กำเนิดใหม่ชายาผู้ล่วงลับ โม่เหยียนซาง - บทที่ 428 )
หยางเซียวรีบกระโดดลงจากหลังม้า แล้วยื่นมือให้ซูหลี “มา ข้าประคองเจ้า
เอง”
ซูหลีลังเลเล็กน้อย เพิ่งจะยื่นมือออกมา แต่กลับถูกมือข้างหนึ่งที่โผล่มาจาก
ด้านข้างกุมไว้แน่น
“เรื่องเล็กแค่นี้ จะกล้ารบกวนฮ่องเต้แคว้นเปี้ยนได้เช่นไร!” ตงฟางเจ๋อแย้ม
ยิ้มเล็กน้อย ไอเย็นสะท้อนในดวงตา แขนยาวๆ ของเขาเอื้อมออกไป หมายจะอุ้มซู
หลีลงจากหลังม้า ซูหลีกลับหลบเลี่ยงอย่างแนบเนียน ก่อนที่มือของเขาจะโอบเอว
นาง นางก็ยืนอยู่ข้างกายหยางเซียวแล้ว ใบหน้าของนางเรียบเฉย สายตาห่างเหิน
มือของตงฟางเจ๋อชะงักค้างอยู่กลางอากาศ เขาเหม่อมองนาง ในอดีตเขาเคย
อุ้มนางลงจากหลังม้านับครั้งไม่ถ้วน อิริยาบถที่ดูใกล้ชิดอย่างเป็นธรรมชาติโดย
ไม่ต้องการคำพูดใดๆ ดั่งเกิดมาเพื่อเป็นคู่สร้างคู่สม ทว่ายามนี้ นางจงใจเลี่ยงเขา
เห็นชัดว่ามีใจระแวดระวังต่อเขา หรือสำหรับนาง เขาสู้ไม่ได้แม้แต่หยางเซียว?!
เขาเซถอยหลังไปหนึ่งก้าวโดยไม่รู้ตัว สายตาฉายแววผิดหวังอย่างปิดไม่มิด
หยางเซียวเห็นเช่นนั้นก็ยิ้ม รอยยิ้มนั้นดูคลุมเครือไม่ชัดเจน เขาโอบไหล่ซูหลี
สายตาอ่อนโยนดั่งสายน้ำ “ฮ่องเต้แคว้นเฉิงกล่าวผิดแล้ว สำหรับข้า ไม่ว่าเรื่องใด
ที่เกี่ยวกับอาหลี ไม่มีแบ่งแยกเรื่องเล็กใหญ่ทั้งนั้น อย่าว่าแต่ประคองนางลงจาก
ม้าเลย แม้จะให้ข้าบุกน้ำลุยไฟเพื่อนาง ข้าก็เต็มใจ!”
แม้จะพูดกับตงฟางเจ๋อ แต่สายตากลับจ้องมองซูหลี เขาตรงไปตรงมาถึง
เพียงนี้ วาจาอ่อนโยนนุ่มละมุน กลับทำให้ซูหลีชะงักงัน ไม่รู้ว่าควรพูดอะไรดี
หยางเซียวแย้มยิ้มเล็กน้อย ครั้นหันไปมองตงฟางเจ๋อ ความอ่อนโยนใน
ดวงตาจางหาย แปรเปลี่ยนเป็นสายตาเย็นชา เขากล่าวด้วยน้ำเสียงไม่แยแส “ข้า
กับอาหลีเหนื่อยแล้ว ขอตัวก่อนก็แล้วกัน หากฮ่องเต้แคว้นเฉิงไม่มีธุระใด ก็รีบ
กลับไปพักที่เรือนรับรองเถิด”
ประโยคเดียวแสดงให้เห็นถึงความใกล้ชิดและความห่างเหิน บทสนทนาของ
สองคนนี้ เห็นชัดว่ากำลังยั่วโทสะกัน สายตาของซูหลีขรึมลงเล็กน้อย ไม่ชอบใจที่
พวกเขาใช้นางพูดจาถากถางอีกฝ่าย นางดึงมือหยางเซียวที่วางอยู่บนไหล่ออก
แล้วกล่าวด้วยน้ำเสียงราบเรียบ “นี่ก็ค่ำแล้ว พวกท่านล้วนกลับไปเถิด”
ตงฟางเจ๋อยิ้มเย็น แล้วกล่าวว่า “ได้ยินว่าวันนี้กองทัพของหยางเจิ้นปรากฏ
ตัวที่เนินเขาเจี้ยนหลงเป็นระยะ เชื่อว่าไม่นานคงบุกโจมตีเมืองเป็นครั้งที่สอง ไม่
ทราบว่าฮ่องเต้แคว้นเปี้ยนคิดจะปกป้องแผ่นดินเปี้ยนที่กำลังสั่นคลอนเพราะพายุ
ฝนของท่านด้วยวิธีใด?!” ประโยคนี้ ทำให้หยางเซียวที่เพิ่งจะก้าวเท้าต้องชะงัก
หยุดทันที
สีหน้าของหยางเซียวพลันเปลี่ยน หมายจะเอ่ยปาก คนผู้หนึ่งก็วิ่งพรวดพราด
เข้ามา เป็นสือจิ้งนั่นเอง เขากล่าวด้วยใบหน้าร้อนรุ่มใจ “ฝ่าบาท สายลับส่งข่าวมา
หยางเจิ้นรวบรวมกองทัพ ตั้งท่าจะบุกโจมตีเข้ามาอีกครั้งแล้วพ่ะย่ะค่ะ!”
สายตาของหยางเซียวพลันแปรเปลี่ยนเป็นคมปลาบเหมือนมีด ตวัดมองไปที่
ตงฟางเจ๋อ เขาเป็นคนนอก กลับได้รับข่าวสารที่แม่นยำและรวดเร็วกว่า กระทั่งเร็ว
กว่าเขาที่เป็นประมุขแห่งแคว้นเปี้ยนด้วยซ้ำ!
ซูหลีเองก็ตกใจเช่นกัน “เร็วถึงเพียงนี้เชียวหรือ?!” เพิ่งผ่านมาไม่กี่วันหลัง
จากการบุกโจมตีครั้งที่แล้ว แม้ทหารที่ถูกพิษยาสลบเล่นงานจะหายดีแล้ว แต่
หยางเจิ้นก็น่าจะหวั่นใจอยู่บ้าง ไม่น่าจะบุ่มบ่ามบุกเข้ามากะทันหันเช่นนี้
นอกเสียจากว่า… เขาหาวิธีกำราบพิษยาสลบได้แล้ว!
คล้ายอ่านความคิดของนางออก ตงฟางเจ๋อกล่าวว่า “หุบเขาที่อยู่ใกล้เนินเขา
เจี้ยนหลงมีสมุนไพรชนิดหนึ่ง น้ำของสมุนไพรชนิดนี้สามารถปิดกั้นประสาทรับ
กลิ่นของคนได้ชั่วคราว”
สายตาของซูหลีตึงเครียด “เช่นนั้นยาสลบก็ไม่มีประโยชน์แล้ว!”
“ถูกต้องแล้ว ฉะนั้นสงครามที่กำลังจะเกิดขึ้นในครั้งนี้ จะต้องรับมือยากมาก
แน่นอน” ตงฟางเจ๋อเอ่ยเสียงขรึม
ซูหลีกล่าวด้วยน้ำเสียงเคร่งเครียด “ที่นี่ลมแรง พวกเรากลับไปหารือกันใน
ตำหนักเถิด”
ในตำหนักฉินเจิ้ง กลิ่นหอมของชาอบอวล ควันสายหนึ่งขดตัวเป็นเกลียวลอย
ขึ้นจากกระถางธูป กลิ่นหอมจางๆ ของอำพันมังกรแผ่กำจายอยู่กลางอากาศ ซู
หลีและหยางเซียวต่างมีใบหน้าหนักใจ ต่างคนต่างนั่งเงียบๆ ครุ่นคิดหากลยุทธ์
รับมือ ตงฟางเจ๋อประคองถ้วยชาร้อนๆ เอนกายพิงพนักเก้าอี้ มองดูพวกเขา ไม่
พูดอะไรเช่นกัน
“อีกนานเท่าใดกว่าฮูเอ่อร์ตูจะกลับมาถึงวัง?” จู่ๆ ซูหลีก็ถามขึ้น
หยางเซียวกล่าวด้วยน้ำเสียงหนักใจ “กองทัพใหญ่เดินทางเร็วไม่สู้ม้าเร็ว แม้
เร็วที่สุดก็ยังต้องรออีกหลายวัน”
เดิมทีทหารที่รักษาการณ์อยู่ในเมืองก็มีไม่มากอยู่แล้ว สงครามปกป้องเมือง
ในครั้งที่แล้วก็สูญเสียทหารไปไม่น้อย หากครั้งนี้หยางเจิ้นบุกโจมตีเมืองเต็ม
กำลัง กองทัพทหารในเมืองทนได้อย่างมากสุดก็ไม่เกินสามวัน ถึงแม้คนในลัทธิ
ธิดาเทพจะมีวรยุทธ์สูงส่ง แต่แค่รับมือกับกองทัพรุ่ยเฟิงก็ถือว่าเกินตัวมากแล้ว
หากคิดจะสู้กับกองทัพใหญ่แทบไม่มีความเป็นไปได้เลย แผนการในตอนนี้ คือ
ต้องถ่วงเวลาไว้อย่างสุดกำลัง รอจนกว่ากองทัพหนุนจะมาถึง แต่หยางเจิ้นเป็น
คนเจ้าเล่ห์มากแผนการ ไม่ใช่คนที่จะรับมือได้ง่ายๆ!
หยางเซียวกับซูหลีสบตากัน พวกเขาต่างมองเห็นความกังวลในดวงตาของ
อีกฝ่าย เนิ่นนานไม่มีใครเอ่ยปาก บรรยากาศเข้าสู่ความเงียบงัน
ซูหลีถอนหายใจ นางไม่ชำนาญการรบ มีวิธีใดที่จะสามารถถ่วงเวลาได้จนกว่า
กองทัพหนุนจะมาถึงบ้างไหมนะ? นางหันไปมองตงฟางเจ๋อโดยสัญชาตญาณ
เขาเองก็กำลังมองนางเช่นกัน ในดวงตาไม่แยแส ซ่อนความเจ็บปวดเอาไว้
รางๆ
ซูหลีสะท้านไปทั้งใจ รีบละสายตากลับมา
ผ่านไปครู่หนึ่ง ตงฟางเจ๋อถอนหายใจ ลุกขึ้นยืนช้าๆ แล้วกล่าวเสียงเบา “หาก
ต้องการประวิงเวลา ก็มิใช่จะไร้หนทางเสียทีเดียว” นิ้วมือของเขาเคาะแผนที่บน
โต๊ะเบาๆ”สถานที่แห่งนี้มีชื่อว่าหุบเขาอวี้เสีย เป็นจุดที่ต้องผ่านหากจะเดินทางจาก
เนินเขาเจี้ยนหลงมายังพระราชวัง เส้นทางหุบเขายาวและอันตราย เต็มไปด้วย
ทรายเหลือง หลินเทียนเจิ้งทำนายว่าพรุ่งนี้จะมีหมอกหนา สามารถวางอุบายตรง
นั้นได้”
หุบเขา… ทรายเหลือง… จู่ๆ ซูหลีก็นึกขึ้นได้ นางเคยเห็นกรณีศึกษาหนึ่งใน
ตำรายุทธพิชัยสงครามของเสด็จพ่อ นางพลันกระจ่าง เงยหน้ากล่าวด้วยความ
ดีใจ “ท่านคิดจะใช้อุบายลวงศัตรู…”
“ถูกต้องแล้ว!” เขาแย้มยิ้มเล็กน้อย “ซูซูฉลาดปราดเปรื่อง กลับอ่านความคิด
ข้าออก” ไม่ว่าเมื่อใดหรือที่ไหน นางมักเป็นคนที่เข้าใจความคิดของเขาเสมอ เขา
เหม่อมองนาง จู่ๆ ก็รู้สึกเหมือนหวนกลับไปยังวันเวลาที่พวกเขาต่างคนต่างรู้ใจ
กันเป็นอย่างดี…
“ฮ่องเต้แคว้นเฉิงช่างรู้จักแคว้นเปี้ยนของเราดียิ่งนัก!” ความคิดที่ล่องลอย
ไปไกลพลันถูกน้ำเสียงเย็นชาตัดบท สายตาของหยางเซียวคมปลาบลึกล้ำ จ้อง
มองเขาไม่วางตา คล้ายมีความนัยแฝง
ตงฟางเจ๋อคล้ายเข้าใจความหมายของหยางเซียว เพียงชำเลืองมองเขาด้วย
สายตาเรียบเฉย แล้วกล่าวด้วยน้ำเสียงเย็นชา “ฮ่องเต้แคว้นเปี้ยนกังวลอันใด
กัน? ของที่ได้มาง่ายๆ ข้าไม่สนใจ” ความหมายในวาจาชัดเจน เขาไม่ชอบเอา
เปรียบยามผู้อื่นกำลังลำบาก วาจายโสโอหังเช่นนี้ เกรงว่าใต้หล้านี้คงมีเขาคน
เดียวที่กล้าพูดออกมา!
“แต่หากข้าต้องการ ก็ไม่มีผู้ใดขวางได้เช่นกัน! มิเช่นนั้น มันผู้นั้นต้องพบกับ
จุดจบที่เลวร้ายจนคาดไม่ถึงอย่างแน่นอน” ประกายคมปลาบพาดผ่านดวงตา ใน
วาจาคล้ายมีคำเตือนแฝงอยู่
ซูหลีย่อมฟังความหมายของเขาออก หัวใจพลันหนักอึ้ง นางสัมผัสได้ว่า
ระหว่างพวกเขา จะต้องมีเรื่องอะไรที่นางไม่รู้อยู่แน่นอน
ครั้นเห็นสีหน้าหยางเซียวแปรเปลี่ยนไปมา สายตาฉายแววเย็นชา ซูหลีจึง
กล่าวว่า “ในเมื่อมีกลยุทธ์รับมือกับศัตรูแล้ว ก็รีบสั่งการทหารเถิด”
ได้ยินนางพูดเช่นนี้ หยางเซียวก็ทำได้เพียงข่มกลั้นอารมณ์ และหารือเรื่อง
กลยุทธ์รับมือข้าศึกต่อไป กระทั่งกลางดึก จึงค่อยแยกย้ายกันกลับ
วันต่อมา หมอกหนาปกคลุมไปทั่วบริเวณ หยางเจิ้นรวบรวมกองทัพ หมายจะ
มุ่งหน้าไปยังหุบเขาอวี้เสีย จู่ๆ ทหารสำรวจเส้นทางด้านหน้าก็วิ่งเข้ามารายงาน
“ทูลท่านอ๋อง พบทหารของกองทัพศัตรูที่หุบเขาอวี้เสีย ไม่ต่ำกว่าหนึ่งแสนนายพ่ะ
ย่ะค่ะ”
“ว่าอย่างไรนะ? หนึ่งแสน?!” เหล่าขุนพลต่างตกตะลึง
“เป็นไปไม่ได้! ในพระราชวังมีทหารเพียงสามหมื่นนายเท่านั้น กองทัพทหาร
หนึ่งแสนนายมาจากที่ใดกัน?!” หยางจินร้องขึ้นทันที
“หรือว่าเป็นกองทัพของฮูเอ่อร์ตู?” ขุนพลนายหนึ่งกล่าวขึ้นด้วยความสงสัย
ฮูเอ่อร์ตูเป็นขุนพลอันดับหนึ่งของราชวงศ์เปี้ยน ทุกคนล้วนรู้ดีว่าศิลปะการต่อสู้
ของเขาเยี่ยมยอดเพียงใด เมื่อใดได้ทำสงครามก็ไม่ห่วงชีวิต แม้แต่หยางเจิ้นก็ยัง
ต้องหวั่นเกรงอยู่สามส่วน
หยางเจิ้นขมวดคิ้วครุ่นคิด แคว้นเฉิงและแคว้นเปี้ยนได้ลงนามในสัญญาสงบ
ศึกไปแล้ว แต่กองทัพของแคว้นเฉิงยังคงไม่ถอนกำลังออกจากเทียนเหมิน
หยางเซียวกลับกล้าเคลื่อนกองทัพทหารชายแดนกลับมายังวังหลวง! เขาไม่กลัว
กองทัพแคว้นเฉิงผิดสัญญา ฉวยโอกาสนี้บุกแคว้นหรืออย่างไร?! ยิ่งไปกว่านั้น
เขาได้ตั้งด่านตามเส้นทางที่มุ่งหน้าสู่ชายแดนไว้แล้ว กองทัพทหารหนึ่งแสนนาย
จะเคลื่อนทัพกลับมาได้ง่ายๆ เช่นไรกัน?