กุนซือหญิงยอดอัจฉริยะ - บทที่ 114 ข้ามาตามไปั๋เริ่น
ลมหายใจอุ่นๆ รดใบหน้าของซ่งชูอี นางยื่นมือ
ผลักหน้าของหมาปั่าตัวนั้นให้ไกลจากตัวเล็กน้อย
ซ่งชูอียังไม่ทันจะยินดี หางตาก็เหลือบไปเห็น
เหล่าทหารง้างลูกศรอยู่บนสายธนูแล้ว คำราม
อย่างรวดเร็ว “อย่ายิง นี่คือสัตว์เลี้ยงที่ข้าเลี้ยง
ไว้”
ทุกคนอึ้งไปสักพัก เมื่อเห็นว่าหมาปั่าหิมะตัวนั้น
เพียงแค่หยอกเล่นกับซ่งชูอีและมิได้มีท่าทางจะ
โจมตีจริงๆ จึงลดธนูลงอย่างลังเล
ซ่งชูอีถอนหายใจโล่งอก ทันใดนั้นก็ได้ยินเสียง
ควบม้าดังขึ้น นางหันไปมองก็เห็นม้าสีดำตัวหนึ่ง
ควบมาอย่างรวดเร็ว ท่ามกลางสายฝนปรอย มี
ชายคนหนึ่งในเครื่องแต่งกายสีดำนั่งอยู่บนหลัง
ม้า
ม้าพุ่งมาถึงหน้าประตูจวนรวดเร็วปานธนู มันยก
กีบขึ้นอย่างดุเดือด ร้องฮี้เสียงหนึ่ง แล้วหยุดลง
กะทันหัน
คนที่อยู่บนม้าพลิกตัวลงมา ยืนอยู่นอกรั้วบ้าน
เขามีสองขาที่ตรงยาว ไหล่กว้างเอวคอด ดวง
หน้าหล่อเหลาเป็นอย่างยิ่ง คิ้วยาวคู่หนึ่งเฉียงเข้า
ขมับ แววตาดุจดวงดาวเยือกเย็น เขาก็คือเจ้าอี่
โหลว
ซ่งชูอีลุกขึ้นยืน พูดกับทหารอารักขา “ปล่อยเขา
เข้ามา”
ช่วงพลบค่ำของต้นฤดูใบไม้ผลิยังคงหนาวอยู่
เล็กน้อย เจ้าอี่โหลวพ่นหมอกวงใหญ่ออกมา เมื่อ
เห็นใบหน้าของซ่งชูอีที่เปียมด้วยรอยยิ้ม อดไม่ได้
ที่จะขมวดคิ้ว “ไปั๋เริ่นหนีออกมา ข้าจึงมาตามมัน
กลับไป”
“ในเมื่อเป็นเช่นนี้ เหตุใดจึงไม่เห็นทหารอารักขา
เล่า?” ซ่งชูอียืนอยู่บนเฉลียง เอามือสอดไว้ใน
แขนเสื้อเอ่ยยิ้มมองเขา
ถึงอย่างไรก็เป็นถึงจวินแห่งรัฐ หากออกมาไล่
ตามหมาปั่าตัวหนึ่งจริง ก็ต้องพาทหารอารักขา
จำนวนมากมาด้วย เพียงเจ้าอี่โหลวหนึ่งคนและ
ม้าหนึ่งตัว มันเป็นปกติวิสัยขององค์จวินแห่งรัฐที่
ไหนเล่า
เจ้าอี่โหลวขวยเขินเล็กน้อย คิ้วยิ่งขมวดกันแน่น
กว่าเดิม “ข้าเต็มใจที่จะมาตามลำพัง เจ้ายุ่งอะไร
ด้วย!”
“ไม่ยุ่งกับเจ้าดอก ตอนนี้ก็พบไปั๋เริ่นของเจ้าแล้ว
กลับไปได้แล้ว” ซ่งชูอีเอ่ยพร้อมยิ้มเย้ยอย่างไร้
ความเมตตา
เจ้าอี่โหลวเดินตรงไปที่ใต้เฉลียง “ข้าต้องการ
หลบฝน”
ซ่งชูอียิ้ม ประสานมือกับหมิ่นฉือ “ขออภัยด้วย
ข้าน้อยจำเป็นต้องต้อนรับแขก วันหน้าค่อยเดิน
หมากกันเถิด”
หมิ่นฉือมองสำรวจเจ้าอี่โหลวครู่หนึ่ง พยักหน้า
“ตามสบาย”
ในตำแหน่งองค์จวินแห่งรัฐ แม้นจะเป็นเพียง
ตำแหน่งที่ถูกสวมหัวโขน สำหรับเจ้าอี่โหลวแล้ว
การที่ได้กินอิ่มมีเสื้อผ้าใส่ก็นับว่าเป็นช่วงเวลาที่
ยากจะจินตนาการแล้ว เขาบอกว่าจะเชิดก็ปล่อย
ให้เชิดไป ถึงอย่างไรก็ยังเป็นสิ่งที่สง่างามยิ่ง
ครั้นกลับมาถึงห้อง ซ่งชูอีก็หาเสื้อผ้ามาให้เจ้าอี่
โหลว ให้เขาไปอาบน้ำผลัดผ้า
ไปั๋เริ่นที่มิได้เจอซ่งชูอีนานแล้วกลิ้งตัวไปมาออด
อ้อนอยู่ข้างนาง ซ่งชูอีเอื้อมมือลูบๆ ท้องของมัน
หัวเราะเอ่ย “เจ้ายิ่งอ้วนพีขึ้นทุกที จะต้องเดินไม่
ไหวเข้าสักวันหนึ่งแน่”
ไปั๋เริ่นแสยะปากกว้างด้วยอย่างมีความสุข นอน
แผ่หน้าท้องให้นางเกา
หลังจากผ่านไปหนึ่งเค่อ เจ้าอี่โหลวอยู่ในชุดแขน
กว้างธรรมดา ผมที่เปียกชื้นปล่อยสยายอยู่
ด้านหลัง ปลายผมในบางจุดยังคงมีน้ำหยดอยู่ ดู
ดีมีเสน่ห์อย่างน่าทึ่ง
ซ่งชูอีจ้องเขาเขม็ง “ไม่เจอเพียงไม่กี่วัน เจ้าตัว
สูงขึ้นมาก อีกทั้งยังกำยำไม่น้อย”
เจ้าอี่โหลวมองนางด้วยสีหน้านิ่งเฉย รู้สึกว่านี่เป็น
คำพูดไร้สาระ เขากำลังอยู่ในวัยเจริญเติบโต ทุก
วันกินแต่เนื้อจะไม่ให้รูปร่างสูงใหญ่กำยำได้เยี่ยง
ไร!
ซ่งชูอีรินน้ำร้อนแก้วหนึ่งให้เขา เอ่ยถาม “เจ้าหนี
ออกมาได้เยี่ยงไร”
พระราชวังรัฐเจ้าจะต้องมีการคุ้มกันอย่าง
หนาแน่น แม้นเหล่าตระกูลผู้มีอำนาจจะไม่สนใจ
องค์จวินหุ่นเชิดเช่น
เจ้าอี่โหลว ทว่าก็คงไม่สะเพร่าถึงขนาดให้เขา
หลบหนีออกมาเพียงลำพัง
“กงซุนเหยี่ยนช่วยข้า” เจ้าอี่โหลวจิบชาคำหนึ่ง
นิ่งไปสักพักก่อนเอ่ยว่า “เขาหนีออกมากับข้า”
ซ่งชูอีประหลาดใจ “กงซุนเหยี่ยน? เหตุใดเขาจึง
ต้องการหนีออกไปจากรัฐเจ้า?”
“เห็นว่าไม่พอใจความรุนแรงขององค์ชายฟั่าน”
เจ้าอี่โหลวกล่าว
ซ่งชูอีพยักหน้า ลอบพิจารณาอยู่ในใจว่านี่ไม่น่า
ใช่สาเหตุที่แท้จริง หากกงซุนเหยี่ยนต้องการจะที่
ออกไปจากรัฐเจ้า ก็สามารถเดินออกไปได้อย่าง
เปิดเผย หลบๆ ซ่อนๆ เช่นนี้ยิ่งจะทำให้ผู้คนเกิด
ความสงสัย อย่างไรก็ดีในเมื่อตอนนี้เจ้าอี่โหลวอ
อกมาจากรัฐเจ้าแล้ว ต่อให้รัฐเจ้าล่มสลายจริงก็
ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใดๆ กับนาง ฉะนั้นถ้าหากมี
เวลาสู้กังวลสถานการณ์ของตนเองตรงหน้ายังจะ
ดีกว่า
“ต่อไปเจ้าวางแผนไว้เยี่ยงไร?” ซ่งชูอีถาม
เจ้าอี่โหลวเอ่ยด้วยสีหน้าจริงจัง “ในเมื่อไปั๋เริ่น
ต้องการอยู่กับเจ้า ข้าก็จะฝืนใจเดินทางกับเจ้าก็
แล้วกัน”
“เจ้ารู้หรือไม่ว่าอนาคตของข้านั้นไม่แน่นอน
อาจจะตายก็ได้?” ซ่งชูอีถาม
“ชีวิตของข้ามีวันใดที่ไม่ล่อแหลมบ้าง?” เจ้าอี่
โหลวถามกลับ
“จะว่าไปก็ถูก” แม้นซ่งชูอีจะกล่าวเช่นนี้ ทว่า
นางเข้าใจว่าการเลือกที่จะละทิ้งตำแหน่งจวินนั้น
จำเป็นต้องมีการตัดสินใจที่ใจกว้างเพียงใด ฉะนั้น
จึงได้แต่ปล่อยให้เจ้าอี่โหลวเด็กหนุ่มผู้ดื้อรั้นคนนี้
ปากแข็งต่อไป
ฝนตกตลอดทั้งคืน วันรุ่งขึ้นแสงอาทิตย์ก็ส่องแสง
สว่างไสว แต่ต้องอยู่ต่ออีกหนึ่งวันเนื่องจากต้อง
รอให้ถนนแห้ง เส้นทางที่จะไปต้าเหลียงนั้นนับว่า
ไม่ไกลนักจึงสามารถไปถึงที่หมายได้อย่างราบรื่น
โดยไม่หยุดพัก
ช่วงหลายวันมานี้ นครผูหยางกลับอยู่ในความ
วุ่นวาย ข่าวลือต่างๆ เกี่ยวกับหมิ่นฉือ
แพร่กระจายอย่างรวดเร็ว ในสองสามวันนี้
อุปนิสัยและศีลธรรมของเขาก็ถูกตั้งคำถามอย่าง
ที่ไม่เคยมีมาก่อน
ข่าวนี้ได้เข้าไปถึงพระราชวังเว่ยผ่านช่องทางสอด
แนมแล้ว
ทันทีที่มาถึงต้าเหลียง ซ่งชูอีกับหมิ่นฉือก็ถูกนำ
ทางไปถึงจวนที่พักที่หรูหราที่สุดในรัฐเว่ยทันที
เพื่อรอเข้าเฝั้าเว่ยอ๋อง
เมื่อก่อนสถานที่ที่ซ่งชูอีเคยอาศัยอยู่ในผูหยาง
แม้นจะอยู่ติดชายแดนฉินและเว่ย ทว่านางไม่เคย
เห็นเว่ยอ๋องมาก่อน
ซ่งชูอีมีความอยากรู้อยากเห็นในชายชรา
อันธพาลทางการเมืองผู้นี้จากก้นบึ้งของหัวใจ
เพียงแต่ไร้วาสนาพานพบ ครั้งนี้ นางต้องถือ
โอกาสถวายความเคารพอย่างดีจึงจะถูก
รออยู่ในจวนที่พักหนึ่งวันเต็ม เข้าตรู่ของวันรุ่งขึ้น
ก็มีขันทีในวังมาเชิญตัวไป
ในฐานะที่รัฐเว่ยเป็นพยัคฆ์ที่เพิ่งจะเสื่อมถอย
นครใหญ่หลายแห่งจึงยากที่จะเทียบเท่าความ
เจริญรุ่งเรืองของนครหลวงและพระราชวังอันโอ่
อ่าของมันได้
พระตำหนักในพระราชวังเว่ยมีความยาวครอบคุ
ลมต่อเนื่องถึงสี่สิบลี้ สันหลังคาสูง ซุ้มบัวรูปแบบ
โต๋วก่ง[1] เฉลียงทอดตัวยาวดุจเข็มขัด และมี
ศาลาจำนวนนับไม่ถ้วน
ซ่งชูอีกับหมิ่นฉือมุ่งหน้าตรงไปยังท้องพระโรง
พร้อมมองไปข้างหน้าอย่างมั่นคงตลอดทาง ทั้ง
สองแอบรู้สึกประหลาดใจ ต่างฝั่ายต่างราวกับว่า
มองไม่เห็นสถาปัตยกรรมอันโออ่าทั้งสองข้างทาง
เลย
ซ่งชูอีเคยมีชีวิตอยู่มาแล้วครั้งหนึ่ง ไม่สนใจ
สิ่งก่อสร้างอันยิ่งใหญ่เช่นนี้นับเป็นเรื่องปกติ ทว่า
หมิ่นฉือที่อายุยังน้อยแต่กลับรักษาท่าทีสงบนิ่ง
เช่นนี้ไว้ได้ ทำให้ซ่งชูอีต้องประเมินเขาใหม่อีก
ครั้ง
“ท่านหวยจิน ท่านจื๋อห่วนมาถึงแล้ว!” เสียงเล็ก
แหลมของขันทีท่านหนึ่งตะโกนขึ้น
ทั้งสองคนหยุดฝีเท้าอยู่หน้าท้องพระโรงหลัก รอ
ให้ขันทีอีกท่านหนึ่งนำทาง ก่อนก้าวขึ้นบันได
อย่างใจเย็น
ภายในท้องพระโรงมีทั้งเว่ยอ๋องและบรรดาขุน
นาง ขณะที่ทั้งสองคนเดินเข้าไปพร้อมกัน ทุก
สายตาก็หันขวับไปมอง ทว่ากลับเห็นเพียงเด็ก
หนุ่มที่เดินเข้ามาอย่างเชื่องช้า!
หมิ่นฉือมีอายุมากกว่าเล็กน้อย ด้วยหน้าตา
ในตอนนี้ก็นับว่าเด็กมากแล้ว ทว่าซ่งชูอียิ่งเด็ก
กว่า
บัณฑิตวัยเยาว์เยี่ยงพวกเขาสามารถมีความ
คิดเห็นในทางปฏิบัติได้เช่นนี้ก็นับว่าไม่เลวมาก
แล้ว อย่างไรก็ดีใครจะไปคิดว่าบุคคลที่ปลุกระดม
ความขัดแย้งระหว่างรัฐจะอ่อนเยาว์ได้ถึงเพียงนี้!
“กระหม่อมซ่งหวยจิน ถวายบังคมเว่ยอ๋อง”
“กระหม่อมหมิ่นจื๋อห่วน ถวายบังคมเว่ยอ๋อง”
ทั้งสองคนกล่าวตามๆ กัน
บนพระที่นั่งหลัก ชายชราในชุดสีน้ำตาลเข้มที่มี
ศีรษะขาวโพลนมองสำรวจพวกเขาอย่างละเอียด
ถี่ถ้วน
ในขณะเดียวกัน ซ่งชูอีก็มองสำรวจเว่ยอ๋องด้วยสี
หน้าสงบนิ่ง
ผิวหนังหย่อนคล้อยบนใบหน้าของเว่ยอ๋องทำให้
ยากที่จะบ่งบอกลักษณะดั้งเดิมของเขา มีเพียง
ดวงตาดุจเสือดาวคู่นั้นซึ่งดูสดใสเป็นพิเศษ
——————–
[1] โต๋วก่ง โครงสร้างที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะของ
สิ่งปลูกสร้างหรือสถาปัตยกรรมจีนโบราณ เป็น
วัฒนธรรมที่มีประวัติศาสตร์อันยาวนาน
สันนิษฐานว่ามีมาตั้งแต่ในยุคสมัยจ้านกั๋ว