กำเนิดใหม่ชายาผู้ล่วงลับ โม่เหยียนซาง - บทที่ 419 พระราชวังเปี้ยนพลิกผัน ผู้ใดเป็นเจ้าแผ่นดิน?
- Home
- กำเนิดใหม่ชายาผู้ล่วงลับ โม่เหยียนซาง
- บทที่ 419 พระราชวังเปี้ยนพลิกผัน ผู้ใดเป็นเจ้าแผ่นดิน?
(10)
ยามนั้นเสวียนฟงทำชั่วไม่สำเร็จ พลาดท่าถูกจับ เพราะเห็นพู่หยกชิ้นนั้นจึง
ได้รับโทษทั้งหมดไว้ด้วยตนเอง เป็นดังที่เขาบอก เขาทำไปเพื่อลูกชายเขา แต่เหตุ
ใดเสวียนฟงในวันนี้ จึงดูไม่เกรงกลัวแม้แต่น้อย?
เสวียนฟงกล่าวด้วยความเกลียดแค้น “หยางเจิ้น เจ้าไม่จำเป็นต้องใช้พู่หยก
มาข่มขู่ข้าอีกแล้ว!”
หยางเจิ้นหน้าเปลี่ยนสี แต่กลับไม่พูดอะไร
เสวียนฟงเอ่ยเสียงดัง “ทุกท่าน! พู่หยกที่อยู่ในมือหยางเจิ้น เป็นของติดตัว
ของลูกชายข้า หลายปีมานี้ เขาใช้สิ่งนี้มาข่มขู่ข้า ทำให้ข้าจำเป็นต้องฟังคำสั่งของ
เขา!”
หยางเจิ้นกำพู่หยกแน่น แน่นจนมันแทบแหลกคามือ นัยน์ตาของเขาคมปลาบ
กล่าวด้วยน้ำเสียงเย็นยะเยือก “ในเมื่อเจ้าพูดเองกับปากว่าข้าใช้พู่หยกชิ้นนี้ข่มขู่
เจ้า แล้วเหตุใดวันนี้เจ้าจึงไม่กลัวเลยเล่า? หรือเจ้าไม่กลัวลูกชายตนเองตาย?”
“ฮ่า ฮ่า” จู่ๆ เสวียนฟงก็หัวเราะเสียงดัง ชี้หน้าเขา แล้วกล่าวว่า “หยางเจิ้น! มา
จนถึงป่านนี้แล้ว เจ้ายังคิดว่าจะหลอกข้าได้อีกหรือ? ลูกชายข้าถูกเจ้าจับตัวไป
จริงๆ แต่เขาหนีจากเงื้อมมือปีศาจของเจ้าไปได้ตั้งแต่สิบปีก่อนแล้ว! เจ้ามันคนต่ำ
ทราม ใช้พู่หยกชิ้นนี้หลอกให้ข้าเสี่ยงตายเพื่อเจ้ามาตั้งหลายปี!” ประโยคสุดท้าย
เขาปลดปล่อยความเคียดแค้นออกมาทางดวงตาอย่างไม่ปิดบัง หน้าอกกระเพื่อม
ขึ้นลง เห็นได้ชัดว่าชิงชังคนผู้นี้ถึงขีดสุด!
หลินเทียนเจิ้งเดินไปหาเขา ตบไหล่เขาเบาๆ เพื่อเป็นการปลอบประโลม
เสวียนฟงสะท้านเล็กน้อย หันไปมองหลินเทียนเจิ้ง ใบหน้าของเสวียนฟงอ่อน
โยนลง สายตาอบอุ่นรักใคร่ ยังมีแววละอายใจและสำนึกผิดปนอยู่ด้วย
ซูหลีสะดุดใจ หรือว่าหลินเทียนเจิ้ง…
“เจ้าเดาถูกต้องแล้ว หลินเทียนเจิ้งคือบุตรชายของเสวียนฟงจริงๆ” เสียงทุ้ม
ต่ำของตงฟางเจ๋อดังขึ้นข้างหู
สายตาของหยางเจิ้นแปรเปลี่ยนเห็นเหี้ยมเกรียม สีหน้าสับสน ไม่ว่าเขาจะคิด
คำนวณเช่นไร ก็ไม่มีทางคาดคิดว่าเสวียนฟงจะหาตัวลูกชายของเขาเจอ!
“เซียวอ๋อง ท่านยังมีอะไรจะพูดอีกหรือไม่?” สายตาของฉีมู่เอ่อร์แฝงแววเจ็บ
ปวด “ฮ่องเต้เหรินเจินทรงพระปรีชาสามารถและมีเมตตาธรรม ได้รับการยกย่อง
เลื่อมใสมาตลอดชีวิต ท่านในฐานะทายาทของฮ่องเต้เหรินเจิน ได้รับพระมหา
กรุณาอันล้นพ้นจากฮ่องเต้พระองค์ปัจจุบัน มียศเป็นถึงอ๋องขั้นหนึ่ง มีอำนาจใน
ราชสำนัก แต่กลับทำเรื่องเลวร้ายเช่นการทำร้ายลูกหลาน และลอบปลงพระชนม์
ฮ่องเต้เช่นนี้ได้เยี่ยงไร?!”
หยางเจิ้นกล่าวเสียงเย็นเยียบ “แค่คำพูดของเสวียนฟงเพียงฝ่ายเดียว ไม่มี
หลักฐาน เป็นการใส่ร้ายป้ายสีชัดๆ”
“แต่คุณชายท่านนี้เป็นพยานได้!”
“พวกเขาเป็นพวกเดียวกัน อาจสมคบคิดกันก็ได้ ผู้ใดจะไปรู้!”
“เช่นนั้น แม่นางผู้นั้นเล่า?” ฉีมู่เอ่อร์หันมามองซูหลี สายตาจดจ้องใบหน้าของ
นางที่ดูคล้ายหยางเจิ้นหลายส่วน “ข้าขอเสียมารยาทถามสักคำ แม่นางใช่พระธิดา
ขององค์หญิงหรงซีหรือไม่?”
ซูหลีลอบตึงเครียด เรื่องมาถึงขั้นนี้แล้ว นางคงไม่จำเป็นต้องปิดบังตัวตนอีก
จึงพยักหน้าตอบ
แม้คำตอบจะอยู่ในความคาดหมาย แต่ฉีมู่เอ่อร์กลับชะงักงัน ก่อนจะประสาน
มือทำความเคารพนาง
ซูหลีตกใจเล็กน้อย เดินเข้าไปประคองเขา “ท่านอัครเสนาบดีเหตุใดต้องทำเช่น
นี้?”
“เดิมทีแม่นางเป็นหลานสาวของเซียวอ๋อง แต่เมื่อครู่กลับมอบพระ
ราชโองการสละราชบัลลังก์ให้องค์ชายสี่ เห็นได้ว่าแม่นางมีคุณธรรมสูงส่ง รู้จัก
แยกแยะผิดชอบชั่วดี! ข้าขอถามแม่นางสักคำ คำพูดของผู้อาวุโสเสวียนฟงเป็น
จริงหรือไม่?”
สายตาของทุกคนจับจ้องมองมาที่นางทันที
นัยน์ตาของหยางเจิ้นเหี้ยมเกรียม เขาจ้องนางไม่วางตา แต่กลับไม่พูดอะไร
สักคำ
หัวใจของซูหลีหนักอึ้งราวกับมีก้อนหินกดทับ นางไม่พูดอะไร นางรู้ดีว่ายามนี้
หากนางเอ่ยปาก เสด็จน้าจะต้องพบกับจุดจบอย่างเลี่ยงไม่ได้แน่นอน! นางอดเงย
หน้ามองหยางเจิ้นไม่ได้ ดวงตาคู่นั้นเหมือนเสด็จแม่เหลือเกิน ยามนี้ เจ้าของของ
มันเปิดเผยเพลิงโทสะที่ออกมาจากใจอย่างไม่คิดปิดบัง
ในอดีต เสด็จแม่เสียสละทุกอย่าง เพียงเพื่อปกป้องชีวิตเขา ให้เขาได้ใช้ชีวิต
ต่อไปอย่างมีความสุข
ทว่ายามนี้ เขาต่อสู้จนถึงที่สุดเพื่อขึ้นครองบัลลังก์ จนสูญเสียตัวตนไป
ซูหลีอดไม่ได้ที่จะกำหมัดแน่น คลื่นที่โหมซัดสาดในใจรุนแรงจนยากจะสงบ
ทุกคนล้วนกำลังรอคำตอบของนาง
ใบหน้าของหยางเจิ้นเย็นชา ไอสังหารรุนแรงพาดผ่านดวงตาอย่างรวดเร็ว เขา
สูญเสียโอกาสที่ดีที่สุดไปแล้ว หากไม่หนียามนี้แล้วจะหนียามใด? ฉวยโอกาสตอน
ที่ทุกคนพุ่งความสนใจไปที่ซูหลี นิ้วมือทั้งห้าขดงอเหมือนตะขอ ก่อนจะพุ่งตรงไป
ที่หยางเซียว
กระบวนท่าพิฆาตที่จู่โจมเข้ามาอย่างกะทันหัน รวดเร็วจนไม่ทันตั้งตัว หยาง
เจิ้นใช้ความเร็วเต็มรูปแบบในกระบวนท่านี้ ด้านหลังของหยางเซียวคือเตียงมังกร
เขาไม่มีพื้นที่ให้หลบหลีก ทุกคนตกใจจนหลุดร้องเสียงหลง พริบตาเดียวหยางเจิ้
นก็พุ่งตัวเข้ามาถึงตรงหน้าหยางเซียวแล้ว อีกไม่กี่วินาทีก็จะเกิดเหตุการณ์นอง
เลือด!
หยางเซียวพลันพาร่างกายโฉบขึ้นด้านบน เหินทะยานผ่านเหนือศีรษะของ
หยางเจิ้นเหมือนดั่งนกเหยี่ยวที่แล่นลอยไปตามสายลม
สายตาของหยางเจิ้นไหวระริก เหตุการณ์เป็นไปตามที่เขาต้องการ เขาก้าวไป
ข้างหน้าสองสามก้าว ก่อนจะคว้าศพของฮ่องเต้แคว้นเปี้ยนที่อยู่บนเตียงมังกร
ขึ้นมาขวางไว้ตรงหน้า แล้วตะโกนเสียงเกรี้ยว “ทุกคนออกไปจากตำหนักให้หมด
มิเช่นนั้นอย่าหาว่าข้าไม่เห็นแก่เรื่องในอดีต” เขาออกแรงบีบ เสียงกระดูกข้อต่อ
ของศพดังลั่นทันใด
หยางเซียวตกใจและเจ็บปวดสุดแสน เขาพุ่งตัวเข้าไปหลายก้าวแต่ก็ข่มใจให้
หยุด ก่อนจะตะโกนด้วยความเคียดแค้น “หยางเจิ้น เจ้ากล้าทำร้ายเสด็จพ่อของข้า
หรือ!”
หยางเจิ้นหัวเราะอย่างโหดเหี้ยม “ปล่อยข้าไป ข้าย่อมคืนเสด็จพ่อของเจ้าให้
เจ้า”
หยางเซียวกำหมัดอย่างโกรธแค้น กัดฟันแล้วตะโกนสั่ง “ทุกคน ถอยไป!”
หยางเจิ้นค่อยๆ ก้าวเดินออกไปนอกห้องบรรทม ทุกคนถอยห่างไปยังสอง
ข้างทาง แหวกเปิดทางเดินตรงกลางหนึ่งสาย องครักษ์จวนเซียวอ๋องกรูกันเข้า
มาห้อมล้อมหยางเจิ้นไว้ตรงกลาง นัยน์ตาของหยางเจิ้นแปรเปลี่ยนเป็นเย็นชา
เขาสะบัดแขนทั้งสองข้าง เหวี่ยงศพของฮ่องเต้แคว้นเปี้ยนออกไปอย่างแรง!
หยางเซียวคำรามด้วยความเคียดแค้น โฉบกายขึ้นไปรับร่างของฮ่องเต้แคว้น
เปี้ยนกลางอากาศ พลางตวาดเสียงเกรี้ยว “จับตัวเขาไว้!”
ราตรีมืดมิด เหมือนตาข่ายสีดำอันไร้จุดสิ้นสุดที่แผ่ปกคลุมหัวใจของทุกคน
หยางเจิ้นหนีไปทางประตูวัง แต่กลับถูกองครักษ์กลุ่มหนึ่งขวางทางไว้
องครักษ์จวนเซียวอ๋องสู้สุดตัว จนเปิดเส้นทางเลือดได้
หยางเซียวนำองครักษ์ไล่ตามมา เขาง้างธนูในมือ ปลายธนูแหลมคมเล็งไปที่
หยางเจิ้น เสียงสายธนูดังเสียดสี เห็นได้ชัดว่าดึงจนสุดสายแล้ว ราวกับในเสี้ยว
วินาทีถัดไป ลูกธนูก็จะพุ่งทะลุสิ่งกีดขวางทุกอย่างไปหาเป้าหมายอย่างแม่นยำ!
พลันนั้น คนผู้หนึ่งโผล่มายืนขวางหน้า ครั้นเห็นใบหน้าคนผู้นั้นชัดเจน หยาง
เซียวตกใจจนเหงื่ออาบท่วมตัว รีบลดธนูในมือลงทันที
“อาหลี?!”
สายตาของซูหลีสะท้อนแววอ้อนวอนเล็กน้อย “หยางเซียว…”
หยางเซียวกระจ่างทันที่ สายตาแปรเปลี่ยนเป็นเย็นชา เขาตัดบทนาง “อาหลี
เจ้าไม่ต้องพูดอะไรอีกแล้ว”
ซูหลียังคงไม่ขยับ มือของเขาที่ถือธนูไว้กำเข้าหากันแน่น
“เขาฆ่าเสด็จพ่อของข้า! ข้าปล่อยเขาไปไม่ได้!” หยางเซียวคำรามเสียงต่ำ
ความเจ็บปวดและความเคียดแค้นครอบครองสติทั้งหมดของเขา
ซูหลีรีบกล่าว “หยางเซียว ข้าไม่ได้ขอร้องให้เจ้าปล่อยเขาไป เพียงขอให้ไว้ชีวิต
เขาสักครั้ง!”
การกระทำของหยางเจิ้นในวันนี้ถือเป็นการหาเรื่องใส่ตัวก็จริง แต่ไม่ว่าเรื่องใด
ย่อมมีเหตุจึงมีผลตามมา ที่เขาจิตใจเหี้ยมโหดอำมหิตเช่นนี้ ก็เป็นเพราะเจออะไร
มามาก เรื่องราวในอดีตยากจะแยกแยะถูกผิด ยิ่งไปกว่านั้นหากฮ่องเต้แคว้น
เปี้ยนไม่เห็นแก่ผลประโยชน์ส่วนตน ปฏิบัติต่อเขาอย่างจริงใจ บางทีพวกเขาอาจ
ไม่ลงเอยเช่นนี้ก็ได้!
ถึงอย่างไรเสด็จแม่ก็ปกป้องน้องชายแท้ๆ ของนางด้วยทุกอย่างที่มี เขาเป็น
เสด็จน้าของนาง ความยุติธรรมในใจย่อมเอนเอียงอย่างช่วยไม่ได้