กำเนิดใหม่ชายาผู้ล่วงลับ โม่เหยียนซาง - บทที่ 401 )
เมื่อหยางเซียวหยิบขึ้นมาดู สีหน้าก็แปรเปลี่ยนไปทันที
ซูหลีเพ่งมอง แล้วก็ต้องอึ้งงันไปเช่นกัน ของสิ่งนี้… นางเคยเห็นมาก่อน นั่น
คือหัวพยัคฆ์ขนาดเล็กที่ทำจากทองเหลืองฝีมือประณีตงดงาม แกะสลักได้
ละเอียดอ่อนราวกับมีชีวิต สะท้อนให้เห็นถึงราศีน่าเกรงขามของเจ้าแห่งป่า อีก
ด้านหนึ่งผิวสัมผัสเรียบลื่นดังกระจก ข้างบนมีอักษรถูกสลักเอาไว้อย่างชัดเจนว่า
‘กองทัพรุ่ยเฟิง’
กองทัพรุ่ยเฟิง กองกำลังทหารที่ทรงพลังและเก่งกาจที่สุดภายใต้อำนาจของ
เซียวอ๋องหยางเจิ้น
น้ำเสียงของหยางเซียวเย็นชาดั่งน้ำแข็งพันปี “เป็นเขาดังคาด!”
ซูหลีกล่าวเสียงเข้ม “คนผู้นี้ใช่คนของกองทัพรุ่ยเฟิงหรือไม่ ยังไม่ทราบแน่ชัด
ท่านอย่าเพิ่งแหวกหญ้าให้งูตื่น ไปตรวจสอบประวัติเขาให้ชัดเจนก่อน แล้วค่อย
ตัดสินใจอีกที”
หยางเซียวพยักหน้า แล้วกำชับนาง “ข้าเข้าใจแล้ว เดี๋ยวเจ้าเดินกลับไปทาง
เดิมนะ ค่ายกลเจ็ดดาวเหนือซับซ้อนมาก ประตูเป็นและประตูตายอาจเคลื่อนย้าย
ได้ตลอดเวลา เจ้าอย่าได้เดินเตร็ดเตร่ไปทั่ว” เอ่ยจบ เขาก็หามศพขึ้นพาดไหล่ แล้ว
เดินออกจากค่ายกลไป
เงาร่างของเขาค่อยๆ หายลับไปจากสายตา ซูหลีเองก็ไม่รั้งอยู่ต่อ ทว่าขณะ
หมุนกาย พุ่มไม้ที่อยู่ใต้ต้นไม้ใหญ่ต้นหนึ่งพลันมีประกายแสงสว่างวาบ เจิดจ้าแยง
ตา นางตั้งใจเพ่งมอง ก็พบว่าตรงกลางพุ่มไม้สีเขียวชอุ่มคล้ายมีขวดใสขนาดเล็ก
ขวดหนึ่งอยู่
หัวใจของซูหลีสั่นไหว มีคนเข้ามาในค่ายกลน้อยมาก แล้วของสิ่งนี้มาจากที่ใด
กัน? เมื่อนางสังเกตอย่างละเอียด ก็ค้นพบว่าตำแหน่งของขวดอยู่ห่างจาก
ตำแหน่งที่เป็นสูตรค่ายกลประมาณสามก้าว วรยุทธ์ของซูหลีก้าวหน้าขึ้นมาก แต่
นางไม่ชำนาญเรื่องค่ายกล ยามนั้นที่นางสามารถทำลายค่ายกลเก้าประตูแปดทิศ
ที่ภูเขาเทียนเหมินได้ ก็เพราะอาศัยคำบอกใบ้ของตงฟางเจ๋อในอดีต ยามนี้ค่ายกล
เจ็ดดาวเหนือสลับซับซ้อนกว่ามาก นางไม่กล้าเคลื่อนไหวส่งเดช
ซูหลีมองสำรวจรอบกาย ความคิดหนึ่งพลันแล่นผ่าน นางแกะถุงผ้าต่วนตรง
เอวออกมา เล็งเป้าหมายแล้วเหวี่ยงแขนออกไป ขวดเล็กๆ ขวดนั้นถูกตวัดเกี่ยว
เข้ามาอยู่ในมือนางทันที
ซูหลีถอนหายใจเล็กน้อย จากนั้นนางเปิดขวดดู ข้างในเป็นของเหลวสีใส กลิ่น
อ่อนมาก เหมือนไม่ใช่ยาพิษ แต่ไม่อาจมั่นใจได้ว่าใช้ทำอะไร นางปิดฝาขวดอย่างดี
แล้วเก็บใส่แขนเสื้อ ตั้งใจจะเอากลับไปศึกษาอย่างละเอียดที่สวนเซียนจวี้
นึกไม่ถึงว่านางเพิ่งจะก้าวเดินเพียงสองก้าว ค่ายกลก็พลันเปลี่ยนแปลงไป!
แสงตะวันอันเจิดจ้าที่เดิมอยู่เหนือผืนป่า ราวกับดับมืดลงในพริบตา นางรู้สึกถึง
ความผิดปกติรางๆ รีบสังเกตต้นไม้ทุกต้นที่อยู่รอบกายอย่างละเอียดทันที่ ค้น
พบว่าไม่อาจแยกแยะจริงเท็จได้ แต่นางแยกแยะได้อย่างชัดเจนว่าในค่ายกลมี
ทั้งหมดเจ็ดทิศ แต่ละทิศล้วนมีจุดศูนย์กลาง ในเจ็ดทิศนั้นจะต้องมีประตูเป็นและ
ประตูตายรวมอยู่ด้วยอย่างแน่นอน
ซูหลีทบทวนทิศทางที่นางเดินเข้ามาในตอนแรก แล้วค่อยๆ แยกแยะประตูเป็น
และประตูตาย กระทั่งมั่นใจว่าเป็นทิศทางหนึ่ง นางก็เก็บก้อนหินเล็กๆ ก้อนหนึ่ง
ขึ้นมา แล้วโยนไปยังทิศทางนั้น
ภาพมายาไม่ได้เลือนหายไปอย่างที่นางคาดเดาไว้ ต้นไม้รอบทิศเริ่มขยับ
เคลื่อนไหว อีกทั้งยังเคลื่อนไหวเร็วขึ้นเรื่อยๆ อีกด้วย!
ชั่วขณะหนึ่ง ซูหลีมองเห็นเงาต้นไม้ตรงหน้าทับซ้อนกันมากมาย เสียงสายลม
พัดหวีดหวิว ผืนป่าอันเงียบสงบเมื่อครู่ พริบตาเดียวก็ปกคลุมไปด้วยไอพิฆาต
นางเห็นท่าไม่ดี รีบตั้งจิตรวบรวมสมาธิ ไม่สนใจภาพมายาอันสลับซับซ้อนเหล่านี้
ทว่าต้นไม้ที่เคลื่อนไหวด้วยความเร็วสูงก่อให้เกิดสายลมแรง ราวกับเข็มแหลม
มากมายลอยคว้างอยู่กลางอากาศ กรีดแทงผิวกายนางจนรู้สึกเจ็บไปทั้งตัว
ไม่รู้ผ่านไปเนิ่นนานเท่าใด อาภรณ์บนร่างกายซูหลีเปียกชุ่มไปด้วยเหงื่อ นาง
เริ่มแตกตื่นขึ้นมาเล็กน้อยแล้ว ดูจากสถานการณ์ตอนนี้ ไม่นานกำลังภายในของ
นางก็คงหมด หากเป็นเช่นนี้ต่อไปเรื่อยๆ เกรงว่านางคงต้องตายอยู่ในค่ายกล
แห่งนี้! นางพลันลืมตาขึ้น ครั้นมั่นใจทิศที่ตั้งของวิหารไท่อันแล้ว ก็พาร่างเหิน
ทะยานขึ้นกลางอากาศทันที
กลิ่นอายแห่งความตายพวยพุ่งเข้ามา ซัดสาดหัวใจนางดั่งคลื่นลูกใหญ่!
ร่างกายของซูหลีสะดุดกึก เลือดลมปั่นป่วนอยู่ในทรวงอก สมองขาวโพลนไปหมด
ร่วงดิ่งลงไปทันที!
ความตายมาเยือนกะทันหันถึงเพียงนี้ ไม่ทันได้เตรียมตัวเลย
เสียงสายลมกรีดพัดผ่านใบหู เสี้ยววินาทีที่สติสัมปชัญญะจมดิ่งสู่ความมืดมิด
ใบหน้าร้อนรนระคนตื่นกลัวของตงฟางเจ๋อพลันปรากฏตรงหน้า ความรู้สึกขม
ฝาดพรั่งพรูในหัวใจ นางยกมือประคองใบหน้าเขา แล้วแย้มยิ้มเล็กน้อย “ตงฟาง
เจ๋อ ครั้งนี้ คงต้องจากกันตลอดกาลแล้วจริงๆ…”
ว่ากันว่าในช่วงสุดท้ายของชีวิต เราจะมองเห็นภาพลวงตา มองเห็นคนที่เรา
อาลัยอาวรณ์และยากจะลืมเลือนมากที่สุดในชีวิต แต่นางพยายามเกลียดเขาอย่าง
สุดชีวิต เหตุใดคนสุดท้ายที่นางเห็น ยังคงเป็นเขา?!
ราวกับผ่านไปเนิ่นนาน แต่ก็เหมือนเพิ่งผ่านไปเพียงเสี้ยววินาที่ นางค่อยๆ ยก
หนังตาอันหนักอึ้งขึ้น สายตาพร่ามัว มองเห็นทิวทัศน์รอบกายไม่ชัดเจน หึ… เป็น
ยมโลกจริงๆ ด้วย ไม่มีแสงสว่างแม้แต่น้อยนิด
“ซูซู!” เสียงขานเรียกอันร้อนรนดังขึ้นข้างหู ซูหลีเงยหน้าเล็กน้อย ในสายตา
อันพร่าเลือน ใบหน้าของตงฟางเจ๋อลอยไหวไม่มั่นคง ราวกับระลอกคลื่นเล็กๆ บน
ผิวน้ำในทะเลสาบ
ซูหลีอึ้งไปเล็กน้อย นางตายแล้ว เหตุใดยังได้ยินและมองเห็นเขาอยู่อีกเล่า?
หรือความรักและความแค้นในอดีตยังจะติดตามนางไปจนถึงภพชาติหน้าอีก? ใช่
แล้ว เขามักจะเผด็จการเช่นนี้ ไม่เคยสนใจความต้องการของนางเลยแม้แต่น้อย!
ความน้อยเนื้อต่ำใจพรั่งพรูขึ้นมาอย่างไม่รู้สาเหตุ นางอดด่าอย่างโกรธแค้น
ไม่ได้ “ตงฟางเจ๋อ ท่านมัน… คนเลว!”
“ใช่ เพราะข้าไม่ดีเอง ปล่อยให้เจ้าบาดเจ็บเช่นนี้!” เขาแค้นเคืองตนเองยิ่งนัก
นางขยับตัวเล็กน้อย อยากออกห่างจากเขา นึกไม่ถึงกลับปวดแปลบตรง
หน้าอก จนต้องสูดหายใจลึกๆ
“เป็นอันใดไป?” เขาก้มหน้าสำรวจอย่างตื่นตระหนก ประจวบเหมาะกับจังหวะที่
นางเงยหน้าพอดี กลีบปากนุ่มนวลเฉียดผ่านกลีบปากเขาเบาๆ
ซูหลีเหมือนถูกสายฟ้าฟาด มือที่โอบเอวนางไว้กระตุกสั่นทันที่ เขาชะงักงันไป
แต่ไม่นานก็ก้มหน้าจุมพิตนางแรงๆ
ซูหลีหายใจไม่ออก รู้สึกเพียงกลีบปากและลิ้นอันเร่าร้อนของเขาพลิกดุนอยู่ใน
ปากนาง ราวกับต้องการกลืนกินนางลงไปทั้งตัว กลิ่นอายเร่าร้อนพาเอารสชาติ
เปรี้ยวฝาดและหอมหวานมาจู่โจมประสาทสัมผัสทั้งห้าของนางอย่างต่อเนื่อง
นางอยากผลักเขาออก แต่กลับไม่มีแรง ท่ามกลางความสิ้นหวัง ความคิด
หนึ่งพลันผุดขึ้นมาในสมอง ไม่ว่าในอดีตจะเคยรักหรือเกลียดแค้นเพียงใด สาย
สัมพันธ์ระหว่างเขากับนางก็ไม่อาจดำเนินต่อไปในชาติภพหน้าอีก ในเมื่อเป็นเช่น
นั้น การลาจากในภาพลวงตา ณ วินาทีนี้ จะต้องทนข่มกลั้นไปอีกทำไมกัน? ครั้น
นึกได้เช่นนี้ หัวใจของนางก็เจ็บปวดยากจะทานทน นางพลันยกมือกุมไหล่เขา แล้ว
จูบตอบอย่างรุนแรง
นางใช้เรี่ยวแรงทั้งหมด ราวกับต้องการหล่อหลอมความทุกข์ทรมานในช่วง
เวลาหลายเดือนที่ผ่านมา ตลอดจนความรักและความแค้นที่ตัดไม่ขาดเข้ากับจูบนี้
ทั้งหมด
เขาเบิกตากว้าง ความปีติยินดีกลืนกินเขาในเสี้ยววินาที
นางไม่กล้ากะพริบตา ด้วยกลัวว่าจะพลาดโอกาสในการบอกลาเขาครั้งสุดท้าย
แม้จะเพียงแค่วินาทีเดียวก็ตาม
ทั้งสองสบตากัน ทิ้งบุญคุณความแค้นทั้งหมด มีเพียงอารมณ์อันพลุ่งพล่าน
ที่ราวกับสามารถสะเทือนฟ้าดินได้ ราวกับในโลกใบนี้เหลือเพียงเขากับนาง
การตอบสนองอย่างดุเดือดของนางทำให้เขามิอาจควบคุมตนเอง ทว่าเขา
กลับพยายามต่อสู้กับตนเอง ณ ประตูแห่งไฟปรารถนา ไม่ เขาครอบครองนางไม่
ได้ เขาต้องการผลักนางออก นางกลับกอดเขาไว้แน่นไม่ยอมปล่อย
นางอดทนมาเนิ่นนานเหลือเกิน ราวกับความอ้างว้างและความสิ้นหวังในใจที่
ไม่อาจบรรยายได้หาหนทางระบายเจอในที่สุด
จะปล่อยมืออย่างไร? จะปล่อยมือได้เช่นไรเล่า?
นางอ้าปากกัดเม้มกลีบปากเขา กลิ่นคาวเลือดพลันกระจายเต็มปาก คละเคล้า
กับความสิ้นหวังอันหอมหวาน แล้วทั้งหมดก็ถูกกลืนลงท้อง
ร่างกายของเขาแข็งค้าง สติสัมปชัญญะที่เหลือเพียงน้อยนิดพลันแตก
กระเจิง เขามิอาจปฏิเสธได้อีก สองแขนโอบรัดนางแน่นยิ่งกว่าเดิม จนแทบจะ
หลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวกับเขา
กลีบปากของทั้งสอง ทั้งเร่าร้อน พัวพัน และลืมตน
ซูหลีหอบหายใจหนักหน่วงขึ้นเรื่อยๆ นางแหงนหน้าอย่างไม่รู้ตัว จูบของเขา
ไล้ลงไปตรงติ่งหู ซึ่งเป็นจุดที่อ่อนไหวที่สุดของนาง ร่างกายนางสั่นสะท้าน กลิ่น
อายเลือดอันคุ้นเคยตีขึ้นมาข้างบน นางรู้สึกชาไปทั้งตัว ก่อนจะค่อยๆ อ่อนแรงไป
ทีละน้อยๆ ความปรารถนาบังเกิด หัวใจพลันบีบรัดแน่น ความเจ็บปวดป่วนพล่าน
ในทรวงอก นิ้วมือของนางที่รั้งกอดแผ่นหลังของเขาออกแรงกระชับแน่นขึ้น คิ้ว
งามขมวดแน่น อ้าปากหอบหายใจอย่างรุนแรง เหตุใดในภาพลวงตา ประสิทธิภาพ
ของยาไร้รักจึงยังทำงานอยู่อีกเล่า?