กำเนิดใหม่ชายาผู้ล่วงลับ โม่เหยียนซาง - บทที่ 25 นายน้อยลึกลับ (3)
ก่อนจะแยกจาก หลางฉ่างกล่าวด้วยความซาบซึ้ง “คุณชายเซียงบาดเจ็บไม่
เบา อย่างไรตามข้ากลับวัง ให้หมอหลวงรักษาท่านดีกว่า”
เซียงซืออวี่ส่ายหน้า เอ่ยพลางแย้มยิ้มเล็กน้อย “ความหวังดีขององค์
รัชทายาท กระหม่อมขอรับไว้ด้วยใจ แผลถลอกเล็กน้อยแค่นี้ กลับไปโรยยาพักฟื้น
ไม่กี่วันก็หายแล้ว องค์รัชทายาทไม่ต้องห่วงพ่ะย่ะค่ะ”
หลางฉ่างถอนหายใจ แล้วกล่าวว่า “ในเมื่อเป็นเช่นนี้ ข้าก็จะไม่บังคับท่าน สาม
วันให้หลัง ข้าจะจัดงานเลี้ยงต้อนรับการมาเยือนของคุณชายเซียงและฮ่องเต้
แคว้นเฉิงในวัง เพื่อเป็นการขอบคุณที่ทั้งสองท่านช่วยเหลือหลางฉ่างกับฉางเล่อ
เมื่อถึงยามนั้นเรียนเชิญทั้งสองท่านให้เกียรติมาร่วมงานด้วย”
เซียงซืออวี่ชำเลืองมองซูหลี แล้วพยักหน้าเล็กน้อย ตงฟางเจ๋อกับซูหลีจับมือ
กันแน่น สบตากันอย่างลึกซึ้ง แล้วแย้มยิ้มเล็กน้อย สายตาของเซียงซืออวี่เลื่อน
ไปที่มือของพวกเขา เขาชะงักเล็กน้อย ก่อนจะเบนสายตาออกไปด้วยใจที่ไม่เป็นสุข
อีกครั้ง
ซูหลีกลับมาถึงตำหนักฉางเซิง หลังจากล้างหน้าสางผมเสร็จก็นั่งลงหน้า
กระจกดอกบัว ครุ่นคิดถึงเรื่องราวทั้งหมดที่เกิดขึ้นในสองวันที่ผ่านมา
เสียงอ่อนโยนของสตรีดังมาจากด้านนอก “องค์หญิงพักผ่อนแล้วหรือยัง?
หากพักแล้ว อีกประเดี๋ยวข้าค่อยมาใหม่ก็ได้”
ซูหลีจำได้ว่านั่นเป็นเสียงของอวิ๋นฮุ่ย จึงรีบลุกขึ้นแล้วบอกว่า “อวิ๋นฮุ่ยมาแล้ว
หรือ? เข้ามาคุยกันก่อนเถิด”
นางกำนัลที่ยืนอย่างนอบน้อมอยู่หน้าประตูรีบเปิดม่านไข่มุกออกให้อวิ๋นฮุ่ย
เดินเข้ามาข้างใน นัยน์ตากระจ่างชัดเต็มไปด้วยความห่วงใย ครั้นเห็นซูหลี
ปลอดภัย นางก็ถอนหายใจโล่งอก แล้วกล่าวว่า “ได้ยินว่าเจ้ากลับมาแล้ว ข้าจึงรีบ
มาดู หนึ่งวันสองคืนที่ผ่านมา ไร้ข่าวคราวจากเจ้า องค์รัชทายาทกลัวว่าฝ่าบาทจะ
ทรงเป็นห่วง จึงบอกว่าเจ้าไปจัดการธุระที่เฉินเหมิน… พูดอยู่นานกว่าจะปกปิด
สำเร็จ เจ้าบอกข้ามาเร็ว เกิดเรื่องใดขึ้นกันแน่?”
ซูหลีจูงมือนางมานั่งบนเก้าอี้ กันนางกำนัลออกไป แล้วจึงค่อยเอ่ยเสียงเบาว่า
“วันก่อน มีคนลักพาตัวเสด็จพี่ที่งานชุมนุมไป่จี๋ แต่ไม่สำเร็จ จึงเปลี่ยนเป้าหมาย
มาที่ข้าแทน เดิมข้าหมายจะถือโอกาสหาตัวผู้อยู่เบื้องหลัง แต่กลับไม่ได้อะไรเลย”
ซั่งกวนอวิ๋นฮุ่ยกล่าวด้วยความตกใจ “ลักพาตัวองค์รัชทายาท?! คนพวกนั้น
เป็นใครกัน เหตุใดจึงใจกล้าถึงเพียงนี้! ขนาดฝีมืออย่างเจ้าก็ยังไม่ค้นพบเบาะแส
ใด… ฉางเล่อ พักนี้เหตุการณ์ในเมืองหลวงแคว้นติ้งไม่ค่อยสงบนัก เจ้ากับองค์
รัชทายาทจะต้องระวังตัวให้มาก”
ซูหลียิ้มแล้วเอ่ยว่า “ขอบคุณอวิ๋นฮุ่ยที่เป็นห่วง ข้าจะระวังตัว”
นางกำนัลคนหนึ่งประคองกระบี่ดุจสายน้ำไว้ในมือ แล้วกล่าวด้วยน้ำเสียง
นอบน้อมจากนอกม่าน “องค์หญิง กระบี่ล้ำค่าเล่มนี้จะให้บ่าวนำไปเก็บไว้ใน
พลับพลาไป๋เป่าหรือไม่เพคะ?”
“ไม่ต้อง!” ซูหลีกล่าวเสียงดัง “นำเข้ามาให้ข้า”
“เพคะ” นางกำนัลน้อมส่งกระบี่ดุจสายน้ำในมือมาให้ซูหลีอย่างระมัดระวัง
ก่อนจะค้อมกายถอยออกไป
ครั้นมองเห็นกระบี่สั้นในมือซูหลี ซั่งกวนอวิ๋นฮุ่ยก็ร้องด้วยความตกใจ นาง
ยกมือปิดปาก “กระบี่เล่มนี้…”
ซูหลีชะงักเล็กน้อย นางก้มหน้ามองกระบี่ดุจสายน้ำ แล้วถามด้วยความสงสัย
“อวิ๋นอุ่ยรู้จักกระบี่เล่มนี้หรือ?”
ซั่งกวนอวิ๋นฮุ่ยกล่าวด้วยใบหน้าตกตะลึง “งานชุมนุมไป่จี๋ไม่กี่วันก่อน คุณชาย
ชุดดำผู้หนึ่งเอากระบี่เล่มนี้ไปแล้ว เหตุใดจึงมาอยู่กับฉางเล่อได้เล่า?”
ซูหลีไม่ตอบกลับย้อนถาม “เขาเอาไปอย่างไรหรือ?” คืนก่อนที่นางพบกับตง
ฟางเจ๋อ เขาไม่ได้อธิบายมากนักว่าได้กระบี่ดุจสายน้ำมาได้อย่างไร นึกไม่ถึงว่าอ
วิ๋นฮุ่ยกลับบังเอิญเห็นเหตุการณ์นั้นด้วย
ซั่งกวนอวิ๋นฮุ่ยย้อนนึกถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในวันก่อน แล้วกล่าวอย่างแช่ม
ช้าว่า “วันนั้นเจ้าเพิ่งไป ก็มีคุณชายชุดดำผู้หนึ่งเดินเข้ามา เขามองกระบี่เล่มนี้แวบ
หนึ่ง ก็บอกให้เจ้าของร้านเสนอราคา นึกไม่ถึงเจ้าของร้านกลับปฏิเสธคุณชาย
ท่านนั้นทันที เจ้าของร้านผู้นั้นทำการค้าขายมีน้ำใจและดูแลลูกค้าอย่างดี มีเพียง
คุณชายผู้นั้นที่เขาทำตัวไร้มารยาทด้วย น่าแปลกยิ่งนัก ที่น่าแปลกยิ่งกว่าก็คือ
คุณชายท่านนั้นเองก็ไม่โกรธ หมายมั่นจะซื้อกระบี่เล่มนี้ให้ได้ ไม่ว่ามีเงื่อนไขใด ก็
ขอให้เจ้าของร้านบอกมาได้เลย”
ซูหลีลอบถอนหายใจ “เจ้าของร้านว่าอย่างไรบ้าง?”
“เขาไม่พูดอะไร เพียงถมึงตาจ้องหน้าคุณชายท่านนั้น เหมือนศัตรูคู่แค้นก็ไม่
ปาน ท่าทีของเจ้าของร้านก่อนหน้านั้น ก็ดูไม่เหมือนคนไร้เหตุผล ฉะนั้นข้าจึงถาม
คุณชายท่านนั้น เหตุใดจึงต้องการกระบี่เล่มนี้? คุณชายท่านนั้นบอกว่าเขาอยาก
ซื้อกลับไปให้คนในดวงใจ เพื่อเป็นสัญลักษณ์แทนใจ” นัยน์ตาของซั่งกวนอวิ๋นฮุ่ย
ไหวระริก ย้อนนึกถึงสถานการณ์ในตอนนั้น ยังคงรู้สึกว่าน่าเหลือเชื่อ นางแย้มยิ้ม
แล้วกล่าวว่า “ข้าสงสัยนัก สตรีมักชมชอบเครื่องประดับแก้วแหวนเงินทอง ไม่
เคยได้ยินใครมอบกระบี่เพื่อเป็นสัญลักษณ์แทนใจสักครั้ง คนในดวงใจของ
คุณชายท่านนั้นเป็นวรยุทธ์ จะต้องไม่ใช่สตรีธรรมดาแน่นอน แล้วก็เป็นเช่นนั้น
จริงๆ คุณชายท่านนั้นบอกว่าคนในดวงใจของเขาเป็นวรยุทธ์ ฉลาดปราดเปรื่อง
เป็นสตรีที่ไม่มีใครเทียบได้ น่าเสียดายที่ไม่มีอาวุธที่เหมาะสม วันนี้มีวาสนามาพบ
กระบี่เล่มนี้ มีเพียงมันเท่านั้นที่คู่ควรกับนาง!”
หัวใจของซูหลีสั่นไหว ก้มมองกระบี่สั้นบนตักอีกครั้งอย่างไม่รู้ตัว นิ้วมือลูบไล้
ตัวกระบี่ด้วยความรักใคร่ นางรู้ ถึงแม้ว่านั่นเป็นเพียงข้ออ้างที่ตงฟางเจ๋อใช้เพื่อ
หยั่งเชิงเซี่ยอวิ๋นเซวียน แต่หัวใจที่สื่อถึงกันของเขากับนาง ก็ไม่อาจมีใครเทียบได้
ซั่งกวนอวิ๋นฮุ่ยถอนหายใจ แล้วกล่าวว่า “คุณชายท่านนั้นบุคลิกไม่ธรรมดา
แต่เพื่อไขว่คว้ากระบี่เล่มนี้ไปให้คนในดวงใจ กลับไม่ใส่ใจวาจากำเริบเสิบสานของ
เจ้าของร้านแม้แต่น้อย ยังคงแย้มยิ้มอย่างอ่อนโยน และแสดงเจตจำนงอย่าง
ชัดเจนว่าอีกฝ่ายสามารถเสนอราคาได้ตามใจ เขาจะทำตามนั้นอย่างแน่นอน บุรุษ
ใต้ฟ้าที่ยอมลดศักดิ์ศรีเพื่อสตรี เกรงว่าคงไม่มีผู้ใดเทียบเขาได้แล้วกระมัง!”
ความรักอันอ่อนโยนและลึกซึ้งสะท้อนชัดในดวงตาของซูหลี
ซั่งกวนอวิ๋นฮุ่ยสังเกตเห็น ในใจก็กระจ่าง นางกล่าวต่อ “ข้าเห็นคุณชายท่านนี้
มีความจริงใจ จึงเกลี้ยกล่อมให้เจ้าของร้านเปลี่ยนใจยอมขายกระบี่ให้เขา ส่งเสริม
ความปรารถนาของผู้อื่น ก็ถือเป็นเรื่องดีอย่างหนึ่ง นึกไม่ถึง เจ้าของร้านกลับพูด
กับคุณชายท่านนั้นว่า ‘ข้าไม่มีวันขายกระบี่เล่มนี้ให้กับคนเลือดเย็นเช่นเจ้า!’ ”
ประโยคนี้ของเซี่ยอวิ๋นเซวียนเห็นชัดว่าเป็นการเปิดเผยตัวตนโดยไม่ต้องบีบ
บังคับ ซูหลีถอนหายใจกล่าวว่า “คุณชายท่านนั้นจะต้องถามว่า เจ้ารู้ได้อย่างไรว่า
ข้าเป็นคนเลือดเย็น?”
“ถูกต้องแล้ว!” ซั่งกวนอวิ๋นฮุ่ยจ้องหน้านาง เอ่ยพลางแย้มยิ้มเล็กน้อย
“คุณชายท่านนั้นพูดเหมือนที่ฉางเล่อพูดทุกอย่าง เจ้าของร้านเห็นคุณชายท่าน
นั้นหมายมั่นจะซื้อกระบี่เล่มนี้ให้ได้ จู่ๆ ก็หมดความอดทน เข้ามาแย่งกระบี่จากมือ
องครักษ์ของคุณชายสู้กับเขา ยามนั้นบนถนนมีคนพลุกพล่าน ข้ายืนอยู่ใกล้ ไม่มี
ที่ให้หลบ เกือบโดนลูกหลงจากเจ้าของร้าน โชคดีที่คุณชายยื่นมือช่วยทันเวลา ข้า
จึงปลอดภัย”
ซูหลีกล่าวด้วยความประหลาดใจเล็กน้อย “วรยุทธ์ของเจ้าของร้านเป็น
อย่างไรบ้าง?”
ซั่งกวนอวิ๋นฮุ่ยถอนหายใจ แล้วเอ่ยว่า “ข้ารู้เรื่องพวกนี้เสียที่ไหน หลังจากสู้
กันพักหนึ่ง ไม่รู้ทำไมจู่ๆ เจ้าของร้านก็หลบหนีไป แม้แต่กระบี่ก็ไม่เอาแล้ว!
คุณชายชุดดำจึงได้กระบี่มาครอง ข้ารู้สึกว่าทำเช่นนั้นไม่ค่อยเหมาะสมนัก เขา
คล้ายอ่านความคิดข้าออก จึงแสดงความบริสุทธิ์ต่อหน้าธารกำนัลว่าเขาไม่ได้แย่ง
ชิงของผู้ใด เจ้าของร้านสามารถไปตามหาเขาได้ที่ทะเลสาบจิ้งพัวซึ่งอยู่ห่างจาก
เมืองห้าลี้ เขาจะจ่ายค่าตอบแทนให้อย่างเหมาะสมแน่นอน”
ซูหลีครุ่นคิด “ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้เอง… เพียงแต่…”
ซั่งกวนอวิ๋นฮุ่ยเห็นก็กล่าวว่า “ฉางเล่อกลัวว่าพวกเขาทั้งสองจะผิดใจกันอีก
หรือ?”
ซูหลีถอนหายใจ บอกว่า “อวิ๋นฮุ่ย คุณชายชุดดำที่เจ้าพูดถึง… ก็คือตงฟาง
เจ๋อฮ่องแต้แห่งแคว้นเฉิง และเจ้าของร้านผู้นั้น…”
คำถามที่วนเวียนอยู่ในใจมานานกระจ่างในที่สุด ใบหน้าของซั่งกวนอวิ๋นฮุ่ยยัง
คงไม่เปลี่ยนแปลง แต่กลับเบือนหน้าออกไป เพื่อปิดซ่อนความผิดหวังรางๆ นาง
ยิ้มบางแล้วกล่าวว่า “ฐานะของเจ้าของร้านผู้นั้นจะต้องไม่ธรรมดาแน่นอน มิเช่น
นั้นด้วยฐานะอันสูงส่งของฮ่องเต้แคว้นเฉิง เหตุใดต้องใส่ใจพ่อค้าตัวเล็กๆ ถึง
เพียงนั้น?”
ซูหลีถอนหายใจยาวๆ”ถูกต้องแล้ว เพียงแต่เรื่องนี้ซับซ้อนนัก ฉางเล่อไม่
อยากดึงอวิ๋นฮุ่ยเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย”
ซั่งกวนอวิ๋นฮุ่ยเอ่ยด้วยน้ำเสียงกังวล “ข้าเป็นเพียงสตรีอ่อนแอนางหนึ่งจะมี
อะไรให้ต้องห่วงกัน แต่ฉางเล่อติดอยู่ตรงกลาง จากนี้ไปเกรงว่าจะกลืนก็ไม่เข้า
คายก็ไม่ออก…”
ซูหลีถอนหายใจ ก่อนจะกล่าวว่า “อวิ๋นฮุ่ยรู้ใจข้า หากเสด็จพี่เองก็เข้าใจความ
ลำบากใจของข้าเช่นกัน ภายหน้าเรื่องอาจไม่ได้ยากอย่างที่คิดก็ได้”
ซั่งกวนอวิ๋นฮุ่ยดึงมือซูหลีไปกุม ยิ้มพลางเอ่ยว่า “องค์รัชทายาทหวงแหนเจ้า
มาก จะต้องไม่ทำให้เจ้าลำบากใจแน่นอน หากฉางเล่อจะเป็นทูตสันติภาพ ก็มิใช่จะ
เป็นไปไม่ได้ แม้คำพูดข้าไร้น้ำหนัก แต่ก็สามารถช่วยเจ้าได้อีกแรง!”
สองสาวมองหน้ากันแล้วแย้มยิ้ม ลึกๆ ในใจเต็มไปด้วยความรักความเข้าใจที่
สื่อถึงกันได้
หลังจากที่ซั่งกวนอวิ๋นฮุ่ยกลับไป ซูหลีก็เดินออกไปนอกตำหนัก แล้วโบกมือ
ส่งสัญญาณ เสียงนกร้องแหลมใสดังทะลุชั้นเมฆ ไม่นาน ก็มีเสียงที่คล้ายกันสี่
เสียงตอบรับกลับมาพร้อมกัน
ครั้นนึกถึงงานเลี้ยงในอีกสามวันข้างหน้า ใบหน้าของซูหลีก็ขรึมลง ทางเสด็จ
พ่อ นางก็จำต้องไปพบหน้าเขาสักครั้ง ครั้นตัดสินใจได้ นางก็พานางกำนัลคนหนึ่ง
มุ่งหน้าไปยังตำหนักบรรทมของฮ่องเต้ทันที