กำเนิดใหม่ชายาผู้ล่วงลับ โม่เหยียนซาง - บทที่ 452 )
เหมันตฤดู อากาศหนาวเย็น แขกในศาลาเสียนทิงมีไม่มาก ชั้นสองยิ่งเงียบ
สงบไร้เสียง ซูหลีเดินไปหยุดหน้าประตูห้อง ก้มหน้ามองถุงหอมที่กำแน่นในมือ
หัวใจเต็มไปด้วยความรู้สึกนับร้อยนับพัน
ยามนี้เอง ประตูห้องเปิดออกเสียงดัง ‘แอ๊ด’
ใบหน้าที่ดูเปลี่ยนไปจากเดิมค่อนข้างมาก พลันปรากฏตรงหน้าซูหลี ริ้วรอย
ตรงหางตาของเขา และผมขาวตรงขมับ คล้ายกำลังบ่งบอกถึงความอ้างว้างและ
เดียวดายของเขา
ซูหลีรู้สึกแสบร้อนจมูกทันที่ จากกันที่เทียนเหมิน ไม่เจอกันหลายเดือน เสด็จ
พ่อกลับแก่ตัวลงมาก!
หลีเฟิ่งเซียนมองสตรีที่ยืนอยู่เบื้องหน้าอย่างอึ้งงัน ดวงหน้างดงาม ไม่มีปาน
แดงให้เห็นอีกแล้ว ทาบทับกับดวงหน้าของบุตรสาวอันเป็นที่รักในความทรงจำ
พอดี สายตาที่นางมองมามีแววปวดใจพาดผ่านแวบหนึ่ง หัวใจของเขาซาบซึ้งขึ้น
มาอย่างควบคุมไม่ได้
ซูหลีละสายตาออกไป ค้อมกายกล่าวอย่างนอบน้อม “ซูหลีถวายบังคมเซ่อเจิ้
งอ๋องเพคะ ไม่ทราบท่านอ๋องเสด็จมาที่เมืองหลวงแคว้นเปี้ยนตั้งแต่เมื่อใด?”
ใบหน้าของหลีเฟิ่งเซียนแปรเปลี่ยนทันที่ คล้ายคำเรียกขานเช่นนี้ทำให้เขาปวด
ใจเล็กน้อย เขาจ้องหน้านางแน่นิ่ง สายตาเจ็บปวดรางๆ เงียบไปครู่หนึ่งจึงค่อย
ถอนหายใจ ตอบว่า “เพิ่งมาถึงเช้านี้”
ซูหลีชะงักไปเล็กน้อย เสด็จพ่อเพิ่งมาถึงเช้านี้ ยามนี้รีบเร่งมาพบนาง นางไม่
กล้าใคร่ครวญถึงเหตุผลที่ซ่อนอยู่ รีบเชิญเขาเข้ามานั่งในห้อง แล้วถวายชาให้เขา
กลิ่นหอมของชาอบอวลไปทั่วห้อง อากาศอุ่นๆ ห่อหุ้มรอบกาย ด้านหลังฉาก
กั้นลมสลักลายดอกไม้อันงดงามประณีตที่วางอยู่ด้านขวา มีกลิ่นอายอันคุ้นเคย
คละเคล้าอยู่จางๆ จนแทบไม่ได้กลิ่น ซูหลีขมวดคิ้วเล็กน้อย
ทั้งสองเผชิญหน้ากันอย่างเงียบงัน เพียงจิบชาเงียบๆ ไม่พูดอะไร
ใบหน้าของเสด็จพ่อที่มีไอน้ำลอยปกคลุม ทำให้ซูหลีไม่สบายใจขึ้นมาหนึ่งส่วน
นางกำถุงหอมในมือ สายตาสั่นระริกเล็กน้อย เอ่ยถามว่า “ถุงหอมนี้ดูเหมือนไม่ใช่
ของล้ำค่าหายาก ท่านอ๋องให้คนนำมาให้หม่อมฉัน ไม่ทราบว่ามีจุดประสงค์ใด
เพคะ?”
หลีเฟิ่งเซียนไม่ตอบ เขาจ้องถุงหอมในมือนาง สายตาดูเลื่อนลอย คล้ายจม
ดิ่งสู่ห้วงความทรงจำอันไกลโพ้น สีหน้าที่สะท้อนบนใบหน้าชราคล้ายมีทั้งสุขและ
เศร้า อาลัยอาวรณ์สุดแสน ผ่านไปครู่หนึ่ง จึงค่อยกล่าวด้วยน้ำเสียงแช่มช้า “ถุง
หอมใบนี้ เป็นของขวัญวันเกิดที่หลีซูมอบให้ข้าตอนอายุสิบปี ช่วงนั้น ข้ามักนอน
ไม่หลับตอนกลางคืน นางเลยตามหาสมุนไพรที่มีสรรพคุณช่วยผ่อนคลาย
ประสาทไปทั่วทิศ แล้วทำถุงหอมใบนี้ขึ้นมา… มันอาจดูธรรมดามาก แต่สำหรับข้า
กลับเป็นน้ำใจที่มีค่าที่สุดในโลกนี้!”
หัวใจของซูหลีสั่นไหวเล็กน้อย อดยิ้มขมขื่นไม่ได้ นางกล่าวเสียงเบา “ของ
ล้ำค่าเช่นนี้ เหตุใดท่านอ๋องต้องมอบให้หม่อมฉันด้วยเล่าเพคะ?”
หลีเฟิ่งเซียนจ้องหน้านาง สายตาเป็นประกายเจิดจ้าผิดปกติ เขาถอนหายใจ
แล้วกล่าวว่า “บางทีอาจเพราะเมื่อคนเราแก่ตัวแล้ว มักจะรู้สึกโดดเดี่ยวได้ง่าย พัก
นี้ข้ามักหวนนึกถึงเรื่องในอดีต ยิ่งนึกถึงคืนวันที่ภรรยาและบุตรสาวของข้ายังมี
ชีวิตอยู่… ได้ยินฝ่าบาทตรัสว่าหลีซูยังมีชีวิตอยู่ ข้าเลยอยากมาดูเจ้าหน่อย เจ้า…
คือซูซูจริงหรือ?”
หัวใจของซูหลีเต้นรัวด้วยความตกใจ เห็นเพียงสายตาของเขาคมปลาบ จับ
จ้องมองนาง คล้ายรู้หมดทุกอย่างแล้ว และกำลังรอคอยคำตอบที่เขาต้องการอยู่
หัวใจของนางพลันสั่นไหวอย่างรุนแรง นางมีหรือจะไม่อยากยอมรับกับเสด็จพ่อ
ของตนเอง แต่สถานการณ์ยามนี้เปลี่ยนแปลงไปมาก นางเพิ่งปฏิเสธต่อหน้าคน
ทั้งโลกไปว่าตนเองไม่ใช่ท่านหญิงหมิงซี อย่างไรก็ไม่อาจยอมรับกับเสด็จพ่อได้
โดยเด็ดขาด
หลีเฟิ่งเซียนหยิบถุงหอมไปจากมือนาง ก่อนจะลูบคลำมันเบาๆ สายตาที่ทั้ง
หวงแหนและรักใคร่นั้น ทำให้ซูหลีอดนึกถึงทุกความทรงจำระหว่างพวกเขาพ่อลูก
ในช่วงสิบหกปีนั้นไม่ได้ หัวใจเจ็บปวดขมขื่นยากจะทานทน นางรีบก้มหน้า ถอน
หายใจเบาๆ แล้วกล่าวว่า “ความรักที่ท่านอ๋องมีต่อบุตรสาว ช่างน่าซาบซึ้งยิ่งนัก
หากท่านอ๋องมิรังเกียจ ซูหลียินดีทำหน้าที่บุตรกตัญญูแทนท่านหญิงหมิงอวี้
เพคะ!”
สายตาของหลีเฟิ่งเซียนดูผิดหวัง เห็นได้ชัดว่านี่ไม่ใช่คำตอบที่เขาต้องการ เขา
ส่ายหน้า แล้วกล่าวด้วยความเจ็บปวดเศร้าสร้อย “ข้าไม่ได้ต้องการให้ผู้ใดมา
กตัญญูต่อข้า ข้าเพียงหวังว่าซูซูจะยังคงมีชีวิตอยู่บนโลกใบนี้ เพียงเท่านี้ข้าก็
พอใจแล้ว!”
ความหวังของผู้เป็นบิดา ง่ายดายเพียงเท่านี้เอง
หัวใจของซูหลีราวกับถูกจู่โจมอย่างรุนแรง นางมองเขาอย่างตะลึงงัน สายตา
ที่สะท้อนแววคาดหวังและเศร้าสลดอย่างไม่มีที่สิ้นสุดคู่นั้น ทำให้ขอบตาของนาง
ร้อนผ่าว ลำคอคล้ายแห้งผาก ถึงกับพูดอะไรไม่ออกไปชั่วขณะ
หลีเฟิ่งเซียนกล่าวด้วยน้ำเสียงเจ็บปวด “ข้าทำศึกสงครามมาทั้งชีวิต ฆ่าคนไป
นับไม่ถ้วน สองมือเปื้อนเลือด ไม่หวังว่าตนเองจะมีบั้นปลายชีวิตที่สงบสุข เพียง
แต่ตัดใจปล่อยวางไม่เคยได้ เพราะความผิดพลาดเพียงครั้งเดียวของข้า ที่รับ
หนังสือยอมจำนนของแคว้นหวั่น ทำให้ภรรยาและบุตรสาวถูกลอบทำร้ายจนตาย
อย่างน่าอนาถ ซ้ำยังฝังภัยร้ายไว้ในแคว้นอีกด้วย!” จู่ๆ เขาก็เปลี่ยนสรรพนาม
เรียกขาน ใบหน้าเต็มไปด้วยความรู้สึกผิด ราวกับมีความผิดใหญ่หลวงนัก
“ไม่!” หัวใจของซูหลีบีบรัด นางรีบร้องเสียงดัง “นั่นไม่ใช่ความผิดของท่าน!”
“เป็นความผิดของข้า!” ใบหน้าของหลีเฟิ่งเซียนพลันเคร่งขรึมขึ้นมา เขากล่าว
ด้วยน้ำเสียงหนักแน่น “องค์หญิงเยวี่ยหยางแห่งแคว้นหวั่นแม้เป็นอิสตรี ทว่า
กลับมีใจคอเหี้ยมโหดกว่าบุรุษเพศมากนัก นางแอบเลี้ยงดูบ่มเพาะจั้นอู๋จี๋อย่าง
ลับๆ สั่งสมประสบการณ์อย่างยากลำบากนานหลายปี เพียงเพื่อแก้แค้นที่ทำให้
แผ่นดินของพวกเขาล่มสลาย! หากข้าใจคอเหี้ยมโหดได้สักครึ่งหนึ่งของนาง คง
ไม่ต้องตกอยู่ในสภาพเช่นทุกวันนี้! เรื่องแว่นแคว้นเป็นเรื่องใหญ่ มิอาจปล่อยให้
ตนเองใจอ่อนเช่นสตรี ไม่เช่นนั้นจะชักนำภัยมาหา ไม่เพียงเป็นภัยต่อตนเอง แต่
จะส่งผลถึงแว่นแคว้นด้วย!”
ซูหลีเงียบงัน อดนึกถึงตงฟางเจ๋อไม่ได้ เขาเกิดมาเพื่อเป็นกษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่
อาจไม่เคยใจอ่อนเช่นสตรีสักครั้ง!
“ครั้งนี้ทำศึกกับแคว้นเปี้ยน ข้าอาสาออกรบด้วยตนเอง ไม่ใช่เพียงเพื่อแบ่ง
เบาภาระของแว่นแคว้น แต่เพื่อไถ่บาปในอดีตด้วย หากมีวันหนึ่งข้างหน้า ข้าตาย
อยู่ในสนามรบ เช่นนั้นคือการพักผ่อนที่ดีที่สุดของข้าหลีเฟิ่งเซียนแล้ว!” รอยยิ้ม
ของหลีเฟิ่งเซียนกลับสะท้อนแววสลดใจเล็กน้อย
ซูหลีได้ยินก็สะท้านไปทั้งใจ ด้วยความร้อนใจจึงรีบพุ่งตัวไปหาหลีเฟิ่งเซียน
แล้วตะโกนเรียกโดยสัญชาตญาณ “ไม่นะเพคะ! ท่านอ๋องจะต้องมีพระชันษา
ยืนยาวไปถึงร้อยปีแน่นอน!”
หลีเฟิ่งเซียนชะงักงัน มองนางด้วยสายตาประหลาดใจสุดแสน เสี้ยววินาทีนี้
สายตาของซูหลีเต็มไปด้วยความร้อนใจและว้าวุ่น ทำให้เขาหวนนึกถึงเรื่องราวใน
อดีตเมื่อนานมาแล้ว อดพึมพำเสียงเบาขึ้นมาไม่ได้ “เจ้า… เหมือนหลีซูมากจริงๆ”
ซูหลีตกใจ รู้ตัวว่าตนเองเสียกิริยา ก็รีบละสายตา แล้วถอยกลับไปนั่งที่เก้าอี้
เงียบๆ
หลีเฟิ่งเซียนกลับจดจ้องมองนางอย่างเหม่อลอย คล้ายจมดิ่งสู่ห้วงความ
ทรงจำอีกครั้ง
“ตอนที่ี่ี่หลีซูยังเด็กมาก มีครั้งหนึ่งข้ากลับมาจากทำศึก ได้รับบาดเจ็บหนัก
สาวรับใช้คนหนึ่งที่ยืนอยู่ในลานบ้านพูดว่า ‘ท่านอ๋องจะตายหรือไม่?’ หลีซูได้ยิน ก็
กล่าวด้วยความโมโหว่า ‘เสด็จพ่อไม่มีวันตาย เสด็จพ่อจะต้องมีพระชันษายืนยาว
ไปถึงร้อยปีแน่นอน!’ …”
หัวใจของซูหลีเต้นเร็วอย่างไม่อาจควบคุม นางก้มหน้าด้วยความร้อนตัว เรื่อง
เก่าขนาดนี้แล้ว เก่าจนแม้แต่นางยังลืมไปแล้ว แต่เสด็จพ่อกลับยังทรงจำได้อย่าง
ชัดเจนถึงเพียงนี้
หลีเฟิ่งเซียนถอนหายใจ แล้วกล่าวว่า “ตอนนั้นที่ซีจินแต่งกับข้า ข้าเคย
สัญญาว่าจะรักและปกป้องนางไปตลอดชีวิต จะไม่มีทางทำให้นางน้อยเนื้อต่ำใจ
แม้แต่น้อย นึกไม่ถึงว่าพวกนางสองแม่ลูกกลับต้องตายอย่างอัปยศเพราะข้า! ข้า
ใช้ชีวิตอย่างโดดเดี่ยวมาจนถึงทุกวันนี้ สำหรับข้าแล้ว ความตายจึงเป็นเหมือน
ความหวัง ทุกค่ำคืนข้าเฝ้ารอคอยที่จะได้พบกับพวกนางสองแม่ลูกอีกครั้ง…
ชีวิตนี้ข้าขอเพียงเท่านี้”
พูดไป ดวงตาก็สะท้อนแววเคลิบเคลิ้มหลงใหล ราวกับความเดียวดายและ
ความคิดถึงที่ยากจะอธิบาย ได้ทำให้เขาเกิดความปรารถนาต่อโลกอีกใบที่ไม่มีอยู่
จริง
ความรู้สึกผิดประดังประเดเข้ามา ซูหลีรู้สึกเหมือนตนเองเป็นคนบาป! นางยัง
มีชีวิตอยู่แท้ๆ แต่กลับทำให้เสด็จพ่อที่แก่ตัวลงทุกวันต้องทนทรมานต่อความ
คิดถึงเช่นนี้…
“ข้าอยากได้ยินซูซูเรียกข้าว่าเสด็จพ่ออีกสักครั้งจริงๆ! เท่านี้ข้าก็คงตายตา
หลับแล้ว” สายตาของหลีเฟิ่งเซียนที่หยุดจ้องที่ใบหน้าซูหลี พลันเลื่อนลอยคล้าย
จมดิ่งสู่ภวังค์ “เจ้า… ไม่ใช่ซูซูจริงหรือ?”