กำเนิดใหม่ชายาผู้ล่วงลับ โม่เหยียนซาง - บทที่ 26 ปรารถนาการตอบรับจากเขา (1)
ซูหลีได้ยินก็หน้าเปลี่ยนสี นางลุกขึ้นยืนอย่างรวดเร็ว “ไม่ใช่บอกว่าอาการดี
ขึ้นแล้วหรือ?”
หวั่นซินกล่าวด้วยสีหน้าหนักใจ “ในจดหมายไม่ได้ลงรายละเอียด หม่อมฉันเอง
ก็ไม่รู้ว่าเกิดเรื่องใดขึ้นกันแน่เพคะ”
ซูหลีเอ่ยด้วยน้ำเสียงร้อนรุ่มใจ “รีบเตรียมรถม้าเดี๋ยวนี้! โม่เซียง ไปแจ้งอวิ๋นฮุ่
ยกับพี่สะใภ้ ให้ตามข้ากลับเมืองหลวงเก่า!” เอ่ยจบนางก็พลันชะงักงัน อดหันมา
มองตงฟางเจ๋อไม่ได้
เขาประคองขอบโต๊ะแล้วลุกขึ้นยืน สีหน้าซีดเผือดเหมือนกระดาษ สายตาที่
มองนางกลับแฝงไว้ด้วยความเป็นห่วง
หัวใจของซูหลีพลันบีบรัด อดไม่ได้ที่จะเดินเข้าไปหาเขา “ท่าน…”
“ข้าไม่เป็นไร!” เขายิ้มบาง ดึงมือกลับไปไพล่ข้างหลังอย่างแนบเนียน แล้ว
กำชับเสียงเบาว่า “ซั่งกวนไทเฮาประชวรหนัก เจ้ารีบกลับไปเถิด! มีเรื่องใดก็รีบส่ง
ข่าวมาบอกข้า!”
ซูหลีลังเลครู่หนึ่ง ก่อนจะพยักหน้าและจากไปในที่สุด วินาทีที่หมุนกาย น้ำใสๆ
รื้นเต็มขอบตาอย่างไม่อาจควบคุม รู้ทั้งรู้ว่ายามนี้ร่างกายของเขาผิดปกติ แต่นาง
กลับจำต้องจากไป ความปลอดภัยของซั่งกวนไทเฮา เป็นเรื่องสำคัญที่สุดในยามนี้
แล้ว นางไม่อาจรอช้าได้แม้แต่วินาทีเดียว!
เงาร่างของนางหายลับไปนอกประตูอย่างรวดเร็ว ตงฟางเจ๋อซวนเซ ล้มนั่งลง
บนเก้าอี้ พิษเย็นในชีพจรกำเริบรุนแรงจนแทบทนไม่ไหว เขากัดฟันตะโกนเรียก
“โจวหลี่!”
โจวหลี่รับคำแล้วเข้ามา ครั้นเห็นเหตุการณ์ก็ตกใจ รีบเข้ามาประคอง ค้นพบว่า
ผิวกายของเขาเย็นเฉียบดุจน้ำแข็ง โจวหลี่ตกใจลนลาน หมายจะขานเรียกคน
กลับถูกตงฟางเจ๋อกำมือแน่น
ตงฟางเจ๋อหอบหายใจ กัดฟันกล่าวเสียงแข็งว่า “อย่าทำให้เป็นเรื่องใหญ่! ส่ง
จดหมายออกไป… เรียกตัวหลินเทียนเจิ้งกลับมาเดี๋ยวนี้!”
นอกตำหนักซีหวา เสียงฝีเท้าอันเร่งรีบของซั่งกวนอวิ๋นฮุ่ยใกล้เข้ามา สีหน้า
นางวิตกกังวลอย่างมาก ครั้นเห็นซูหลี ก็รีบถามทันที “เสด็จป้าเป็นอะไรงั้นหรือ?”
ซูหลีกุมมือนาง ไม่มีเวลาอธิบาย เพียงกล่าวเร่งรัดว่า “ขึ้นรถก่อนแล้วค่อยคุย
กัน! โม่เซียง เจ้าไปดูที เหตุใดพี่สะใภ้ยังไม่มาอีก!”
นางกำนัลที่ไปส่งข่าวที่ตำหนักเฟิ่งอี๋ย้อนกลับมาพอดี “ทูลฝ่าบาท ฮั่วฮองเฮา
ประชวรกะทันหัน ไม่สามารถเดินทางได้ จึงให้บ่าวมาทูลฝ่าบาทกับท่านหญิงให้ล่วง
หน้าไปก่อนหนึ่งก้าว หากนางดีขึ้นแล้วจะตามกลับไปเพคะ”
บังเอิญถึงเพียงนี้เชียวหรือ? ซูหลีขมวดคิ้ว แต่เพราะไม่มีเวลาให้คิดมาก จึง
ทำได้เพียงกล่าวว่า “อวิ๋นฮุ่ย พวกเราไปกันเถิด”
ทั้งสองขึ้นรถ เร่งเดินทางด้วยสัมภาระที่น้อยที่สุด พวกนางเดินทางหามรุ่ง
หามค่ำ กระทั่งยามบ่ายของวันที่สองก็กลับมาถึงเมืองหลวงเก่าในที่สุด
ครั้นถึงตำหนักอี๋หวา หญิงสาวทั้งสองมุ่งหน้าไปยังเตียงในตำหนักบรรทม
สตรีวัยกลางคนที่เคยสง่างามสูงส่ง ยามนี้ใบหน้าซีดขาว นอนหลับใหลไม่ได้สติ
หมอหลวงคุกเข่าอยู่ตรงหน้าเตียงด้วยท่าทางอับจนหนทาง
ซูหลีถามด้วยน้ำเสียงร้อนรน “เกิดอะไรขึ้น?”
หมอหลวงรายงานอย่างกล้าๆ กลัวๆ”ทูลฝ่าบาท ก่อนปีใหม่พระวรกายของไท
เฮาทรงดีขึ้นมาก กระหม่อมจ่ายเทียบยา และขอร้องให้ไทเฮาทรงพักรักษาพระ
วรกายเป็นเวลาสองเดือน ห้ามออกไปข้างนอกและปล่อยให้ร่างกายถูกความเย็น
เด็ดขาด!”
ซั่งกวนอวิ๋นฮุ่ยถามด้วยความร้อนใจ “ไทเฮาออกไปข้างนอกงั้นหรือ?”
จี้ฉิงเช็ดน้ำตา ตอบด้วยเสียงสะอึกสะอื้น “พักนี้ไทเฮาทรงฝันเห็นฮ่องเต้
พระองค์ก่อนบ่อยๆ พอตื่นก็จะเสด็จไปสุสานประจำราชวงศ์ให้ได้ บ่าวไร้ความ
สามารถ ไม่อาจเกลี้ยกล่อมพระนางได้จริงๆ…” พูดมาถึงตรงนี้ น้ำตาก็ไหลอาบ
แก้มนางดุจสายฝน
ซูหลีปวดใจ “ไม่ว่าอย่างไร ก็ต้องช่วยไทเฮากลับมาให้ได้!”
หมอหลวงโขกศีรษะกล่าวด้วยความลนลาน “ทูลฝ่าบาท ไทเฮาทรงกลัดกลุ้ม
จนประชวรหนัก โรคร้ายรุมเร้าเป็นเวลานาน เปรียบดั่งตะเกียงที่น้ำมันหมด ครั้งนี้
เกรงว่า… แม้ฮัวโต๋จะยังมีชีวิตอยู่ ก็ไร้ความสามารถแล้วพ่ะย่ะค่ะ! กระหม่อม ไร้
หนทางแล้วจริงๆ ฝ่าบาทโปรดทรงอภัยด้วยพ่ะย่ะค่ะ!”
คำว่า ‘ตะเกียงที่น้ำมันหมด’ เปรียบเสมือนประโยคที่บ่งบอกถึงเวลาตาย
ครอบครัวคนสุดท้ายในราชวงศ์ติ้งที่รักและทะนุถนอมนาง กำลังจะจากนางไปอีก
คนแล้วงั้นหรือ? หัวใจของซูหลีสั่นไหวด้วยความหวาดกลัว รู้สึกเพียงสายตาพร่า
มัว แทบยืนไม่ไหว
ซั่งกวนอวิ๋นฮุ่ยเองก็เจ็บปวดไม่แพ้กัน นางถามด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ “ยัง
เหลือเวลาอีกเท่าใด?”
หมอหลวงพูดด้วยน้ำเสียงลำบากใจ “เกรงว่า… เหลือเวลาอีกไม่กี่วันแล้วพ่ะ
ย่ะค่ะ!”
ซูหลีหลับตาแน่น ซั่งกวนอวิ๋นฮุ่ยยกมือปิดปาก น้ำตาหลั่งริน
“ชิงเอ๋อร์! ฮุ่ยเอ๋อร์…” ยามนี้เอง คนบนเตียงค่อยๆ ได้สติขึ้นมา
ซูหลีกับซั่งกวนอวิ๋นฮุ่ยรีบเช็ดน้ำตา แล้วพุ่งตัวไปหานางที่เตียง ซูหลีฝืนยิ้ม
“เสด็จแม่! ตื่นแล้วหรือเพคะ!”
ซั่งกวนอวิ๋นฮุ่ยเองก็กล่าวว่า “เสด็จป้า รู้สึกไม่สบายที่ใดบ้างเพคะ?”
ซั่งกวนไทเฮาเห็นพวกนางสองคนยิ้มแย้ม แต่ดวงตากลับแดงก่ำ เห็นได้ชัดว่า
เพิ่งร้องไห้มา ก็อดกล่าวด้วยน้ำเสียงปวดใจไม่ได้ “พวกเจ้าสองคนอย่าเสียใจไป
เลย ข้าก็เพียง… คิดถึงอดีตฮ่องเต้และฉ่างเอ๋อร์เหลือเกิน จึงอยากไปพบหน้า
พวกเขาเร็วขึ้นสักหน่อย…”
ซูหลีพลันเจ็บปวดรวดร้าว นางร้องด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ “เสด็จแม่ ลูกขอโทษ
เพคะ! ล้วนเป็นความผิดของลูกเอง…”
ซั่งกวนไทเฮาส่ายหน้าเบาๆ กุมมือนาง แล้วกล่าวด้วยลมหายใจอันรวยริน
“ชิงเอ๋อร์อย่าได้โทษตนเองเด็ดขาด มีคำพูดหนึ่ง ที่ข้าควรบอกเจ้านานแล้ว การ
จากไปของฉ่างเอ๋อร์ ไม่ใช่ความผิดของเจ้า อดีตฮ่องเต้สวรรคต ก็ไม่ใช่ความผิด
ของเจ้าเช่นกัน! สามปีมานี้ เจ้าแบกรับความผิดทั้งหมดไว้กับตนเอง… เจ้าทรมาน
ตนเองถึงเพียงนี้ ดวงวิญญาณของฉ่างเอ๋อร์กับอดีตฮ่องเต้… คงจะเสียใจไม่
น้อย!”
น้ำตาของซูหลีหลั่งไหล “อุบัติเหตุที่โรงเตี๊ยมหงหลง เดิมทีหม่อมฉันมีโอกาส
หยุดยั้งมัน…”
ซั่งกวนไทเฮากล่าวด้วยสีหน้าเจ็บปวด “วาจาเคียดแค้นของหมานเอ๋อร์ เจ้า
อย่าได้เก็บมาใส่ใจ เรื่องที่เกิดขึ้นไปแล้ว ไม่ว่าจะทำอย่างไรก็ไม่อาจกลับไปแก้ไขได้!
ชิงเอ๋อร์ เจ้าเคยบอกว่ามีคนวางแผนอยู่เบื้องหลัง ฮ่องเต้แคว้นเฉิงเองก็ถูกคน
เล่นงานเช่นกัน ในเมื่อเป็นเช่นนี้ แม้ไม่มีฮ่องเต้แคว้นเฉิง ก็ต้องมีคนอื่นจุดชนวน
ระเบิดอยู่ดี… พวกเขาต้องการชีวิตของฉ่างเอ๋อร์ เช่นนั้นเจ้าจะยับยั้งได้อย่างไร
ไหว?”
ซูหลีร่ำไห้อย่างหนัก
ซั่งกวนไทเฮายกมือเช็ดน้ำตาบนหน้านางเบาๆ นึกถึงคำสัญญาที่นางเคย
รับปากอดีตฮ่องเต้ว่าจะดูแลเด็กคนนี้ แต่สามปีที่ผ่านมา เด็กคนนี้กลับทุกข์
ทรมานแสนสาหัสถึงเพียงนี้ นางเห็นแล้วอดปวดใจไม่ได้ จึงกล่าวด้วยใบหน้าอาบ
น้ำตา “เรื่องในอดีต ก็ปล่อยให้มันเป็นอดีตไปเถิด… ในเมื่อเจ้าเชื่อใจฮ่องเต้แคว้น
เฉิง แล้วยังแต่งงานกับเขาแล้ว ก็ควรใช้ชีวิตอย่างมีความสุข ขอเพียงเขาดีต่อเจ้า
ขอเพียงเจ้า… มีชีวิตที่ดี เรื่องอื่น… ล้วนไม่สำคัญ!”
ซูหลีปล่อยเสียงร่ำไห้ด้วยความเจ็บปวด ไม่อาจพูดอะไรได้อีก คนที่มีสิทธิ์โกรธ
เกลียดและเคียดแค้นนางมากที่สุด กลับคิดถึงนาง และให้อภัยนางได้เสมอ นาง
กุมมือคู่ที่อยู่ตรงหน้าแน่น น้ำตาอาบแก้มอย่างไม่อาจควบคุม
ซั่งกวนอวิ๋นฮุ่ยเช็ดน้ำตาเงียบๆ ข่มกลั้นความปวดใจแล้วเอ่ยเกลี้ยกล่อมว่า
“นี่เป็นความปรารถนาของเสด็จป้า ฝ่าบาทรับปากเถิดเพคะ!”
ครั้นเห็นสายตาที่เต็มไปด้วยความเป็นห่วงของซั่งกวนไทเฮา กลีบปากบาง
ของซูหลีสั่นเทา นางอ้าปากหมายจะพูดแต่ก็หยุดไป ผ่านไปครู่หนึ่ง ก็พยักหน้า
รับปากในที่สุด “เสด็จแม่ หม่อมฉันจะเชื่อฟังเสด็จแม่ทุกอย่าง! เสด็จแม่จะต้อง
หายเร็ว เร็ว นะเพคะ!”
ซั่งกวนไทเฮายิ้มอย่างตื้นตันใจ จากนั้นก็ค่อยๆ หันไปมองซั่งกวนอวิ๋นฮุ่ย
แล้วกล่าวด้วยน้ำเสียงกังวลว่า “ฮุ่ยเอ๋อร์ เจ้าอายุไม่น้อยแล้ว หากมีคนที่เหมาะ
สม…”
ซั่งกวนอวิ๋นฮุ่ยรีบพยักหน้าถี่ๆ นางครุ่นคิด แล้วอมยิ้มทั้งน้ำตา “ฮุ่ยเอ๋อร์พบ
คนในดวงใจแล้ว รอให้เสด็จป้าหายดี แล้วจัดการเรื่องงานแต่งให้ฮุ่ยเอ๋อร์นะ
เพคะ!”
ดวงตาของซั่งกวนไทเฮาเป็นประกาย นางลุกขึ้นนั่งด้วยความดีใจ ซูหลีกับซั่
งกวนอวิ๋นฮุ่ยรีบประคองนาง นางเอ่ยด้วยความตื่นเต้น “จริงหรือ? เป็นคุณชาย
ตระกูลไหนกัน? นิสัยใจคอเป็นเช่นไร? รีบบอกป้ามาเร็วเข้า!”
เมื่อครู่ซั่งกวนอวิ๋นฮุ่ยเพียงกล่าวเพื่อปลอบประโลมนาง ยามนี้จึงตอบคำถาม
ลำบาก อดหันไปมองซูหลีอย่างขอความช่วยเหลือไม่ได้
ซูหลีมองหน้านางเล็กน้อย ก่อนจะฝืนยิ้มแล้วเอ่ยว่า “เสด็จแม่ คุณชายท่านนี้
ชื่อซูฉุน เป็นพี่ชายของหม่อมฉันตอนที่อยู่ในจวนอัครเสนาบดีแห่งแคว้นเฉิง นิสัย
เปี่ยมคุณธรรมมากความสามารถ เรียกได้ว่าเป็นยอดคนหนึ่งในหมื่น เป็นคนที่
สวรรค์ลิขิตมาให้คู่กับอวิ๋นฮุ่ยเพคะ”
ซั่งกวนไทเฮาได้ยินก็สำราญใจยิ่งนัก นางกล่าวอย่างชื่นใจ “ผู้ที่ได้รับคำชม
จากชิงเอ๋อร์ถึงเพียงนี้ จะต้องไม่ธรรมดาอย่างแน่นอน! ดี! ดีแล้ว… เช่นนั้นข้าก็
วางใจได้แล้ว! ชิงเอ๋อร์ ฮุ่ยเอ๋อร์!” นางดึงมือของทั้งสองคนไปกุมไว้ด้วยกัน สีหน้า
แปรเปลี่ยนเป็นเจ็บปวดอีกครั้ง กล่าวด้วยน้ำเสียงแช่มช้า “ภายหน้าหากข้าไม่อยู่
แล้ว พวกเจ้าสองคนจะต้องดูแลซึ่งกันและกัน สนับสนุนซึ่งกันและกัน อนาคต
ของแคว้นติ้ง ต้องอาศัยพวกเจ้าแล้ว! หากมีวันใด ที่ใต้ฟ้ามีโอกาสรวมเป็นหนึ่ง
เดียว… ชิงเอ๋อร์ เจ้าไม่จำเป็นต้องยึดติดกับชื่อแคว้น และไม่จำเป็นต้องกังวล
เสียงวิพากษ์วิจารณ์ของเหล่าขุนนาง เจ้าแค่ทำตามที่ใจเจ้าปรารถนาก็พอ”
ซูหลีตกตะลึง รีบถามทันที “เสด็จแม่ มีใครมาพูดอะไรกับท่านใช่หรือไม่เพคะ?”
ซั่งกวนไทเฮาส่ายหน้าเบาๆ สายตาแฝงความหมาย “เจ้าแค่จำคำของเสด็จแม่
ในวันนี้ไว้ให้ดี ไม่ว่าภายหน้าเจ้าตัดสินใจอย่างไร อดีตฮ่องเต้กับข้า แล้วยังมีฉ่างเอ๋
อร์ ล้วนเชื่อในตัวเจ้า ว่าเจ้าจะไม่ทำให้พวกเราผิดหวังอย่างแน่นอน!”
ซูหลีส่ายหน้า กล่าวปนเสียงสะอื้น “เสด็จแม่ ท่านจะต้องไม่เป็นไร! หม่อมฉัน
จะส่งจดหมายเรียกตัวเจียงหยวนมาที่นี่โดยเร็ว เขาจะต้องรักษาเสด็จแม่ให้หายได้
อย่างแน่นอนเพคะ!”
ซั่งกวนไทเฮายิ้มอย่างเศร้าสร้อย “ร่างกายข้า ข้ารู้ดีที่สุด มีชีวิตยืนยาวมาได้
ถึงสามปี ได้มองเห็นบ้านเมืองกลับมาเจริญรุ่งเรืองด้วยน้ำมือเจ้าแทนอดีต
ฮ่องเต้กับฉ่างเอ๋อร์ ข้าก็พอใจแล้ว”
ซูหลีหมายจะเอ่ยปาก นางกำนัลคนหนึ่งก็เดินเข้ามารายงาน “ฝ่าบาท แม่นาง
หวั่นซินมาแล้วเพคะ!”
ยังกล่าวไม่ทันจบประโยค หวั่นซินก็เดินเข้ามาอย่างเร่งรีบ ราวกับไม่อาจรอได้
อีกแม้แต่วินาทีเดียว ครั้นเห็นซูหลี นางก็หันไปมองซั่งกวนไทเฮาแวบหนึ่ง คล้าย
พะวงบางอย่าง
ซูหลียังไม่ทันเอ่ยปาก ไทเฮาก็ถอนหายใจ แล้วกล่าวว่า “เกิดเรื่องใดขึ้นหรือ?
ไม่จำเป็นต้องปิดบัง พูดมาเถิด”