กำเนิดใหม่ชายาผู้ล่วงลับ โม่เหยียนซาง - บทที่ 47 ถูกจับได้ว่าดื่มยาคุมกำเนิด (2)
“ฝ่าบาทไม่พอพระทัยที่ใดหรือพ่ะย่ะค่ะ?” เซี่ยอวิ๋นเซวียนสังเกตเห็นสีหน้า
นางอย่างรวดเร็ว จึงรีบถาม อาวุธวิเศษชิ้นนี้เขาทุ่มเทแรงกายแรงใจสร้างอยู่
หลายปี เขามั่นใจว่ามันดีพอแล้ว จนแทบจะเรียกได้ว่าสมบูรณ์แบบ ไม่รู้ว่ายังมี
ปัญหาตรงที่ใดอีก?
ซั่งกวนอวิ๋นฮุ่ยกล่าวว่า “ตัวอาวุธชิ้นนี้ไม่น่าจะมีปัญหาใดอยู่แล้ว สิ่งที่ฝ่าบาท
ทรงกังวลพระทัย คงจะเป็นเรื่องไม่มีพื้นที่มากพอให้วางโครงไม้ยามทำสงคราม
และความเร็วในการเคลื่อนย้ายของเหล่าทหารที่ไม่เท่ากัน ทำให้ยากจะประกอบ
แถวหน้าไม้”
เซี่ยอวิ๋นเซวียนพลันขมวดคิ้วแน่น เขาไม่เคยคิดถึงเรื่องนี้เลยจริงๆ มัวแต่
นึกถึงความสมบูรณ์แบบของตัวอาวุธ แต่กลับลืมถึงนึกข้อจำกัดต่างๆ ในระหว่าง
ปฏิบัติการ
ซูหลีอมยิ้มแล้วเอ่ยว่า “คนที่รู้ใจข้า ก็มีแค่อวิ๋นฮุ่ยคนเดียว อาวุธชิ้นนี้มี
อานุภาพน่าทึ่ง หาได้ยาก แต่ข้อดีของมันไม่ได้มีเพียงเท่านี้ สิ่งที่สำคัญยิ่งกว่า ก็
คือกลไกที่เชื่อมต่อกัน จนกลายเป็นแถวหน้าไม้ แค่คนเดียวก็สามารถควบคุมได้
แล้ว ทำให้ประหยัดแรงงานทหารไปได้มาก ข้อดีที่ยอดเยี่ยมถึงเพียงนี้ หากมิอาจ
นำไปใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด คงน่าเสียดายแย่”
เซี่ยอวิ๋นเซวียนอดขมวดคิ้วไม่ได้ ชั่วขณะหนึ่งเขาเองก็ไม่มีความคิดดีๆ เช่น
กัน
ซูฉุนเองก็กล่าวว่า “เป็นเช่นนั้นจริงๆ แต่หากทำฐานวางแบบพกพา ก็คงไม่
สะดวก…” เห็นซูหลีกลอกตา คล้ายมีประกายพาดผ่าน ซูฉุนอดถามไม่ได้ “ฝ่าบาท
มีความคิดใดหรือพ่ะย่ะค่ะ?”
ซูหลีแย้มยิ้มเล็กน้อย แต่ไม่ตอบอะไร เพียงหันไปมองหน้าตงฟางเจ๋อ เห็น
เพียงเขากำลังจ้องมองกลไกของหน้าไม้อย่างพินิจพิจารณา คล้ายกำลังครุ่นคิด
บางอย่าง
ซูหลียิ้มแล้วเอ่ยถามว่า “รถม้าเครื่องกลที่ส่งมาจากแคว้นเฉิงช่วงก่อน พวก
ท่านเห็นแล้วหรือยัง?”
ทุกคนพยักหน้า เซี่ยอวิ๋นเซวียนไม่เข้าใจว่าเหตุใดนางจึงถามเรื่องนี้ จึงเงียบ
และรอฟังนางพูดต่อ
ซูหลีครุ่นคิดครู่หนึ่ง แล้วกล่าวว่า “จะเป็นไปได้หรือไม่ ถ้าหากจะดัดแปลงรถ
ม้าเครื่องกลกับหน้าไม้ให้เข้ากัน โดยปรับส่วนที่บรรทุกเสบียงไม่ให้มีหลังคา ทั้ง
สามารถบรรทุกคน แล้วยังสามารถจัดเก็บธนูเหล็กได้ด้วย แก้ปัญหาการขนส่งได้
แล้วยังสามารถใช้เป็นที่กำบัง ปกป้องทหารไม่ให้ถูกธนูของอีกฝ่ายยิงได้อีก
ด้วย… ทุกท่านคิดอย่างไรบ้าง?”
ซูฉุนกับซั่งกวนอวิ๋นฮุ่ยดวงตาเป็นประกาย รีบตอบรับเป็นเสียงเดียวกัน ต่าง
เห็นว่านี่เป็นความคิดที่ยอดเยี่ยม
เซี่ยอวิ๋นเซวียนชำเลืองมองตงฟางเจ๋อที่ยังคงใช้ความคิดเงียบๆ อยู่ด้านหนึ่ง
แล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงแช่มช้าว่า “ความคิดของฝ่าบาทยอดเยี่ยมจริงๆ พ่ะย่ะค่ะ
การจะนำรถม้าเครื่องกลกับพิรุณบุปผามาดัดแปลงเข้าด้วยกันมิใช่จะทำไม่ได้
เพียงแต่… กลไกด้านในรถม้าเครื่องกลชนิดนั้นซับซ้อนมาก หากไม่มีภาพร่าง
กลไก… เกรงว่าอาจต้องใช้เวลาพอสมควรพ่ะย่ะค่ะ”
“ภาพร่าง…” ซูหลีหันไปมองตงฟางเจ๋ออีกครั้ง แล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงมั่นใจว่า
“ท่านคงจะนำมาด้วยกระมัง?”
“ปิดบังอะไรเจ้าไม่ได้เลยจริงๆ เซิ่งฉิน!” สายตาของตงฟางเจ๋อสะท้อนแวว
ประหลาดใจ มองหน้านางแล้วยิ้มบางๆ หากคนที่รู้ใจนางคืออวิ๋นฮุ่ย เช่นนั้นคนที่รู้
ใจเขา ก็คงมีเพียงนาง
เซิ่งฉินรับคำแล้วเดินเข้ามา จากนั้นก็น้อมส่งภาพร่างรถม้าเครื่องกลที่เตรียม
ไว้แต่แรกให้เขา
ทันใดนั้น จู่ๆ ก็มีลมกระโชกเข้ามาในลานกว้าง ฝุ่นบนพื้นคลุ้งกระจายไปทั่ว
บริเวณ ตงฟางเจ๋อประหลาดใจ รีบยืนขวางหน้าซูหลี สะบัดแขนทั้งสองข้าง พายุ
ฝุ่นที่พุ่งเข้ามาราวกับปะทะเข้ากับกำแพงที่มองไม่เห็น พลันฟุ้งกระจายไปทั่วทิศ
ในครรลองสายตาของทุกคนเต็มไปด้วยฝุ่นสีเหลืองตลบอบอวล พลันนั้น
เสียงอาภรณ์แหวกอากาศดังขึ้นเบาๆ เซิ่งฉินสั่นสะท้านไปทั้งใจ รีบตะโกนเสียงดัง
“คุ้มกันฝ่าบาท!” เหล่าองครักษ์ถือกระบี่กรูกันเข้ามา
ซูหลียืนอยู่ข้างหลังตงฟางเจ๋อ ยังคงรู้สึกได้ถึงไอเย็นที่พวยพุ่งเข้ามากลาง
อากาศ เหล่าทหารที่ยืนอยู่ข้างกายต่างตกตะลึง ไม่ทันส่งเสียงร้องด้วยความ
ตกใจ ได้ยินเพียงเสียงอาวุธปะทะกันดังกลางอากาศ เซิ่งฉินและเหล่าองครักษ์ได้
ปัดป้องอาวุธลับที่พุ่งเข้ามาจนร่วงตกพื้นหมดแล้ว แต่กลับยังคงไม่กล้าประมาท
แม้แต่น้อย
พายุฝุ่นค่อยๆ สลายตัว ทัศนียภาพในลานกว้างกลับมาชัดเจนเช่นเดิม ไม่มี
อะไรแตกต่างไปจากก่อนหน้านี้เลยแม้แต่น้อย ทุกคนยกมือปาดเหงื่อด้วยความ
ตื่นกลัว
ซูหลีกับตงฟางเจ๋อมีสีหน้าหนักใจ ยังคงรู้สึกว่ามีบางสิ่งผิดปกติ จู่ๆ ก็ตะโกน
ขึ้นพร้อมกันด้วยความตกใจ “ภาพร่าง!”
ทุกคนต่างหันไปมอง พบว่าภาพร่างรถม้าเครื่องกลที่วางไว้บนโต๊ะหายไปดัง
คาด
เหล่าองครักษ์ตกใจหน้าเปลี่ยนสี รีบกระโดดขึ้นไปบนกำแพง แล้วกวาด
สายตามองไปทั่วทิศ ในรัศมีครึ่งลี้กลับมองไม่เห็นเงาคนแม้แต่คนเดียว จึงได้แต่
ย้อนกลับมาคุกเข่าขอรับโทษ
ตงฟางเจ๋อมีสีหน้าตึงเครียด ช่วงชิงภาพร่างต่อหน้าธารกำนัลอย่าง
อุกฉกรรจ์ จากนั้นก็หนีรอดไปอย่างไร้ร่องรอย ทั้งความใจกล้าและวิชาตัวเบาเช่น
นี้ ต้องไม่ใช่คนธรรมดาอย่างแน่นอน
ใบหน้าของซูหลีก็ขรึมลงเช่นกัน เหล่าทหารรู้ว่าตนเองทำงานผิดพลาด ต่าง
พากันคุกเข่า ไม่กล้าส่งเสียงแม้แต่น้อย
สายตาของเซี่ยอวิ๋นเซวียนสะดุดกึก ก้มเก็บอาวุธลับที่ตกอยู่บนพื้น ขนาดเท่า
เข็มเย็บผ้า ปลายแหลมเคลือบยาพิษ เขาอุทานด้วยความตกใจ “เป็นฝีมือเขาอีก
แล้ว!”
สายตาของซูหลีพลันเคร่งขรึม “ท่านรู้จักอาวุธลับนี้หรือ?”
เซี่ยอวิ๋นเซวียนพยักหน้า “เมื่อคืนมีคนลักลอบเข้ามาในห้องนอนของ
กระหม่อม หลังจากกระหม่อมเปิดกลไกในลานบ้าน อีกฝ่ายก็ใช้อาวุธลับชนิด
เดียวกันนี้เหมือนกันพ่ะย่ะค่ะ กระหม่อมประมือกับคนผู้นั้นอยู่หลายกระบวนท่า วร
ยุทธ์ของเขาสูงกว่ากระหม่อมมาก แต่เขากลับยั้งมือหลายครั้ง หากเป้าหมายของ
เขาคือภาพร่างพิรุณบุปผา เหตุใดเมื่อคืนจึงไม่จับตัวกระหม่อม แล้วบังคับให้เอา
ภาพร่างออกมาตั้งแต่แรกเล่าพ่ะย่ะค่ะ?”
ซั่งกวนอวิ๋นฮุ่ยครุ่นคิดอย่างไรก็ไม่เข้าใจ “เมื่อครู่ก็เช่นกัน! ตอนแรกก็อาศัย
พายุฝุ่นบดบังการมองเห็น จากนั้นก็ใช้อาวุธลับเบี่ยงเบนความสนใจ สุดท้ายก็
ฉวยโอกาสขโมยภาพร่างรถม้าเครื่องกลไป แม้อีกฝ่ายจะเตรียมการมาอย่างดี แต่
ดูเหมือนคิดจะช่วงชิงภาพร่างอย่างเดียว มิได้มีเจตนาฆ่าผู้ใด! เป็นใครกันแน่?”
ตงฟางเจ๋อเอ่ยด้วยน้ำเสียงเย็นชา “มีเพียงเหตุผลเดียวเท่านั้น”
“คนผู้นี้รู้จักอวิ๋นเซวียน” ซูหลีกล่าวต่อ
ซูฉุนเองก็กล่าวว่า “ใช่ เพราะรู้จักกับคุณชายเซี่ย เขาจึงไม่กล้าเปล่งเสียง กลัว
ว่าท่านจะจำได้”
เซี่ยอวิ๋นเซวียนขมวดคิ้วอย่างครุ่นคิด ตั้งแต่สำนักกระบี่เหล็กล่มสลาย เขาก็
ใช้ชีวิตอย่างหลบๆ ซ่อนๆ รู้จักกับคนน้อยมาก ต่อมาเข้าวังรับราชการ ก็ยิ่งรู้จัก
คนน้อยเสียยิ่งกว่าน้อย ยิ่งเป็นยอดฝีมืออย่างนั้นด้วยแล้ว? เขาคิดไม่ออกจริงๆ
ว่าใครที่น่าสงสัย
ซูหลีเอ่ยเสียงขรึม “เริ่มสืบจากคนรอบกายท่าน ผู้ใดก็ตามที่มีวรยุทธ์ ห้าม
ปล่อยให้เล็ดลอดไปได้แม้แต่คนเดียว”
ครั้นกลับมาถึงตำหนัก ก็ใกล้ถึงเวลาพลบค่ำแล้ว ตงฟางเจ๋อไม่พูดถึง
เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในลานกว้างแม้แต่คำเดียว ซูหลีกลับรู้สึกกังวลใจ ภาพร่างที่
สำคัญถึงเพียงนี้ หากตกไปอยู่ในกำมือของจั้นอู๋จี๋ จะไม่ทำให้ทุกอย่างเสียเรื่อง
หรือ?
ตงฟางเจ๋อกลับยิ้มบาง เขากลับไปหยิบภาพร่างรถม้าเครื่องกลอีกแผ่นมา
จากตำหนักบรรทม เหมือนกับแผ่นที่ถูกช่วงชิงที่ลานกว้างไม่มีผิด! ซูหลีเพ่งมอง
อย่างละเอียด จึงเพิ่งรู้ว่าเหตุใดเขาถึงได้ใจเย็น และไม่สะทกสะท้านถึงเพียงนี้
เดิมภาพร่างแผ่นนี้เป็นภาพร่างที่ต้องถอดรหัสอีกที ไม่มีผู้ใดเข้าใจราวกับ
กำลังอ่านพระคัมภีร์ ซูหลีรีบเรียกเซี่ยอวิ๋นเซวียนมาเข้าเฝ้า ตงฟางเจ๋ออธิบาย
ภาพร่างอย่างละเอียด ที่แท้กลไกที่ดูแตกแยก ครั้นประกอบเข้าด้วยกันกลับเชื่อม
โยงกันทุกส่วน พาให้ผู้พบเห็นต้องอุทานด้วยความตกตะลึง
เซี่ยอวิ๋นเซวียนฟังจบ ก็ล้วงภาพร่างพิรุณบุปผาออกมาจากอกเสื้อ นำมา
เทียบกับภาพร่างของรถม้าเครื่องกล ศึกษาอยู่นานจนกระจ่างแจ่มแจ้งในที่สุด
เขาเงียบงันไปเนิ่นนาน ครั้นเงยหน้ามองตงฟางเจ๋ออีกครั้ง ในสายตาสับสนกลับ
มีแววเลื่อมใสจากใจปรากฏให้เห็นรางๆ
ตงฟางเจ๋อให้คำแนะนำมากมายเกี่ยวกับวิธีการดัดแปลงพิรุณบุปผาและรถม้า
เครื่องกลเข้าด้วยกัน เห็นได้ชัดว่าเขาไม่ได้เพิ่งเริ่มคิดเรื่องนี้มาเพียงวันสองวัน เซี่
ยอวิ๋นเซวียนตั้งใจฟังเงียบๆ อย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน บางครั้งก็ประหลาดใจ บาง
ครั้งก็ครุ่นคิดเงียบๆ สายตาเปลี่ยนผันไปมา อารมณ์พลุ่งพล่านยากจะควบคุม
ครั้นทั้งสามหารือกันจบ พระอาทิตย์ของเช้าวันใหม่ก็โผล่พ้นขอบฟ้าทิศตะวัน
ออกแล้ว ช่วงเวลาทั้งคืน กลับผ่านพ้นไปอย่างรวดเร็วราวกับชั่วพริบตา
ยามเซี่ยอวิ๋นเซวียนขอตัวกลับ อคติที่เคยมีต่อตงฟางเจ๋อถูกลบล้างไปจนสิ้น
เขาค้อมกายให้ทั้งสองอย่างเคารพนบนอบ ตงฟางเจ๋อยังคงมีสีหน้าเรียบเฉยเช่น
เดิม ซูหลีรู้สึกดีใจจากใจ ก่อนหน้านี้นางทำทุกวิธี เพื่อให้ทั้งสองร่วมมือกัน แต่
กลับไม่อาจลบล้างอคติที่กั้นขวางอยู่ตรงกลางได้ แต่การหารือกันในวันนี้ กลับ
ทำให้ได้รับผลพลอยได้ที่ไม่คาดคิด
จิตใจคนเรา สามารถเปลี่ยนได้เพียงชั่วความคิดเดียว
เป็นไปตามที่ซูหลีคาดการณ์ไว้ไม่มีผิด วันต่อมา ข่าวการรุกรานของชนเผ่า
หมาป่าถูกส่งมาในวัง กองทัพทหารม้าสองแสนนายบุกประชิดชายแดนอย่าง
อาจหาญภายใต้การนำทัพของราชาองค์ใหม่ของชนเผ่าหมาป่า ท่าทางดุดันน่า
พรั่นพรึงกว่าในอดีต
ชายแดนตะวันตกส่งฎีกาขอความช่วยเหลืออย่างเร่งด่วนเข้ามา
ซูหลีสั่งให้ทหารที่อยู่ใกล้เคียงมุ่งหน้าไปช่วยเหลือทันที จากนั้นก็สั่งให้แม่ทัพอ
วี๋กวง ซึ่งเชี่ยวชาญการทำศึกปกป้องเมืองที่สุดมุ่งหน้าไปสมทบ โดยกำชับซ้ำแล้ว
ซ้ำเล่าว่าให้ปกป้องเมืองเท่านั้น ห้ามออกไปโจมตีเด็ดขาด
อวี๋กวงไม่ทำให้นางผิดหวัง ในเวลาหนึ่งเดือน ชนเผ่าหมาป่าทั้งยั่วยุและท้าทาย
อยู่นอกเมือง อวี๋กวงกลับไม่สะทกสะท้าน ยังคงปกป้องเมืองอย่างหนักแน่น
กองทัพชนเผ่าหมาป่าโจมตีเข้ามาอย่างรุนแรงนับสิบครั้ง ก็ยังไม่อาจฝ่าแนว
ป้องกันเมืองเข้ามาได้
แต่ซูหลีรู้ดี การป้องกันเช่นนี้ ไม่อาจใช้ได้ไปตลอด
“ฝ่าบาท!”
ยามพลบค่ำวันนี้ ซูหลีกับตงฟางเจ๋อกำลังนั่งหารือเกี่ยวกับสถานการณ์
สงครามที่เขตชายแดนกันอยู่ โจวหลี่พลันเดินเข้ามารายงาน “ใต้เท้าเซิ่งจินกลับ
มาพร้อมกับใต้เท้าหลินแล้วพ่ะย่ะค่ะ!”