กำเนิดใหม่ชายาผู้ล่วงลับ โม่เหยียนซาง - บทที่ 445 )
แม้เวลาล่วงเลย แต่กลับมิอาจลบเลือนร่องรอยที่ความรักหลงเหลือไว้ ถ้า
หากมิได้รักอย่างสุดซึ้ง จะมองเห็นเสี้ยววินาทีที่นางดูมีชีวิตชีวาอย่างเป็น
ธรรมชาติถึงเพียงนี้ได้อย่างไร
นางเพ่งพินิจอย่างละเอียด ลึกๆ ในใจรู้สึกทั้งเปรี้ยวทั้งฝาดอย่างบอกไม่ถูก
สายตาเลื่อนลงด้านล่าง มุมขวาล่างของผ้าไหมซึ่งเป็นตำแหน่งลงนามเจ้าของผล
งาน มีรอยตราประทับสีแดงรอยหนึ่ง ด้านข้างเขียนอักษรเล็กๆ ไว้หนึ่งบรรทัด
‘ภาพเหมือนของซีซี วาดเมื่อฤดูใบไม้ร่วง ปีติงซื่อ’ ลายมือแข็งแกร่งทรงพลัง
งามสง่าไม่ธรรมดา เห็นได้ชัดว่าเป็นลายมือของบุรุษ นางพลันชะงักงัน ค้นพบว่า
ตราประทับนั้นมิใช่ของจริง แต่เป็นมังกรผานหลงเก้ากรงเล็บที่แหวกว่ายอยู่
ท่ามกลางหมู่เมฆ! เหตุใดจึงดูคุ้นตายิ่งนัก?! จู่ๆ นางก็รู้สึกว่าลายภาพนี้คล้ายกับ
หยกห้อยเอวรูปมังกรผานหลงที่หลางฉ่างมอบให้นางมาก! นางรีบล้วงหยกห้อย
เอวชิ้นนั้นออกมาจากแขนเสื้อ แล้วนำมาเปรียบเทียบกันอย่างละเอียด เหมือนกัน
ทุกประการดังคาด!
ซูหลีทิ้งตัวลงนั่งบนตั่งอย่างเหม่อลอย จ้องมองลายภาพมังกรผานหลงตาไม่
กะพริบ ภาพเหมือนร่วงลงบนพื้น ด้านหลังภาพวาด ลายมืองดงามตัวเล็กๆ อัน
คุ้นตาบรรทัดหนึ่งพลันปรากฏสู่สายตา
ซูหลีรีบหยิบขึ้นมาดูอย่างละเอียด อักษรบรรทัดนั้นแม้ตัวเล็กแต่ชัดเจนมาก
‘ครั้นถึงยามดอกถูหมีเบ่งบาน ละอองหมอกพัดผ่าน กลีบบุปผามิรู้ร่วงโรยไปมาก
น้อยเท่าใด [1] ?’
นี่มันลายมือของเสด็จแม่!
ซูหลีตกตะลึง ความทรงจำในอดีตที่หลางฉ่างเคยกล่าววาจาคล้ายต้องการ
บอกใบ้บางอย่างกับนาง ค่อยๆ ชัดเจนขึ้นมาทีละน้อยในยามนี้ นางยิ่งคิดก็ยิ่งตก
ตะลึง หรือว่า ระหว่างนางกับหลางฉ่าง จะมีความเกี่ยวข้องกันทางสายเลือด
จริงๆ?!
ที่แท้บนโลกใบนี้ นางไม่ได้อ้างว้างเดียวดาย และไม่ได้ไม่มีที่ให้ยืน! นางยังมี
ครอบครัว…
แสงจากดวงอาทิตย์ที่ลอยสูงนอกหน้าต่าง สาดส่องเข้ามาในบ้านทำให้นาง
ตาลาย ซูหลีกำผ้าไหมผืนนั้นแน่นอย่างไม่รู้ตัว ดูจากเบาะแสที่มีในยามนี้ เป็นไปได้
มากที่บิดาบังเกิดเกล้าของนางจะเป็นคนแคว้นติ้ง เพียงแต่ในอดีตเกิดเรื่องอะไร
ขึ้นระหว่างเขากับเสด็จแม่ ถึงได้ทำให้นางที่รักเขาสุดหัวใจและกำลังตั้งครรภ์หนีไป
อยู่ยังอีกฟากฟ้าหนึ่งเช่นนั้น? คำถามมากมายนับไม่ถ้วนประดังประเดเข้ามา แต่
กลับไร้ซึ่งคำตอบ
นางมองผ้าไหมในมืออย่างเงียบงัน พลันตัดสินใจแน่วแน่ นางจะไปแคว้นติ้ง
จะไปตามหาความจริงและคำตอบของเรื่องราวเมื่อสิบแปดปีที่แล้ว
∗∗∗
ณ พระราชวังเปี้ยน ควันธูปลอยขึ้นจากกระถาง และค่อยๆ จางหายไปใน
อากาศ กลิ่นหอมที่ทำให้จิตใจสงบคล้ายหมดฤทธิ์ไปแล้ว
หยางเซียวดันกองฎีกาเบื้องหน้าออกด้วยความงุ่นง่าน เอนหลังพิงพนักเก้าอี้
จ้องมองนาฬิกาทรายตรงมุมห้อง พลางพึมพำเสียงเบาราวกับกำลังคุยกับ
ตนเอง “สิบห้าวันผ่านไปแล้ว นาง… จะยังกลับมาอีกหรือไม่?”
สือจิ้งลอบถอนหายใจ กล่าวปลอบใจเขา “ฝ่าบาทโปรดวางพระทัย ท่านธิดา
เทพจะต้องกลับมาแน่นอนพ่ะย่ะค่ะ!” นับตั้งแต่อดีตฮ่องเต้สวรรคต รอยยิ้มของ
องค์ชายน้อยที่เคยไร้ทุกข์ไร้กังวลผู้นี้ก็น้อยลงเรื่อยๆ ยามนี้นอกจากสตรีนางนั้น
คล้ายไม่มีคนใดหรือเรื่องใดในโลกนี้ ที่จะทำให้เขามีความสุขได้อย่างแท้จริงอีกแล้ว
นัยน์ตาของหยางเซียวไหวระริกเล็กน้อย เดิมทีเขาเองก็คิดอย่างนี้เช่นกัน แต่
เมื่อเวลาผ่านไปวันแล้ววันเล่า ความคิดถึงและความเป็นห่วงที่มิอาจควบคุมได้ ก็
ทำให้หัวใจของเขากระสับกระส่ายยากจะสงบ ศพของเสด็จอาถูกส่งกลับไปฝังที่
เมืองเหลียวเฉิงนานแล้ว แม้แต่ตงฟางเจ๋อก็กลับมาถึงที่เรือนรับรองแล้ว แต่นาง
กลับไม่ยอมกลับมาสักที… เพียงกลัวว่าเมืองหลวงแคว้นเปี้ยนแห่งนี้ จะกลาย
เป็นสถานที่ที่ทำให้นางปวดใจเสียแล้ว!
ครั้นนึกถึงสีหน้าหนักใจของเซิ่งเซียวยามเอาหญ้าหานซินกลับมาส่งมอบ
ความคิดแง่ร้ายก็ผุดขึ้นมาอย่างห้ามไม่อยู่ จู่ๆ เขาก็กล่าวเสียงเย็นชา
“สถานการณ์ที่เรือนรับรองเป็นเช่นไรบ้าง?”
สือจิ้งรีบตอบทันที่ “หลังจากที่พวกเขากลับมา ก็เอาแต่ปิดประตูไม่ยอมก้าว
เท้าออกมา และไม่ยอมให้ผู้ใดเข้าไปในเรือนรับรองด้วย แม้แต่หมอหลวงที่ฝ่าบาท
ทรงส่งตัวไป ก็ถูกปฏิเสธไม่ให้เข้าพบพ่ะย่ะค่ะ…”
สีหน้าของหยางเซียวแปรเปลี่ยนเล็กน้อย แววตาเคร่งเครียด หรืออาการของ
ตงฟางเจ๋อย่ำแย่มากจริงๆ?! ถึงแม้เขาจะไม่อยากให้คนผู้นั้นมีชีวิตอยู่บนโลกใบนี้
แต่หากเกิดอะไรขึ้นกับคนผู้นั้นในยามนี้จริงๆ บางทีแคว้นเปี้ยนอาจจะ… ไม่มีวัน
สงบสุขไปตลอดกาล! ครั้นนึกถึงตรงนี้ เขาก็รีบลุกขึ้น สาวเท้าเร็วๆ ออกจาก
ตำหนัก “ตามข้าไปดูเขาหน่อย!”
เมืองหลวงแคว้นเปี้ยนในยามค่ำคืน ไม่เหลือความอึกทึกครึกครื้น ถนนด้าน
หน้าเรือนรับรองเงียบสงบ ไร้เงาผู้คน หยางเซียวสัมผัสได้ทันทีว่าบรรยากาศรอบ
กายตึงเครียดคล้ายอยู่ระหว่างการเฝ้าระวังอย่างเข้มงวด
สือจิ้งหมายจะเดินเข้าไปเคาะประตู จู่ๆ ก็ได้ยินเสียงฝีเท้าม้าดังมาจากบนถนน
ใหญ่ ดึกขนาดนี้แล้ว ผู้ใดยังเดินทางอยู่อีก? หยางเซียวหันหน้าไปตามเสียง เห็น
เพียงกลางค่ำคืนอันดึกสงัด ยอดอาชาตัวหนึ่งกำลังสับฝีเท้าอย่างรวดเร็วพุ่ง
ตรงเข้ามาทางนี้ ผู้ที่อยู่บนหลังม้าเรือนร่างผ่ายผอม ท่าทางเหน็ดเหนื่อยจากการ
ตะลอนเดินทาง ใบหน้ามุ่งมั่น ดวงตาเปล่งประกายกระจ่างใสเป็นพิเศษ
ดวงตาของหยางเซียวเป็นประกายขึ้นมาทันที่ เขาตะลึงงัน ร้องเรียกอย่าง
เหลือเชื่อ “อาหลี?!”
ซูหลีได้ยินก็รีบดึงบังเหียนม้าโดยพลัน นางหันมา สายตากวาดมองประตูใหญ่
เรือนรับรองโดยสัญชาตญาณ ขมวดคิ้วเล็กน้อย ก่อนจะกล่าวว่า “ท่านมาอยู่ที่นี่
ได้อย่างไร? ข้ากำลังจะเข้าวังไปพบท่านพอดี”
เสียงกังวานใสอันคุ้นเคยที่เขาเฝ้าคิดถึงทุกคืนวัน ดังอยู่ข้างหูเขาอย่าง
สมจริง ในที่สุดหยางเซียวก็มั่นใจแล้วว่านี่ไม่ใช่ภาพลวงตา แต่นางกลับมาแล้ว
จริงๆ! ความกังวลใจในหลายวันที่ผ่านมากลายเป็นเหมือนบุปผาที่บานพรั่งอยู่
ภายในใจ ท่ามกลางผืนฟ้ายามราตรี พยับเมฆเคลื่อนคล้อยผ่านไป แสงจันทร์สี
เงินยวงสาดส่อง โลกทั้งใบราวกับสว่างสดใสขึ้นทันทีเมื่อนางปรากฏตัว เขายืนอยู่
ที่เดิมไม่ขยับไปไหน เพียงยืนมองนางนิ่งๆ อยู่อย่างนั้น คล้ายกลัวว่าหากกะพริบ
ตา นางก็จะหายไปอีกครั้ง
ความคิดถึงและความดีใจในสายตาของเขาตรงไปตรงมา และไม่คิดปกปิดถึง
เพียงนั้น ซูหลีอดตะลึงงันไม่ได้ นางไม่ได้ลืมความตั้งใจในการกลับมาครั้งนี้ นาง
กลับมาเพราะคำสัญญาที่เคยให้ไว้กับเขาว่า หากคิดจะจากไป ก็ต้องบอกลาเขา
ก่อน
สายลมยามราตรีพัดผ่านไปอย่างเงียบงัน ใบไม้แห้งเหี่ยวสีเหลืองร่วงโรยไป
ตามสายลม นางถอนหายใจเล็กน้อย แล้วกล่าวเสียงเบา “หยางเซียว เสด็จน้า…
จากไปแล้ว”
หยางเซียวพลันได้สติ รีบเดินเข้าไปกุมมือนาง นิ้วมือเรียวยาวที่ขาวเนียนดั่ง
หยกของนางเย็นเฉียบยิ่งนัก หัวใจของเขาพลันเจ็บปวด สายตาที่มองนางเต็มไป
ด้วยความเป็นห่วง เขากล่าวด้วยน้ำเสียงหนักแน่น “อาหลี เจ้ายังมีข้า!”
สายตาของซูหลีไหวระริกเล็กน้อย กลีบปากแดงเม้มแน่น เพียงมองหน้าเขา
โดยไม่พูดอะไร
ท่าทางเหมือนต้องการพูดบางสิ่งแต่ก็หยุดของนาง ทำให้หยางเซียวสังหรณ์
ใจไม่ดี มือที่กุมมือนางกระชับแน่นโดยไม่รู้ตัว ร้องบอกด้วยความร้อนใจ “อาหลี
ข้ามีแค่เจ้าคนเดียวเท่านั้น! เจ้าจะไปจากข้าไม่ได้นะ!”
หยางเซียวที่มองโลกในแง่ดีและมีบุคลิกสง่างามมาโดยตลอด ยามนี้กลับเอ่ย
วาจาด้วยน้ำเสียงอ้อนวอนร้องขอ! คิ้วเข้มขมวดแน่น ความกังวลและความแตก
ตื่นในสายตาฉายชัด ความรู้สึกอันลึกซึ้งในถ้อยคำเหมือนดั่งคลื่นที่โหมกระหน่ำ
และซัดสาดใส่นางจนแทบมิด
ซูหลีสะท้านไปทั้งใจ อดเงยหน้ามองเขาไม่ได้ เขาเองก็… ถูกความเศร้าโศก
พันธนาการเช่นนั้นหรือ?
ซูหลีรู้สึกลำคอแห้งผาก จู่ๆ ก็กล่าวคำร่ำลาเหล่านั้นไม่ออก
“อาหลี เป็นฮองเฮาของข้าเถิด!”
ความคิดที่ซุกซ่อนอยู่ในใจมาเนิ่นนาน หลุดออกจากปากไปเช่นนี้เอง หยาง
เซียวรู้ดีว่าตอนนี้ไม่ใช่เวลาที่ดีที่สุดในการแสดงความรู้สึกจากใจ ทว่าเขากลับ
สัมผัสได้ว่าหากไม่พูดตอนนี้ บางทีเขาอาจไม่มีโอกาสได้พูดไปอีกตลอดชีวิต!
ซูหลีแทบไม่อยากเชื่อ นางนึกว่าตนเองฟังผิด ได้แต่เงยหน้าด้วยความตก
ตะลึง ไม่รอให้นางตอบสนอง เขาก็รีบอุ้มนางลงจากหลังม้า แล้วรั้งนางเข้ามาก
อดแน่นๆ ด้วยเรี่ยวแรงเกือบทั้งหมดที่มี
หัวใจนางสั่นสะท้าน พยายามผลักเขาออก ถอนหายใจกล่าวว่า “หยางเซียว…”
หยางเซียวตัดบทนาง “อาหลี ข้าชอบเจ้า! ตั้งแต่เด็กจนโตมาถึงขนาดนี้ ข้าไม่
เคยชอบใครเลยสักคน… ถึงแม้เป็นฮ่องเต้ แต่ข้าไม่เคยคิดอยากมีสามตำหนัก
หกหมู่เรือน [2] แม้แต่น้อย ข้า เพียงต้องการมีเจ้าอยู่เคียงข้างไปตลอดชีวิต อย่า
จากข้าไปเลย ได้หรือไม่?!”
คำสารภาพอย่างจริงใจที่เกิดขึ้นอย่างกะทันหัน ทำให้ซูหลีตกตะลึง นางนึกไม่
ถึงว่าเหตุการณ์ที่รอนางอยู่จะเป็นเหตุการณ์เช่นนี้ ชั่วขณะหนึ่งไม่รู้จะตอบสนอง
เช่นไรดี
ในตอนนี้เอง ประตูเรือนรับรองพลันเปิดออก อากาศหนาวเหน็บในยามต้นฤดู
หนาวลอยปะทะใบหน้า คนผู้หนึ่งก้าวเท้าออกมาจากด้านในอย่างแช่มช้า เงาร่างสูง
ใหญ่ดั่งขุนเขาหนักแน่น ใบหน้างดงามกลับซีดขาวเหมือนกระดาษ สายตาของเขา
จดจ้องไปที่ซูหลีซึ่งกำลังถูกหยางเซียวโอบกอดแนบแน่น แววหึงหวงและโกรธ
เกรี้ยวพาดผ่านดวงตาไปอย่างรวดเร็ว พริบตาเดียวกลายเป็นสายตาเย็นชาดั่ง
กระบี่คม ตวัดมองไปยังแขนสองข้างนั้นที่กำลังโอบกอดนาง
1 ครั้นถึงยามดอกถูหมีเบ่งบาน ละอองหมอกพัดผ่าน กลีบบุปผามิรู้ร่วงโรยไปมากน้อยเท่าใด เป็นสำนวนใน
วรรณกรรมจีน สื่อความหมายถึงช่วงชีวิตอันสดใสของหญิงสาวได้ดำเนินมาถึงจุดสิ้นสุดแล้ว ดอกถูหมี เป็น
ดอกไม้ที่บานเป็นชนิดสุดท้ายของปลายฤดูใบไม้ผลิ ต้นฤดูร้อน ดังนั้นเมื่อถึงเวลาที่ดอกถูหมีบาน จึงหมาย
ถึงช่วงสุดท้ายของฤดูกาลที่มวลบุปผาแข่งกันบานสะพรั่ง
2 สามตำหนักหกหมู่เรือน หมายถึงเหล่านางสนม