กุนซือหญิงยอดอัจฉริยะ - บทที่ 127 การจู่โจมฉับพลัน
แยกกันเดินทาง?
ฟังดูเหมือนเป็นความคิดที่เข้าท่า ทว่าซ่งชูอีก็ไม่
อาจละทิ้งได้ โดยเฉพาะเจ้าอี่โหลวกับไปั๋เริ่น
ความคิดวูบผ่าน สีหน้าของซ่งชูอียังคงสงบนิ่ง
เช่นปกติ หันไปเอ่ยกับเชออวิ๋น “พี่เชอเห็นเยี่ยง
ไร?”
เชออวิ๋นคิดไม่ถึงว่าอำนาจการตัดสินใจจะถูกปัด
ให้ตกอยู่ที่ตน อดที่จะงุนงงครู่หนึ่งมิได้ หลังจาก
ครุ่นคิดสักพักก็เอ่ยขึ้น “ความคิดนี้ฟังดูก็ไม่เลว
ทว่าหากถูกพบเข้าก็จะตกอยู่ในอันตรายอย่าง
หลีกเลี่ยงมิได้ ข้ามีความรับผิดชอบส่งท่านซ่งเข้า
สู่รัฐฉินอย่างปลอดภัยย่อมมีวิธีอยู่แล้ว เช่นนั้นสู้
เดินทางด้วยกันเถิด”
ในเมื่อความเป็นจริงเป็นเช่นนี้ หากเจินจวิ้นไม่
ปรากฏตัวพวกเขาก็ไม่มีปัญญาส่งซ่งชูอีเข้ารัฐฉิน
เช่นนั้นหรือ? ต้าฉินไม่มีแม้แต่ความสามารถขั้นนี้
เชียวหรือ?
การปรากฏตัวของเจินจวิ้นเป็นเพียงการเพิ่ม
ดอกไม้บนผ้าทอลายเท่านั้น ไม่มีความสำคัญต่อ
เรื่องนี้เท่าใด ซ่งชูอีจะรับการคุ้มกันจากเขา
หรือไม่ล้วนอยู่กับว่านางจะใช้งานเขาในภายภาค
หน้าหรือเปล่า
ในใจของเชออวิ๋นคิดว่าซ่งชูอีมิใช่คนมากเรื่อง
นางคาดเดาไว้อยู่แล้วว่าเขาจะไม่เห็นด้วยจึงเอ่ย
ถามอย่างไม่ใส่ใจเช่นนี้
ในเมื่อตัดสินใจแล้ว ซ่งชูอีก็ปล่อยให้เจินจวิ้นนำ
ทางคนของเขาเข้าไปยังรัฐฉินก่อน
เจินจวิ้นลังเลครั้งแล้วครั้งเล่า ทว่าก็ยังพาคนจาก
ไป ประเด็นสำคัญที่เขามาครั้งนี้ก็เพื่อสวามิภักดิ์
ต่อซ่งชูอี หากยื่นกำลังเข้าช่วยเหลือได้จะเป็นสิ่ง
ที่ดีที่สุด แต่ตอนนี้จำต้องปฏิบัติตามคำสั่งแรก
ของซ่งชูอี
ทุกคนไม่กล้าอยู่ที่นี่ต่อนานนัก จึงเดินทางไปตาม
ถนนค้าขายตรงไปยังรัฐเว่ย
ประมาณครึ่งชั่วยามให้หลัง คนที่เชออวิ๋นส่งให้
ไปสืบข่าวก็กลับมา
“ท่านขอรับ” เชออวิ๋นได้ยินข่าวแล้ว อดไม่ได้ที่
จะเผยรอยยิ้มบนใบหน้า ขี่ม้าเข้าไปใกล้ซ่งชูอี
พร้อมเอ่ย “หานเว่ยชะงักงันด้วยเหตุผลบาง
ประการแล้ว! ช่างเป็นเรื่องน่าดีใจยิ่งนัก”
ซ่งชูอียิ้มน้อยๆ ศึกนี้เกรงว่าจะสู้ไม่ได้ แม้นการ
เผชิญหน้าจะกินเวลาเพียงหนึ่งชั่วยาม ทว่ามัน
ประโยชน์สำหรับพวกเขาในการหลบหนีเป็น
อย่างมาก
เว่ย เจ้า หาน ถูกแบ่งแยกมาจากรัฐจินในยุคสมัย
ชุนชิว เนื่องด้วยความสัมพันธ์ระดับนี้ พวกเขาจึง
จับมือกันกลืนกินรัฐเล็กโดยรอบอยู่บ่อยๆ ทว่า
บางคราวก็ขัดแย้งกันเองเพราะผลประโยชน์ไม่
ลงรอย แต่เมื่อผลประโยชน์ถูกวางอยู่ตรงหน้า
พวกเขาก็สามารถหักห้ามใจตัวเองได้ ทั้งสามรัฐ
ทำงานร่วมกันเพื่อเสริมสร้างความแข็งแกร่ง
ยิ่งขึ้น อย่างไรก็ตามในขณะที่รัฐเล็กๆ โดยรอบ
ถูกกลืนกิน หากต้องการพัฒนาก็ทำได้เพียงแย่ง
ชิงดินแดนจากอีกฝั่าย ความขัดแย้งจึงทวีความ
รุนแรงขึ้นทุกที
เช้าเป็นพันธมิตร เย็นคือศัตรู นี่คือเรื่องธรรมดา
ระหว่างสามรัฐนี้ การสู้รบในบัดนี้จึงเป็นเรื่อง
สามัญเป็นที่สุด ทว่าสงครามไม่อาจเกิดขึ้นเพียง
เพราะความไม่เห็นด้วยเพียงอย่างเดียว
เชออวิ๋นคุ้นเคยกับเส้นทางสายนี้ดีกว่าชาวเว่ย
ด้วยซ้ำ ดังนั้นแม้นการเดินทางจะเป็นไปอย่าง
รวดเร็วแต่กลับซ่อนร่องรอยได้เป็นอย่างดี ใน
ที่สุดพอตกดึกก็ใกล้ถึงด่านหานกู่แล้ว
“ยังเหลืออีกไม่ถึงสามลี้” เชออวิ๋นกล่าว
ซ่งชูอีพยักหน้า นางก็คุ้นเคยกับภูมิศาสตร์ใน
ละแวกนี้มากเช่นกัน “อย่าหยุด เดินทางต่อไป”
“ขอรับ” เชออวิ๋นโบกมือส่งสัญญาณให้เร่ง
ความเร็ว
ทันใดนั้น
เงาดำวูบผ่านหน้าทุกคน ม้าตกใจกลัวจนส่งเสียง
ร้องและยกกีบหน้าขึ้นกะทันหัน ซ่งชูอีรีบคว้า
บังเหียนทันที นางเกือบจะพลัดตกเสียแล้ว
หลังจากคุมม้าให้มั่นคง ซ่งชูอีจึงมองเห็นชัดเจน
ว่ามีทหารม้าในชุดเกราะอยู่ห่างออกไปเบื้องหน้า
ห้าจั้ง พวกเขาแต่ละคนล้วนสวมชุดเกราะที่เบา
และแข็งแกร่ง เสื้อคลุมสีแดงเข้ม มีหมวกบดบัง
ใบหน้า เผยให้เห็นเพียงดวงตาที่เย็นชาและ
กระหายเลือดคู่หนึ่ง ในมือถือดาบคมอยู่ข้าง
ลำตัว มันส่องสะท้อนดุจหิมะในยามค่ำคืน บ่ง
บอกถึงความคมกริบของพวกมัน
ซ่งชูอีขมวดคิ้ว นางไม่เคยเห็นทหารม้าเช่นนี้มา
ก่อน แต่กลับคุ้นเคยกับชื่อเสียงของทหารม้า
เหล่านี้เป็นอย่างดี ว่ากันว่าขณะที่ผังเจวียนฝึก
ทหารรัฐเว่ยอยู่นั้น ในขณะเดียวเขาก็ฝึกทหารม้า
ลึกลับกองหนึ่ง
ไม่มีใครเคยประจักษ์มาก่อนว่าความสามารถของ
กองหทารนี้เป็นเยี่ยงไร ทว่าสิ่งที่น่าเหลือเชื่อ
ที่สุดก็คือ พวกเขาใช้วิธีการบางอย่างที่ทำให้ม้า
วิ่งได้อย่างรวดเร็วยิ่งแต่กลับไร้ซุ่มเสียงราวกับ
เป็นเงาภูติ
ซ่งชูอีคิดในใจตัวเองช่างมีเกียรติเหลือเกิน
สามารถบีบให้เว่ยอ๋องส่งแม้กระมั่งมือสังหาร
ออกมา
ทั้งสองฝั่ายหยุดชะงักบนพื้นที่ราบเล็กๆ สายลม
ยามราตรีระหว่างภูเขาพัดผ่านตรงกลาง พัดเอา
ผ้าคลุมที่อยู่ด้านหลังโบกไสวเหมือนธง
ซ่งชูอีเห็นว่าดาบยาวในมือของพวกเขา
เคลื่อนไหวเล็กน้อย ยังไม่ทันได้ส่งเสียง คน
เหล่านั้นก็ใกล้เข้ามาตรงหน้าแล้ว
ทุกคนยังไม่ทันมีปฏิกิริยาตอบสนอง มือดาบคน
หนึ่งที่อยู่ด้านหน้าพุ่งตัวเข้ามาตรงกลาง แสง
เยือกเย็นวูบไหว ดาบเล่มนั้นกำลังจะตกลงบนคอ
ของซ่งชูอีแล้ว
ปัง!
เสียงดังสนั่น ทุกคนล้วนคิดไม่ถึงว่ากลับเป็นเจ้าอี่
โหลวที่นำกล่องไม้ทรงยาวกล่องหนึ่งขวางหน้าซ่ง
ชูอี ช่วยนางขวางพลังของดาบเล่มนั้น
ดาบในมือของหทารม้าคมยิ่ง ฟันกล่องไม้ขาด
ออกจากกันทันที!
เคราะห์ดีที่ภายในกล่องนั้นเป็นดาบ อีกทั้งยังถูก
หล่อโดยปรมาจารย์ผู้มีชื่อเสียงและเป็นดาบ
เหล็กดำที่แข็งแกร่งที่สุด เมื่อมือดาบผู้นั้นมิได้ทำ
ให้กล่องไม้ขาดจากกันเป็นสองท่อนก็ประหลาด
ใจเล็กน้อย
ซ่งชูอีอาศัยช่องว่างนี้รีบขี่ม้ากลับทันที บัดนี้มือ
ดาบทั้งสองฝั่ายก็เริ่มโจมตีทหารม้าเหล่านั้นแล้ว
เชออวิ๋นรู้สึกไม่ใคร่มั่นใจนัก ต่อให้เผชิญหน้ากัน
อย่างยุติธรรม มือดาบเหล่านี้ก็อาจไม่สามารถ
เอาชนะทหารม้าได้ บวกกับการหลบหนี
ติดต่อกันหลายวัน ทั้งคนและม้าอิดโรยเต็มที
สามารถต้านทานได้ครึ่งชั่วยามก็นับว่าไม่เลวแล้ว
ทางนั้น เจ้าอี่โหลวทิ้งกล่อง หยิบจวี้ชางออก
มาแล้วเข้าสู่การสู้รบทันที
แม้นซ่งชูอีจะเป็นกังวลมาก ทว่าก็มิได้ยับยั้ง
ไม่ใช่เพียงเพราะเวลานี้ไม่ว่าใครก็ไม่ปลอดภัย
ทั้งนั้น แต่เป็นเพราะการต่อสู้จะทำให้ผู้คนเติบโต
อย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะเมื่อพบเจอกับคู่ต่อสู้ที่
แข็งแกร่งยิ่งยวด
ท่ามกลางความวุ่นวาย เชออวิ๋นหยิบนกหวีดไม้ไผ่
ออกมาเปั่า
ทันทีที่สิ้นเสียง กองกำลังสนับสนุนยังมาไม่ถึง ก็
มีกองทหารเว่ยกองหนึ่งบีบเข้ามาใกล้ท่ามกลาง
ความมืด หากคำนวณดูแล้ว กองทหารที่ล้อม
สังหารพวกเขาบัดนี้มีประมาณหกสิบคนซึ่ง
มากกว่าพวกเขาเกือบสามเท่า
จี้ฮ่วนกับเจียนขี่ม้าตัวเดียวกัน เขาต้องคุ้มกัน
เจียน บนตัวจึงมีแผลจากดาบไม่น้อย
ความเป็นกังวลวูบผ่านดวงตาของซ่งชูอี ขืนเป็น
เช่นนี้ต่อไป คาดว่าจี้ฮ่วนจะต้านทานได้อีกไม่
นานแล้ว
เมื่อทหารม้าชุดที่สองเข้ามาใกล้ ก็มีเสียงเกือกม้า
ที่ใกล้เข้ามาเรื่อยๆ จากทิศตะวันตกเฉียงเหนือ
เช่นกัน ขณะที่กำลังครุ่นคิด ดาบเล่มหนึ่งก็ถูก
เหวี่ยงมาอยู่ตรงหน้า มือดาบข้างกายสองคนรีบ
ยื่นดาบเข้าไปขวาง จากนั้นดาบอีกเล่มก็พุ่ง
ออกมาจากช่องว่างระหว่างการต่อสู้
ซ่งชูอีดึงดาบออกมาจากแขนเสื้อไม่ทัน จึงยกมือ
ขึ้นบังตามสัญชาตญาณ คมดาบของอีกฝั่ายตกลง
บนดาบซ่อนของซ่งชูอีพอดี แม้นดาบซ่อนของ
นางได้ผ่านการตีมาเป็นพิเศษ ทว่าฝักดาบด้าน
นอกเป็นหนังกวาง อีกทั้งซ่งชูอียังถูกพละกำลัง
มหาศาลกดลงบนแขน ความเจ็บปวดรุนแรงแล่น
ของแขนเข้าสู่ก้นบึ้งของหัวใจ
ทหารม้าผู้นั้นอึ้งไปครู่หนึ่ง ไม่นานก็เหวี่ยงดาบ
ขึ้นครั้งที่สอง
ระหว่างการจู่โจมฉับพลันนี้เอง เสียงคล้ายสิ่งของ
แหวกพุ่งกลางอากาศก็ดังขึ้น
จากนั้นก็ตามมาด้วยเสียงมู่ทู่จากการถูกจู่โจม
ด้วยโลหะ ทหารม้าส่งเสียงโอดโอย ทรงตัวบน
หลังม้าไม่อยู่ ซ่งชูอีถือโอกาสนี้ ดึงดาบซ่อนออก
มาแล้วแทงดาบเข้าไปที่ทรวงอกของเขาอย่างไม่
ลังเล
เลือดสดสาดกระเซ็นเต็มตัวและใบหน้าของซ่งชูอี
นางกัดฟัน ผลักทหารลงจากม้าอย่างแรงและดึง
ดาบซ่อนออกมา
เพียงชั่วอึดใจ เสียงสิ่งของแหวกพุ่งกลางอากาศก็
ดังขึ้นอีกครั้งอย่างต่อเนื่อง ราวกับว่ามีกลุ่มมือธนู
ยิงลูกศรใส่ไม่หยุด ทว่าในความเป็นจริงแล้วกลับ
มีเพียงคนเดียว
ซ่งชูอีหันไปมองก็เห็นบุรุษในชุดเกราะสีดำกำลัง
ใส่หน้าไม้ลงในกระเปั๋าครั้งแล้วครั้งเล่า