ มีสักกี่ส่วนกันที่ออกมา
จากใจจริง? หรือว่า… จุดประสงค์ที่แท้จริงที่เขามาในวันนี้ เพียงแค่ต้องการให้
นางแสดงจุดยืน โดยการตั้งตนเป็นศัตรูกับฮ่องเต้แคว้นเปี้ยนร่วมกับเขา?
“เป็นอะไรไป อาหลี? เหตุใดเจ้าจึงมองน้าเช่นนี้?” ครั้นเห็นนางไม่พูดอะไร
หยางเจิ้นพลันแย้มยิ้มแล้วลูบหัวนางเบาๆ รอยยิ้มแฝงแววหยั่งเชิงเล็กน้อย
“เจ้า… ไม่อยากเป็นองค์หญิงหรือ?”
ซูหลีมองเขานิ่งๆ แล้วเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงราบเรียบ “อาหลีเพียงอยากรู้ ทุก
อย่างที่เสด็จน้าทำ เพราะบุญคุณความแค้นในอดีตจริงๆ หรือว่า… เพื่อให้ได้
บัลลังก์มาครอง?”
คล้ายนึกไม่ถึงว่านางจะพูดตรงถึงเพียงนี้ สีหน้าของหยางเจิ้นแปรเปลี่ยนเล็ก
น้อย ไอเย็นชาพาดผ่านดวงตา “เจ้าไม่เชื่อน้า?”
“อาหลีมิกล้าเพคะ”
ครั้นเห็นใบหน้าเรียบนิ่งดั่งผิวน้ำของนาง ในใจของหยางเจิ้นพลันเคร่งเครียด
เขากล่าวเสียงขรึม “ถูกต้องแล้ว น้าต้องการครองบัลลังก์! ถ้าหากสิบแปดปีก่อน
ข้าเป็นฮ่องเต้ เสด็จแม่ของเจ้าก็คงไม่ต้องอุ้มท้องหนีการไล่ล่าไปไกลถึงพันลี้ และ
แบกรับความทุกข์ทรมานเช่นนั้น! ยามนี้เจ้าเองก็คงไม่ต้องถูกกักบริเวณอยู่ที่นี่
ไม่ต้องสูญเสียซึ่งอิสระ!” เขากุมไหล่นางแน่น แล้วกล่าวด้วยเสียงเจ็บปวด “อาหลี
เสด็จแม่ของเจ้าไม่อยู่แล้ว น้าคือคนที่ใกล้ชิดกับเจ้ามากที่สุด! เจ้าเข้าใจหรือไม่?”
สายตาของซูหลีหม่นหมองลงเล็กน้อย นางกล่าวอย่างปวดใจ “อาหลีเข้าใจ
เพคะ แต่เสด็จน้า ทุกอย่างในอดีตที่เสด็จแม่ทำ ก็เพราะหวังว่าเสด็จน้าจะปลอดภัย
ไร้อันตราย ยามนี้เสด็จน้ามีตำแหน่งเป็นขุนนางใหญ่ เรื่องในอดีตผ่านไปแล้วก็ให้
มันผ่านไปเถิดเพคะ หากก่อเรื่องใดอีก เกรงว่าจะทำให้ผู้บริสุทธิ์อีกมากมายต้อง
เดือดร้อนไปด้วย…”
สายตาของหยางเจิ้นแปรเปลี่ยนเป็นคมปลาบ “ผู้บริสุทธิ์? แล้วน้ากับเสด็จแม่
ของเจ้ามิใช่ผู้บริสุทธิ์หรือ? สองร้อยกว่าชีวิตในจวนรัชทายาทมิใช่ผู้บริสุทธิ์หรอก
หรือ?!”
นางไม่ตอบ ผ่านไปครู่หนึ่ง ก็กล่าวเสียงเบา “เสด็จน้า ดึกมากแล้ว ท่านรีบ
กลับไปพักผ่อนเถิดเพคะ”
ปฏิกิริยาของซูหลีทำให้หัวใจของหยางเจิ้นเย็นเยียบ เขามองนางครู่หนึ่ง แต่
นางกลับยังคงมีใบหน้าที่สงบนิ่งเยือกเย็น ไม่บ่งบอกถึงอารมณ์ใดๆ ทั้งสิ้น เขา
ปรับสีหน้า ค่อยๆ ปล่อยมือ แล้วกล่าวอย่างทอดถอนใจเสียงเบา “เฮ้อ จู่ๆ ต้องมา
รับรู้เรื่องราวมากมายขนาดนี้ เจ้าเองก็คงต้องการเวลาใคร่ครวญให้ดี น้าเข้าใจ
เอาเถิด เจ้าพักผ่อนเถิด ข้าไปละ”
ครั้นเดินมาส่งเขาด้านนอก มองดูแผ่นหลังของหยางเจิ้นค่อยๆ หายลับไปใน
ท้องฟ้าสีหมึก หัวใจของซูหลีสับสนวุ่นวาย นับตั้งแต่เกิดใหม่ นางเคยเห็นการ
ต่อสู้แย่งชิงอันโหดร้ายมามากมาย การช่วงชิงอำนาจมีแต่จะทำให้นางรู้สึกเหนื่อย
ล้า นางแหงนหน้ามองฟ้า หรือว่าคนที่เกิดในราชวงศ์ จะถูกลิขิตมาแล้วว่าไม่มีวัน
ได้ใช้ชีวิตอย่างสงบสุข?
ราตรีเงียบสงัด แสงดาวส่องระยิบระยับ กลับไม่มีผู้ใดให้คำตอบนาง
นกพิราบส่งข่าวสีขาวตัวหนึ่งบินแหวกต้นไม้อายุเก่าแก่ที่สูงตระหง่านฟ้า มา
เกาะอยู่บนราวทางเดิน ซูหลีเดินเข้าไปหยิบกระบอกจดหมาย เมื่อคลี่กระดาษออก
อ่าน สายตาพลันแปรเปลี่ยนไปทันที
ดวงจันทร์ลาลับผืนนภา ดวงตะวันโผล่พ้นขอบฟ้า เวลาหนึ่งวันผ่านไปอย่าง
รวดเร็ว
ท้องฟ้ายามราตรีแผ่ปกคลุมยอดเขาจวี้หลิงอีกครั้ง ลมภูเขาก่อตัว เหมือนมือ
ขนาดใหญ่ที่มองไม่เห็นกำลังลูบไล้ผืนป่าอันรกร้าง เกิดเป็นเสียงสวบสาบไม่ขาด
สาย ด้านในสวนเซียนจวี้ ซูหลีถือหนังสือเล่มหนึ่ง เอนหลังอยู่บนเก้าอี้โยก นาง
พลิกอ่านหนังสืออย่างเหม่อลอย สายลมพัดเข้ามาจากนอกหน้าต่าง หน้าหนังสือ
กระพือพัดทันใด นางรู้สึกเย็นวาบไปทั้งตัว อดยกมือลูบแขนไม่ได้
หวั่นซินเดินเข้ามา ครั้นเห็นเช่นนั้นก็รีบปิดหน้าต่างให้สนิท ก่อนจะหยิบผ้า
คลุมบางๆ มาหุ้มกายนาง แล้วจุดเทียนข้างตั่ง พาให้ภายในห้องสว่างขึ้นทันที
ซูหลีกล่าวอย่างครุ่นคิด “คนพวกนั้นไปแล้วหรือยัง?” คืนก่อนนางได้รับข่าว
จากนกพิราบของฉินเหิง วันนี้ทูตจากแคว้นเฉิงจะเดินทางมากราบไหว้พระอาจาร
ย์ฮุ่ยเจวี๋ยที่วัดหวงผู่โดยเฉพาะ
หวั่นซินตอบ “ตั้งแต่เข้าวัดมาก็อยู่ในวิหารหลิงอิน จนถึงตอนนี้ยังไม่กลับเลย
เจ้าค่ะ ฉินเหิงได้รับคำสั่งจากคุณหนู ไปตรวจสอบด้วยตนเองแล้ว ยังไม่พบอะไร
เจ้าค่ะ ดูท่า ครั้งนี้เขาคงไม่ได้ตามมาด้วย”
ซูหลีถอนหายใจ แล้วเอ่ยว่า “ดาบสั้นในวันนั้นทำร้ายชีพจรหัวใจของเขาจน
เกือบเอาชีวิตไม่รอด ถึงแม้ข้างกายมีหลินเทียนเจิ้งที่มีวิชาแพทย์สูงส่ง ก็จำต้อง
พักฟื้นสักระยะหนึ่ง ข้าอาจจะคิดมากไปจริงๆ”
หวั่นซินกล่าว “เรื่องเหล่านี้บังเอิญเกินไป ไม่แปลกที่คุณหนูจะกังวล ระหว่าง
องค์ชายสี่กับฮ่องเต้แคว้นเฉิงมีความแค้นต่อกันเรื่องสังหารน้องสาว หากเขา
ปลอมตัวแฝงกายเข้ามาในเมืองหลวงแคว้นเปี้ยน แล้วถูกจับได้ ยากจะรับประกัน
ได้ว่าในระหว่างเจรจาสงบศึกจะมีเหตุไม่คาดฝันเกิดขึ้นหรือไม่ แม้เงื่อนไขชดใช้ใน
สัญญาเจรจาสงบศึกจะยอดเยี่ยมเพียงใด ก็แก้ปัญหาให้แคว้นเปี้ยนได้เพียง
ชั่วคราวเท่านั้น จะมั่นคงสู้ถอนรากถอนโคนศัตรูให้สิ้นซากได้เสียที่ไหน”
ซูหลีไม่พูดอะไร ตอนแรกนางยืนยันจะส่งตัวตงฟางเจ๋อออกไปให้ได้ หยาง
เซียวพยายามขัดขวางทุกวิถีทาง นึกไม่ถึงหลังจากตงฟางเจ๋อสนทนากับเขาอย่าง
ลับๆ เขากลับปล่อยตงฟางเจ๋อไป เกรงว่าหยางเซียวจะไม่ได้เห็นแก่นาง ถึงได้กล้า
ปล่อยตงฟางเจ๋อไปเช่นนั้น ระหว่างพวกเขาสองคนจะต้องมีการแลกเปลี่ยนอะไร
ซ่อนอยู่อีกแน่นอน เพียงแต่หลังจากเรื่องนั้นฮ่องเต้แคว้นเปี้ยนพิโรธหนัก นาง
กับหยางเซียวต่างได้รับโทษ จึงไม่มีโอกาสไถ่ถาม หากครั้งนี้ตงฟางเจ๋อแฝงตัว
เข้ามาในแคว้นเปี้ยนอีก เกรงว่าเรื่องราวคงไม่ราบรื่นดังเช่นครั้งก่อนแล้ว
หวั่นซินกล่าวปลอบใจ “ฮ่องเต้แคว้นเฉิงฉลาดปราดเปรื่อง รู้จักแยกแยะ
สถานการณ์ คุณหนูเพียรพยายามส่งตัวเขาออกจากแคว้นเปี้ยนถึงเพียงนั้น เขา
จะต้องเข้าใจความต้องการของคุณหนูแน่นอนเจ้าค่ะ”
ซูหลีปรับสายตาให้เป็นปกติ แล้วกล่าวเสียงเรียบเฉย “ดึกมากแล้ว ข้าเหนื่อย
อยากเข้านอนแล้ว เจ้าเองก็รีบไปพักเถิด”
หวั่นซินรู้ใจนาง ทำได้เพียงถอนหายใจเบาๆ แล้วออกจากห้องไป
ซูหลีพลิกอ่านหนังสือต่ออีกครู่หนึ่ง ก็เริ่มรู้สึกว่าดวงตาเหนื่อยล้า นางจึงเป่า
เทียนให้ดับ แล้วเตรียมตัวเข้านอน
ในห้องไม่ได้จุดไฟ แสงจันทร์อ่อนๆ นอกหน้าต่างสาดส่องเข้ามา นางนั่งลง
หน้าโต๊ะเครื่องแป้ง ดึงปิ่นปักผมออกอย่างเหม่อลอย ดวงหน้างดงามที่สะท้อนอยู่
บนคันฉ่องลายดอกไม้ เรียบเฉยไร้อารมณ์ มีเพียงความอ้างว้างและความโศก
เศร้าตรงหัวคิ้วที่สะท้อนให้เห็นถึงเรื่องราวซับซ้อนในใจนาง
นางยกมือสางผมเป็นพักๆ จ้องมองคันฉ่องอย่างเหม่อลอย จู่ๆ ก็นึกถึงวาจา
ของหวั่นซินเมื่อครู่ เขาเข้าใจความต้องการของนางจริงหรือ? หากเป็นเช่นนั้น
จริงๆ เหตุใดยังต้องตามพัวพันไม่เลิก? เรื่องราวในอดีตเหมือนดั่งเหวลึกที่ยากจะ
ก้าวข้ามผ่าน ซึ่งพาดขวางตรงกลางระหว่างพวกเขาทั้งสอง ไม่มีทางหวนกลับไป
ได้อีกแล้ว