กำเนิดใหม่ชายาผู้ล่วงลับ โม่เหยียนซาง - บทที่ 37 ล้วนเป็นคนคลั่งรัก (4)
ซั่งกวนอวิ๋นฮุ่ยชะงักงัน ความรู้สึกขมขื่นพลุ่งพล่านในใจ
ซูหลีกล่าวเสียงเข้ม “หากท่านคิดถึงเสด็จพี่จริง ก็บอกข้า ว่าผู้ใดเป็นคนสอน
ท่านปลูกอวิ๋นเซียงซิ่นกันแน่?”
ฮั่วเสี่ยวหมานก้มหน้า มือกำชายชุดกระโปรงสีแดงเบาๆ คล้ายไม่ได้ยินคำพูด
ของซูหลีเลยแม้แต่น้อย
ซั่งกวนอวิ๋นฮุ่ยกล่าวว่า “เสี่ยวหมาน เจ้ากับข้าเติบโตด้วยกันมาตั้งแต่เด็ก ข้ารู้
ว่าเจ้าไม่ได้เป็นคนอย่างนั้น อย่าว่าแต่เจ้าไม่มีทางคิดวิธีปลูกอวิ๋นเซียงซิ่นได้เลย
ดอกปิงหลิงก็ไม่ใช่ดอกไม้ที่จะหาได้ง่ายๆ เจ้าบอกความจริงพวกข้ามาเถิด”
ฮั่วเสี่ยวหมานก้มหน้าก้มตา ยังคงไม่พูดอะไร
ซูหลีเอ่ยเสียงเข้ม “ท่านคิดว่าคนที่อยู่เบื้องหลังกำลังช่วยท่าน ความจริงแล้ว
พวกเขาแค่กำลังหลอกใช้ท่านต่างหาก! ท่านคิดแก้แค้นโดยไม่สนใจผลที่ตามมา
ข้ารู้สึกผิด จึงไม่อยากขัดใจท่าน ส่วนตงฟางเจ๋อนั้นมีพิษเย็นในร่างกาย เขาระวัง
เรื่องอาหารการกินเป็นอย่างดีมาโดยตลอด มีเพียงข้าที่เขาไม่เคยสงสัย ถึงได้
เกือบเอาชีวิตไม่รอด… เห็นได้ชัดว่าคนที่อยู่เบื้องหลัง รู้จักจุดอ่อนของพวกเรา
เป็นอย่างดี! ย้อนนึกไปแล้ว ทุกอย่างที่เกิดขึ้นในงานเลี้ยงส่งท้ายปีเก่าเป็นจุดเริ่ม
ต้นของแผนชั่วครั้งนี้ ที่ท่านอาศัยสุราก่อเหตุ ก็เป็นความคิดของคนผู้นั้นด้วยเช่น
กันใช่หรือไม่? ภายนอกเหมือนต้องการทำลายความสัมพันธ์ของสองแคว้น ความ
จริงกลับต้องการเร่งรัดให้พวกเราสองคนอยู่ด้วยกันเร็ว เร็ว ทำเช่นนั้นเขาจะได้มี
โอกาสกินข้าวที่ตำหนักซีหวา ใช่หรือไม่?”
ซั่งกวนอวิ๋นฮุ่ยตกตะลึง “ดูเหมือนอีกฝ่ายจะวางแผนมานานแล้ว พายุหิมะใน
ครั้งนี้กลายเป็นโอกาสดีของพวกเขาพอดี ส่วนการตายของฮ่องเต้แคว้นเฉิง
ต้องไม่ใช่เป้าหมายสูงสุดของพวกเขาแน่นอน เสี่ยวหมานเป็นเพียงหมากตัวหนึ่ง
ในแผนชั่วครั้งนี้… เมื่อคิดดูแล้ว ความเจ้าแผนการของอีกฝ่ายนั้นช่างน่ากลัวยิ่ง
นัก”
สายตาของฮั่วเสี่ยวหมานไหวระริก ไม่นานจึงค่อยเอ่ยปากด้วยน้ำเสียงลังเล
“วิธีปลูกอวิ๋นเซียงซิ่นเป็นจิ่นอวิ๋นที่ได้ยินมาจากพี่ชายนาง เรื่องที่เกิดขึ้นในงาน
เลี้ยงก็เป็นจิ่นอวิ๋นที่แนะนำข้า นางบอกว่าไม่ว่าจะสำเร็จหรือไม่ ล้วนส่งผลดีต่อข้า
ทั้งนั้น”
ซูหลีกับซั่งกวนอวิ๋นฮุ่ยมองตากันแวบหนึ่ง ต่างมองเห็นแววจนใจจากสายตา
ของอีกฝ่าย จิ่นอวิ๋นกับจิ่นฟู่ตายไปแล้ว ดูเหมือนเบาะแสจะขาดหายไปอีกแล้ว
ซูหลีครุ่นคิด แล้วถามอีกว่า “ศพของจิ่นอวิ๋นถูกพบโดยคนในตำหนักของท่าน
ที่ท่านไปโวยวายที่ตำหนักซีหวา เป็นคำแนะนำของผู้ใด?”
ฮั่วเสี่ยวหมานนิ่งคิดครู่หนึ่งแล้วบอกว่า “ขันทีคนหนึ่งในห้องเครื่อง… ชื่อ
อะไรแล้วนะ ข้าจำไม่ได้แล้ว”
“หวั่นซิน!” ซูหลีตะโกนออกไปนอกห้อง “ไปหาตัวคนผู้นั้นมา!”
หวั่นซินรีบรับคำแล้วจากไปทันที ผ่านไปไม่นานก็กลับมารายงานว่า ขันทีผู้นั้น
กินยาพิษฆ่าตัวตายไปแล้ว
ฮั่วเสี่ยวหมานหน้าซีดเผือด นางหวาดกลัวจนพูดไม่ออก หลายปีมานี้นางคิด
แต่จะแก้แค้น ไม่ได้คิดอะไรอื่นเลย นึกไม่ถึงว่าทุกเรื่องที่นางทำล้วนเกิดจากการ
วางแผนอย่างละเอียดของผู้อื่น
จากศพนั้น หวั่นซินค้นเจอเขี้ยวหมาป่าสีขาวชิ้นหนึ่ง ด้านบนสลักรูปหัวหมาป่า
เอาไว้ สายตาของซูหลีพลันแปรเปลี่ยนเป็นเข้มขรึม ได้ยินซั่งกวนอวิ๋นฮุ่ยร้องขึ้น
ด้วยความตกใจ “นี่มันสัญลักษณ์ประจำชนเผ่าหมาป่านี่นา! คนของชนเผ่าหมาป่า
กลับแฝงตัวเข้ามาในวังแล้ว!”
ซูหลีกล่าวทีละคำๆ”รีบตรวจสอบทุกคนในวัง ผู้ใดก็ตามที่มีของสิ่งนี้ติดตัว ให้
สอบสวนอย่างละเอียด ไม่เว้นแม้แต่คนเดียว!”
หวั่นซินรีบรับคำ “หม่อมฉันจะไปเดี๋ยวนี้เพคะ”
ซูหลีวางชุดไว้ทุกข์สีขาวไว้ด้านหน้าฮั่วเสี่ยวหมาน แล้วกล่าวเสียงเนิบช้าว่า
“เพื่อแก้แค้นแล้ว ท่านไม่ยอมไปพบหน้าเสด็จแม่เป็นครั้งสุดท้าย ยามนี้นางจากไป
แล้ว ท่านก็ยังไม่คิดจะไปส่งนางอีกหรือ?”
ฮั่วเสี่ยวหมานเม้มปากแน่น คว้าชุดไว้ทุกข์มากำไว้ในมือ ชุดสีขาวขับเน้นชุด
แต่งงานสีแดงบนกายนางให้ดูสะดุดตายิ่งขึ้น นางลุกขึ้นยืน แล้วรีบเปลี่ยนชุด
น้ำตาแห่งความเสียใจไหลออกมาอย่างไม่อาจควบคุม
ตั้งแต่เล็กจนโต เพราะนางมีท่านพ่อคอยตามใจ มีฮ่องเต้กับฮองเฮาคอย
เอ็นดู และมีองค์รัชทายาทคอยเอาใจ จึงไม่มีใครกล้าทำอะไรนาง ปีนั้น องค์
รัชทายาทตายอย่างอนาถ ฮ่องเต้สวรรคต ท่านพ่อตายเพื่อบ้านเมือง ยามนี้
แม้แต่เสด็จแม่ก็จากไปด้วย… บนโลกใบนี้ไม่มีใครรักและห่วงใยนางอีกแล้ว!
ความเศร้าโศกพรั่งพรูออกมาพร้อมกับน้ำตา นางปิดหน้าร้องไห้อย่างเจ็บปวด
ซั่งกวนอวิ๋นฮุ่ยเดินเข้าไปกอดนางเบาๆ น้ำตาไหลลงมาเหมือนสายฝนไม่ต่าง
กัน เจ็บปวดจนพูดไม่ออก
ซูหลีเจ็บปวดรวดร้าว แต่กลับไร้ซึ่งน้ำตา นางค่อยๆ เดินออกจากตำหนักเฟิ่
งอี๋ ท้องฟ้าในวันนี้ปลอดโปร่ง แสงอาทิตย์สาดส่องบนกายนาง แต่นางกลับไม่รู้
สึกถึงความอบอุ่นแม้แต่น้อย
ครั้นกลับมาถึงตำหนักซีหวา รถม้าถูกเตรียมพร้อมไว้แล้ว หน้าประตูมีคนผู้
หนึ่งยืนอยู่ สวมชุดสีขาวทั้งตัว ยืนสง่าอยู่ตรงนั้น คือตงฟางเจ๋อที่เพิ่งฟื้นกลับมา
จากความตายเมื่อไม่กี่วันก่อนนั่นเอง
หลังหายป่วยหนัก และกำจัดพิษเย็นในร่างกายได้แล้ว สีหน้าของเขาก็ดูดีขึ้น
มาก เพียงแต่หว่างคิ้วคล้ายมีแววกังวลเล็กน้อย
พอเห็นเงาร่างของซูหลี เขาก็รีบสาวเท้ายาวๆ เดินเข้ามาหา กุมมือนาง แล้ว
ขานเรียกเสียงเบา “ซูซู!”
ครั้นเห็นเขาสวมชุดไว้ทุกข์สีขาว ซูหลีก็ชะงักเล็กน้อย ก่อนจะเอ่ยถามเสียงเบา
ว่า “ท่านรู้แล้วหรือ?”
ตงฟางเจ๋อรับคำว่า “อืม” เห็นสีหน้านางเรียบเฉย รอบกายแผ่กลิ่นอายเจ็บ
ปวดและเศร้าโศก ก็อดโอบกอดนางไว้ไม่ได้ เขาลูบแผ่นหลังนางอย่างห่วงใย แล้ว
กล่าวเสียงเบาว่า “เซิ่งฉินมารายงานตอนที่กำลังสะสางราชกิจ ข้ารู้ข่าวก็มาหาเจ้า
แต่เจ้าไปที่ตำหนักเฟิ่งอี๋แล้ว เจ้าจะกลับเมืองหลวงเก่า ข้าจะไปกับเจ้าด้วย”
ซูหลีรู้สึกเปรี้ยวฝาดขึ้นมาในใจ เขาเพิ่งหายป่วย เพียงสะสางงานที่คั่งค้างก็ไม่
เหลือเวลาให้พักผ่อนแล้ว แต่พอได้ยินข่าวการสวรรคตของไทเฮา กลับวางทุก
อย่างลง แล้วรีบมาปลอบใจนางทันที อีกทั้งยังยอมวางฐานะลง เพื่อจะไปส่งเสด็จ
แม่เป็นครั้งสุดท้ายในฐานะผู้น้อยอีกด้วย! นางหลับตาเบาๆ แล้วพิงหน้าอกเขา
กอดตอบเขาอย่างโหยหา
ครั้นสัมผัสได้ถึงความอ่อนแอของนางในยามนี้ หัวใจของตงฟางเจ๋อก็เจ็บ
แปลบ เขากระชับกอดคนในอ้อมแขนแน่นๆ ก้มหน้าจูบหน้าผากนางเบาๆ”อยาก
ร้องก็ร้องเถิด อย่าฝืนตนเองอีกเลย ข้าจะอยู่ข้างเจ้าเอง”
ขอบตาของซูหลีร้อนผ่าว ในที่สุดน้ำตาก็ไหลออกมา “ข้ามิใช่ลูกแท้ๆ ของ
เสด็จแม่ แต่นางกลับรักข้าเหมือนลูกแท้ๆ หลายปีมานี้ข้าควรอยู่ข้างนางให้
มากกว่านี้ แต่กลับมัวแต่ทำงานเพื่อบ้านเมือง ไม่เคยทำหน้าที่ลูกกตัญญูให้นาง
เลยสักวัน! ยามนี้นางจากไปทั้งอย่างนี้ ข้า…” นางหลับตาแน่น เสียใจจนพูดไม่
ออก
คนในอ้อมแขนเสียใจและโทษตนเอง ร่างกายสั่นเทาอย่างไม่อาจควบคุม ตง
ฟางเจ๋อปวดใจ รู้ดีไม่ว่าคำพูดใดก็ไม่อาจปลอบโยนความเจ็บปวดของนางในวินาที
นี้ได้ เพียงกอดนางแน่นๆ ไม่รู้ว่าควรทำเช่นไร จึงจะทำให้นางเสียใจน้อยลงได้
ผ่านไปครู่หนึ่ง ซูหลีสงบสติอารมณ์ได้บ้างแล้ว นางเอ่ยด้วยน้ำเสียงเศร้าโศก
“หลายวันก่อนตอนที่เสด็จแม่ประชวร ยังไม่ลืมกำชับข้า นางบอกว่าในเมื่อข้า
แต่งงานกับท่านแล้ว ก็ไม่ควรยึดติดกับอดีตอีก… ขอเพียงข้ามีความสุข พวกเขา
จึงจะวางใจได้!”
ตงฟางเจ๋อสะท้านไปทั้งใจ คล้ายไม่อยากเชื่อ เขาตะลึงงันไปครู่หนึ่ง ก่อนจะ
กล่าวด้วยน้ำเสียงแหบพร่า “ไทเฮา… ตรัสเช่นนั้นจริงหรือ?”
ซูหลีพยักหน้า แล้วกล่าวด้วยน้ำเสียงเศร้าสร้อยว่า “เสด็จแม่เชื่อว่าข้ามอง
ท่านไม่ผิด แล้วก็เชื่อว่าข้าจะต้องไม่ทำให้พวกเขาผิดหวังแน่นอน”
หน้าอกของตงฟางเจ๋อกระเพื่อมขึ้นลง ขอบตาของเขาร้อนผ่าวและรื้นเล็ก
น้อยเช่นกัน เขาอุทานด้วยความเลื่อมใส “ซั่งกวนไทเฮาทรงมีเมตตา พระทัยกว้าง
ขวางเปี่ยมด้วยคุณธรรม โลกนี้หาได้ยากยิ่ง!”
ทั้งสองโอบกอดกันเงียบๆ ไม่มีใครสังเกตเห็นฮั่วเสี่ยวหมานที่สาวเท้าเดินมา
เร็ว เร็ว แต่กลับหยุดชะงักอยู่ด้านหน้าประตูตำหนักซีหวา สายตาของนางแปร
เปลี่ยนเป็นมืดมน นางกำชุดไว้ทุกข์สีขาวแน่น
ซั่งกวนอวิ๋นฮุ่ยเกลี้ยกล่อม “เสี่ยวหมาน อย่าลืมสิ่งที่ข้าเคยบอกเจ้า มีเพียง
ฉางเล่อกับฮ่องเต้แคว้นเฉิงรักใคร่กลมเกลียว สองแคว้นจึงจะอยู่อย่างสงบสุข
ได้!”
ฮั่วเสี่ยวหมานมีสีหน้าสับสน ไม่พูดอะไร
ซูหลีปล่อยตงฟางเจ๋อ เห็นเพียงฮั่วเสี่ยวหมานเดินตรงไปขึ้นรถม้าคันที่อยู่
ด้านหลัง ไม่หันมามองพวกเขาแม้แต่น้อย
ซั่งกวนอวิ๋นฮุ่ยกล่าวอย่างขอโทษขอโพย “ไทเฮาสวรรคต เสี่ยวหมานอารมณ์
ไม่ดีนัก หากเสียมารยาท ก็ขอฮ่องเต้แคว้นเฉิงโปรดอภัยด้วยเพคะ”
ตงฟางเจ๋อเอ่ยเสียงราบเรียบ “ท่านหญิงคิดมากไปแล้ว นี่ก็สายมากแล้ว ไป
กันเถิด”
รถม้าสองคันเคลื่อนตัวออกจากเมืองซวงตูตามๆ กัน องครักษ์ขบวนใหญ่
คอยติดตามคุ้มกันไม่ห่าง
ซูหลีนั่งอยู่ในรถม้า ในใจมีเรื่องหนึ่ง ไม่รู้ว่าควรพูดกับเขาเช่นไรดี นางมองคน
ข้างกายด้วยสีหน้าลังเล
ตงฟางเจ๋อหันมามองด้วยสายตาเรียบเฉย เขากุมมือนางเบาๆ ถอนหายใจ
แล้วกล่าวว่า “ซูซูมีเรื่องใดก็พูดมาเถิด”