กำเนิดใหม่ชายาผู้ล่วงลับ โม่เหยียนซาง - บทที่ 85 )
ทูตมั่งคั่งสายตาพลันเปลี่ยน เอ่ยเสียงเย็นชา “ทำไม? เจ้ามีหลักฐานหรือ?”
บุรุษหน้ากากสีทองสัมฤทธิ์ยิ้มเบาๆ ก่อนเอ่ย “หลักฐานที่ชัดเจนเกินไปกลับจะ
ทำให้เชื่อถือได้ยาก แต่วันนี้แม่นางท่านนี้วางแผนด้วยตนเองเพียงผู้เดียวช่วยทุก
คนรอดชีวิตมาอยู่ที่นี่ได้ นี่คือเรื่องจริง ทุกท่านก็ได้พิสูจน์ด้วยตนเองแล้ว คงไม่มี
ผู้ใดคัดค้านกระมัง?”
นึกถึงสถานการณ์ของเฉินเหมินในวันนี้ สงครามดุเดือดนองเลือด หากมิใช่
หวั่นซินเสี่ยงชีวิตมาช่วยเหลือ คนที่เหลือก็เกรงว่าจะยืนหยัดต่อไปได้อีกไม่นาน
สุดท้ายคงไม่พ้นถูกเจิ้นหนิงอ๋องสังหาร ยามนี้แม้ว่าจะปลอดภัยแล้ว ทว่าเมื่อเอ่ย
ถึงก็ยังรู้สึกน่าพรั่นพรึงยิ่งนัก ด้วยเหตุนี้จึงไม่มีผู้ใดเอ่ยคัดค้าน
หวั่นซินกำลังมองพิจารณาเขา คนผู้นี้นางรู้สึกแปลกหน้ายิ่งนัก ในเวลาสั้นๆ
ไม่อาจแยกแยะได้ว่าเขาเป็นคนของสาขาใด
ซูหลียิ้มบาง สายตาแสดงแววชื่นชม ไม่ได้เอ่ยวาจาใด
“ห้องลับแห่งสำนักเฉินเหมินเป็นความลับสุดยอด หากไม่ได้รับอนุญาตจาก
เจ้าสำนักผู้ใดก็เข้าไม่ได้ หากฝ่าฝืนต้องรับโทษตาย ข้าขอถาม ในหมู่พวกเรามีผู้ใด
เคยเข้ามาในห้องลับบ้างหรือไม่?” บุรุษคนเดิมถามต่อ
คราวนี้ แม้แต่ใบหน้าของทูตมั่งคั่งและทูตวิญญาณที่ซ่อนอยู่ภายใต้หน้ากาก
ก็พลันบึ้งตึงทันที่ เพราะพวกเขาต่างก็ไม่เคยเข้ามาในห้องลับสักครั้ง ส่วนทูตนารี
พวกเขาเองก็ไม่มั่นใจว่านางได้รับสิทธิพิเศษนี้ด้วยหรือไม่
“เข้าใจเรื่องสำคัญเช่นกลไกลับของสำนักเฉินเหมินอย่างกระจ่างแจ้ง เมื่อ
เผชิญหน้ากับเหตุไม่คาดฝันกลับสามารถวางกลยุทธ์ควบคุมสถานการณ์ได้ใน
เวลาอันสั้น ซ้ำยังมีแผ่นป้ายและหน้ากากของเจ้าสำนักติดตัว กอปรกับการรับรอง
ของทูตนารี เหล่านี้ล้วนยืนยันได้ว่าแม่นางท่านนี้คือผู้ที่ท่านเจ้าสำนักเลือกให้เป็นผู้
สืบทอดตำแหน่ง” บุรุษผู้นั้นกวาดมองกลุ่มคนหนึ่งรอบ ก่อนจะเอ่ยเสียงจริงจัง
ต่อว่า “หากนางไม่ใช่คนที่เจ้าสำนักเพียรพยายามบ่มเพาะ เมื่อเผชิญหน้ากับเหตุ
ไม่คาดฝันย่อมสามารถฉวยโอกาสหลบหนี จะเสี่ยงอันตรายถึงชีวิตวางกลยุทธ์
ช่วยคนเพื่อการใดเล่า?”
วาจาฉะฉานลื่นไหลของเขา กลับทำให้กลุ่มคนนึกถึงเสียงระเบิดสะท้านฟ้า
สะเทือนดินเมื่อครู่ ใช่แล้ว สตรีร่างบางนางหนึ่ง หากไม่มีไหวพริบและความกล้า
เกินคนธรรมดา จะเผชิญสถานการณ์อันตรายขนาดนั้นเพียงลำพังได้เช่นไร?
นอกจากนี้ยังรับมือกับเหตุพลิกผันได้อย่างคล่องแคล่ว และล่าถอยกลับมาได้
อย่างปลอดภัยไร้รอยขีดข่วน!
หวั่นซินสูดหายใจลึก เอ่ยเสียงขมฝาด “สหายท่านนี้กล่าวได้ถูกต้อง หากไม่มี
คำสั่งจากท่านเจ้าสำนัก แม่นางท่านนี้จะหลีกหนีอันตรายไปเพียงลำพังย่อมได้ แต่
เป็นเพราะนางมีภาระอันใหญ่หลวง จึงไม่อาจนิ่งดูดายยามเฉินเหมินเผชิญกับ
วิกฤต เพียงแต่ข้าคิดไม่ถึง ความพากเพียรของท่านเจ้าสำนัก ยามนี้กลับสร้าง
ความแคลงใจแก่ทุกคน ซ้ำยังทำให้แม่นางผิดหวังเช่นนี้อีก”
ทูตวิญญาณและทูตมั่งคั่งสีหน้าเผยแววสงสัย พวกเขาสบตากันแวบหนึ่ง
นอกจากไร้การประกาศฐานะของนางด้วยตัวเจ้าสำนักเอง คำอธิบายอื่นล้วนสม
เหตุสมผลทั้งสิ้น ประโยคสุดท้ายของทูตนารี กลับโจมตีพวกเขาโดยตรง หาก
พวกเขายังตั้งแง่ กลับจะกลายเป็นจงใจสร้างความวุ่นวาย
ซูหลียิ้มบาง เมื่อครู่หากบุรุษผู้นั้นไม่เอ่ยปาก ประโยคเหล่านั้นนางก็หมายจะ
เอ่ยปากเอง เขาวิเคราะห์อย่างละเอียดลออ เรื่องที่คาดเดาก็ถูกต้องแปดถึงเก้า
ส่วน มีเพียงจุดประสงค์ที่แท้จริงในการมาเยือนสำนักเฉินเหมินของนาง กับเรื่อง
ที่หวั่นซินเป็นผู้สืบทอดตัวจริงเท่านั้น ทว่าสองเรื่องนี้ หากพวกนางไม่พูด ก็จะไม่มี
ผู้ใดรู้ตลอดกาล ยามนี้ วาจานี้เอ่ยออกมาจากปากผู้อื่น กลับเพิ่มความน่าเชื่อถือ
ขึ้นไปอีกหลายส่วน
บุรุษผู้นั้นยืนอยู่ข้างกายนาง พูดจาฉะฉาน ค่อนข้างมีอารมณ์ร่วม บนร่างกาย
เขานอกจากกลิ่นคาวเลือดรุนแรง คล้ายมีกลิ่นยาผสมอยู่รางๆ
กลิ่นนั้นคล้ายมีคล้ายไม่มี ซูหลีพลันระแวดระวัง นางแสร้งหันหน้าไปทางเขา
คล้ายไม่ได้ตั้งใจ แยกแยะกลิ่นอย่างละเอียด ค้นพบว่าเป็นกลิ่นที่ถูกผสมขึ้นจาก
พิษหลายชนิด! กลิ่นนี้… เมื่อครู่ได้กลิ่นจากที่ใดกัน ซูหลีกระจ่างทันใด พลันนึกถึง
ขวดกระเบื้องเหล่านั้นที่ถูกเก็บไว้ในลิ้นชักลับ ในขวดกระเบื้องเหล่านั้นมีพิษและยา
แก้พิษอยู่ หรือว่า…
ซูหลีก้าวเดินวนไปวนมาต่อหน้ากลุ่มคนหนึ่งรอบ ก่อนจะหยุดยืนตรงกลาง
และเอ่ยปากด้วยเสียงแช่มช้า “ทุกท่านสงสัยในตัวข้า ย่อมเป็นเรื่องปกติ ความ
จริง หลักฐานที่พิสูจน์ฐานะของข้าได้ นอกจากเหตุผลที่กล่าวไปแล้ว ยังมีวิธีที่ง่าย
มากอีกหนึ่งวิธี!”
ทุกคนต่างหันไปมองซูหลีเป็นตาเดียว ด้วยอยากรู้ว่านางจะพิสูจน์ตนเองด้วย
วิธีใด
“พวกท่านแต่ละคนต่างก็กินยาพิษที่มีส่วนผสมต่างกันออกไป อาการย่อมไม่
เหมือนกัน” นางเดินไปหยุดตรงหน้าทูตมั่งคั่ง และกล่าวอย่างมั่นใจ “พิษที่ท่าน
โดนคือพิษสลายวิญญาณ ทุกคืนจันทร์เต็มดวง หากไม่กินยาแก้พิษ จะต้องทน
ทุกข์กับความเจ็บปวดแสนสาหัสที่ยากจะจินตนาการได้”
ทูตมั่งคั่งสายตาพลันแปรเปลี่ยน สองหมัดกำแน่น เขาภูมิใจและเย่อหยิ่งใน
วิชาตัวเบาอันล้ำเลิศ และวิชาแปลงโฉมที่เหนือกว่าผู้ใดในใต้หล้าของตน ทว่ากลับ
เกลียดชังและเคียดแค้นพิษนี้นัก เพราะเมื่อถึงยามนั้น แม้เขาจะแปลงโฉมได้แนบ
เนียน หรือหลบหนีได้รวดเร็วอีกสักแค่ไหน ก็เป็นได้แค่หนอนน่าสมเพชตัวหนึ่ง
ที่นอนแน่นิ่งอยู่กับพื้น รอเวลาถูกสังหารเท่านั้น
สายตาเปี่ยมความมั่นใจหันไปอีกทางช้าๆ จ้องตรงไปยังทูตวิญญาณ ซูหลี
ทอดถอนใจเบาๆ ก่อนเอ่ย “ถึงแม้ท่านจะรู้วิชาแพทย์ เชี่ยวชาญเรื่องยาพิษเป็น
อย่างดี ทว่ากลับไม่สามารถแก้พิษในร่างตนเองได้ เพราะพิษที่ท่านโดนนั้นมีส่วน
ผสมหลากหลาย หากยังแยกแยะส่วนผสมไม่ออกแล้ววู่วามแก้พิษส่งเดช มีแต่จะ
ทำให้เกิดผลข้างเคียงที่ร้ายแรงกว่าเท่านั้น!”
ทูตวิญญาณหอบหายใจกระชั้นชิด ก้าวถอยหลังอย่างไม่รู้ตัว รสชาติของการ
ถูกผู้อื่นเอ่ยวาจาแทงใจดำ รู้สึกเช่นนี้เอง น่าขันยิ่งนัก คนที่รู้วิชาแพทย์และ
เชี่ยวชาญเรื่องยาพิษ รักษาผู้อื่นได้ทว่าไม่อาจรักษาตนเอง แล้วยังต้องถูกคนจูง
จมูกเดินอีก ยามพิษออกฤทธิ์ ร่างกายของเขาแข็งค้างดั่งหิน นิ้วมือที่ยามปกติ
เคลื่อนไหวคล่องแคล่ว กลับไม่อาจจับได้แม้กระทั่งเข็ม!
“คงไม่ต้องให้ข้าเอ่ยทีละคนแล้วกระมัง? พิษเหล่านี้ นอกจากท่านเจ้าสำนัก ก็
ไม่มีผู้ใดรู้ว่าต้องแก้อย่างไร” เมื่อครู่ ซูหลีอาศัยระยะเวลาสั้นๆ แยกแยะกลิ่นอาย
บนร่างกายของคนที่อยู่แถวหน้าอย่างละเอียดหนึ่งรอบ เพื่อพิสูจน์การคาดเดา
ของตนเอง
เจ้าสำนักเฉินเหมินมีนิสัยขี้ระแวง สาเหตุที่ไม่อนุญาตให้คนในสำนักเปิดเผย
ตัวตนซึ่งกันและกัน น่าจะเพื่อป้องกันไม่ให้พวกเขาลอบคบค้ากันเอง เมื่อมีพรรค
มีพวกก็จะกลายเป็นควบคุมบงการได้ยาก ยาพิษลูกกลอนนั้นเป็นเพียงวิธีหนึ่งที่
เขาใช้ควบคุมคนในสำนักให้เชื่อง ต้องกินยาแก้พิษเฉพาะทางตรงตามเวลาที่
กำหนด จึงจะสามารถรักษาชีวิตไว้ได้! บนร่างกายหวั่นซินไร้กลิ่นอายของยาพิษ ดู
ท่าเจ้าสำนักปฏิบัติต่อนางต่างจากผู้อื่นจริงๆ
แม้ว่าคนเหล่านี้จะไม่ได้แสดงท่าทีต่อต้านอย่างรุนแรงอีกครั้ง แต่ไม่ได้ยอมรับ
อย่างเต็มใจแน่นอน ทว่านางก็ค้นพบโดยบังเอิญว่าความลับนี้ต่างหาก คือวิธีที่จะ
สามารถควบคุมสถานการณ์ในตอนนี้ได้!
หากแม้แต้ชีวิตยังรักษาไว้ไม่ได้ แม้ได้ครอบครองอำนาจสูงสุด แล้วจะมี
ประโยชน์อันใดเล่า?!
ทุกคนล้วนนิ่งอึ้ง ต่างมองหน้ากัน ก่อนหน้านี้มัวแต่คิดว่านางจะมาแย่งชิง
ตำแหน่งเจ้าสำนัก กลับลืมเรื่องนี้ไปเสียสนิท
ทูตวิญญาณกระดกกลีบปากยิ้มเย็น เอ่ยอย่างมีเล่ห์เหลี่ยม “ในเมื่อเป็นเช่นนี้
แม่นางนำยาแก้พิษมาจึงจะสมเหตุสมผล”
“ห้องลับถูกทำลายแล้ว ยาลูกกลอนเหล่านั้นล้วนหายไปสิ้น หากต้องการแก้
พิษ ต้องให้เวลาข้าปรุงยาขึ้นมาใหม่ ยิ่งไปกว่านั้น ข้าอยากแก้พิษให้พวกท่าน ไม่ใช่
เพียงบรรเทาอาการไปเรื่อยๆ!”
เมื่อวาจานี้ถูกเอ่ยออกไป ทุกคนก็ตกตะลึงไปอีกครั้ง
“เจ้า…” ดวงตาของทูตมั่งคั่งฉายแววยินดี ทว่าไม่นานกลับบังเกิดความ
สงสัย ไม่เข้าใจว่านางหมายความว่าอย่างไรกันแน่
ซูหลียิ้มบาง ก่อนจะเอ่ยเสียงเบา “ยามนี้เฉินเหมินยังไม่พ้นวิกฤติ เจิ้นหนิงอ๋
องไม่มีทางลดราวาศอกแน่นอน เขาจะต้องสังหารพวกเราจนสิ้น สิ่งสำคัญยามนี้
คือรักษาความปลอดภัยของทุกคน ไม่อาจปล่อยให้เกิดข้อผิดพลาดใดขึ้นอีก ขอ
เพียงทุกคนร่วมมือร่วมใจ ผ่านด่านนี้ไป จึงจะรักษาเฉินเหมินไว้ได้!”
บุรุษหน้ากากสีทองสัมฤทธิ์สายตาไหวระริก คล้ายมีวาจาต้องการเอ่ย
หวั่นซินอดไม่ได้หมายจะกล่าววาจา กลับถูกซูหลีโบกมือห้ามไว้ นางเอ่ยต่อ
อย่างรวดเร็ว “คนที่รอดจากสงครามครั้งนี้มาได้ ล้วนเป็นศิษย์ที่ยอดเยี่ยมที่สุด
ของเฉินเหมิน ต่างมีความสามารถพิเศษโดดเด่น ข้ารู้ดีว่าเทียบพวกท่านไม่ได้!
เพียงแต่ท่านเจ้าสำนักมองเห็นความพิเศษในตัวข้า พากเพียรบ่มเพาะข้าให้
สืบทอดตำแหน่ง หากไม่ใช่เพราะเหตุผลนี้ วันนี้ข้าไม่มีทางมายืนอยู่ตรงนี้แน่ เฉิน
เหมินกำลังเผชิญหน้ากับปัญหา ข้ายิ่งไม่อาจทำให้ท่านเจ้าสำนักผิดหวัง ฉะนั้นจึง
ตัดสินใจรักษาการแทนตำแหน่งเจ้าสำนักชั่วคราว เพื่อร่วมมือกับทุกท่านต้านศัตรู
จากภายนอก! ภายหน้าหากมีผู้ใดเหมาะสมกว่า ข้ายินดีสละตำแหน่งให้คนผู้นั้น!”