กุนซือหญิงยอดอัจฉริยะ - บทที่ 133 ความงามของอิ๋งซื่อ
“อ่านอย่างละเอียดแล้วสองรอบพะย่ะค่ะ” ซ่งชู
อีกล่าว
อิ๋งซื่อเลิกคิ้วเล็กน้อย ส่งสัญญาณให้นางพูดต่อ
ในใจของซ่งชูอีรู้สึกอึดอัดเป็นอย่างมาก วายุโชย
อ่อนและแสงจันทรากระจ่างนั้นมิใช่ของปลอม
ทิวทัศน์งดงามก็มิใช่ของปลอม ทว่าจะไม่ให้ข้าได้
ผ่อนคลายสักหน่อยเชียวหรือ แม้นจะคิดเช่นนี้
รอยยิ้มจางๆ กลับผุดขึ้นในดวงตาของซ่งชูอี “ฝั่า
บาทอยากให้ข้าทำหน้าที่เป็นผู้ประนีประนอม
ระหว่างกฎหมายเก่าและกฎหมายใหม่เช่นนั้น
หรือ?”
อิ๋งซื่อมองนางด้วยความชื่นชม “ท่านสามารถทำ
ให้บรรลุได้หรือไม่?”
ซ่งชูอีไร้คำพูด หากไม่บรรลุก็ต้องบรรลุให้ได้ นี่
เป็นภารกิจแรกที่นางมารัฐฉินและเป็นปัญหาที่
รัฐฉินต้องเผชิญอยู่ในขณะนี้ ความลำบากนี้ไม่ยิ่ง
หย่อนไปกว่าการโจมตีรัฐเล็กรัฐหนึ่งเลย อีกทั้งสิ่ง
ที่นางชำนาญที่สุดก็มิใช่การแก้ปัญหาต่างๆ ให้
ราบรื่น ต้องทำดีต่อตระกูลเก่าแก่ในขณะ
ปรองดองกับกฎหมายใหม่ หากทำไม่ดีก็จะเป็น
ความล้มเหลวและถูกตำหนิทั่วทุกที่
“ฝั่าบาทโปรดวางพระทัย” ซ่งชูอีเหลือบมอง
เทือกเขาสลับซับซ้อนที่กว้างไกลด้านนอก จิบ
สุราคำหนึ่ง สักพักจึงหันมายิ้มเอ่ย “ทว่า ฝั่าบาท
ได้โปรดอย่าเอาหวยจินเข้ามาแทรกตรงกลาง
นานเกินไปเลยพะย่ะค่ะ! กระหม่อมอาจจะตาย
ได้”
มุมปากของอิ๋งซื่อยกยิ้ม ลายเส้นบนใบหน้า
อ่อนโยนลงมาก ยกจอกสุราขึ้น “กว่าเหรินเชื่อ
ว่าต่อให้แปดปีสิบปีท่านก็ยังไม่ตายดอก กว่าเห
รินขอดื่มให้ท่านหนึ่งจอก!”
“ฮาฮา ฝั่าบาทมีอารมณ์ขันโดยแท้” ซ่งชูอียิ้ม
พลางยกจอกสุราขึ้น บังด้วยแขนเสื้อเล็กน้อย
เงยหน้าดื่มรวดเดียวจนหมด ลอบด่าอยู่ในใจ
‘หากฝั่าบาทกล้าสักแปดปีสิบปีจริง ข้าก็จะไป
เป็นไส้ศึกให้กับรัฐอื่นเพื่อโค่นรัฐฉินก่อนแล้วค่อย
ว่ากัน!’
อิ๋งซื่อดื่มสุราในจอกจนหมด เอ่ยเรียบๆ “กว่าเห
รินไม่เคยรู้สึกว่าตัวเองมีอารมณ์ขันเลย”
ความหมายของวาจานี้ เป็นสิ่งที่เขาเรียกว่า
ออกมาจากใจ
“ด้วยวิริยะภาพของฝั่าบาท คาดว่าคงไม่นาน
ดอกพะย่ะค่ะ” ซ่งชูอีหุบยิ้ม ประจบประแจงด้วย
สีหน้าขึงขัง
อิ๋งซื่อหัวเราะอย่างเหลือเชื่อ
อิ๋งซื่อคือหนึ่งเดียวในใต้กล้าผู้มีบุคลิกแห่ง
จักรพรรดิที่ควบคุมทุกสรรพสิ่งอยู่ในกำมือและ
เป็นที่โปรดปรานของทุกสิ่งมีชีวิต
ซ่งชูอีรู้สึกอยู่ลึกๆ ว่าสวรรค์ปฏิบัติต่อนางในชาติ
นี้อย่างดียิ่ง
“เหตุใดท่านจึงมีความต้องการในรูปลักษณ์สูงถึง
เพียงนี้?” อิ๋งซื่อถามด้วยความสงสัย เขายังมิลืม
เด็กหนุ่มที่เขาเห็นในรัฐเว่ย แม้นอิ๋งซื่อจะมิได้ใส่
ใจกับเรื่องรูปลักษณ์เท่าใดนัก ทว่ากลับต้อง
อุทานด้วยความชื่นชม ใบหน้านั้นหล่อเหลายิ่ง
ให้ความรู้สึกเหมือนดาบชั้นดีที่ยังมิได้รับการ
เจียระไน ทำให้เขาอดมิได้ที่จะอยากได้เขามา
เป็นผู้ใต้บังคับบัญชา
“กระหม่อมมิได้มีความต้องการในความสวยหรือ
ความหล่อเท่าใดนัก เพียงแต่ สิ่งที่ดูดีมักจะเจริญ
หูเจริญตาเสมอ” ซ่งชูอียิ้มเอ่ย
“ไม่ทราบว่าเด็กหนุ่มข้างกายท่านในรัฐเว่ยคือ
ผู้ใด?” อิ๋งซื่อเอ่ยถาม
“ฝั่าบาทหมายถึงเจ้าอี่โหลวหรือ?” ซ่งชูอีไม่คิดที่
จะปกปิดสถานะของเจ้าอี่โหลว สถานะและ
ลักษณะของเขาเยี่ยงนั้น ปกปิดอย่างไรก็ไม่
สามารถปกปิดได้ “ฝั่าบาทเคยได้ยินเรื่ององค์จวิ
นคนใหม่ในรัฐเจ้าหรือไม่?” อิ๋งซื่อประหลาดใจ
เล็กน้อย “องค์ชายเค่อ?”
“พะย่ะค่ะ” ซ่งชูอีกล่าว
ทันใดนั้นอิ๋งซื่อก็เก็บการแสดงออกบนใบหน้าอีก
ครั้ง มิได้ถามเรื่องเจ้าอี่โหลวต่ออีก เพียงแต่มอง
สำรวจซ่งชูอีตั้งแต่ศีรษะจรดเท้าอย่างละเอียด
รอบหนึ่ง เพื่อดูว่าเสน่ห์แบบใดกันที่สามารถทำ
ให้องค์จวินแห่งรัฐสละบัลลังก์และติดตามนาง
ด้วยความเต็มใจ?
ด้วยความสามารถในการอ่านคนของอิ๋งซื่อ
สามารถแยกแยะได้อย่างง่ายดายว่าเจ้าอี่โหลว
มิใช่องค์ชายอ่อนแอที่ต้องพึ่งพาความสามารถ
ของผู้อื่นจึงจะสามารถอยู่รอดได้ ในทางตรงกัน
ข้าม ลมหายใจดุร้ายบนตัวเขาอยู่นอกเหนือความ
ควบคุมของบุคคลธรรมดา แม้กระทั่งอิ๋งซื่อเองก็
ไม่สามารถควบคุมให้ผู้อื่นยอมจำนนได้อย่าง
สมบูรณ์ ทว่าซ่งชูอีกลับทำได้ นี่ทำให้เขาต้อง
ประเมินเด็กหนุ่มตรงหน้าผู้นี้ใหม่อีกรอบแล้ว
พบหน้าเพียงไม่กี่ครั้ง ทว่าซ่งชูอีกลับทำให้เขา
ประหลาดใจครั้งแล้วครั้งเล่า เขาคล้ายกับ
สามารถเข้าใจถึงจิตใจของพระบิดาขณะที่เขาพบ
ซางจวินในช่วงเวลาที่รัฐฉินประสบกับความทุกข์
ยากมากที่สุด
ยิ่งสูงยิ่งหนาว หากสามารถมีคนคนนั้นที่ร่วมต่อสู้
เพื่อเปั้าหมายเดียวกัน ก็ช่างเป็นวาสนาของ
จักรพรรดิองค์หนึ่งแล้ว!
“ข้าขอดื่มให้ท่านอีกจอก!” อิ๋งซื่อยกจอกสุราขึ้น
พร้อมเอ่ย
สองคนสบตากัน เมื่อมองเห็นรอยยิ้มในดวงตา
ของกันและกันก็อดไม่ได้ที่จะยิ้ม เงยหน้าดื่มหมด
จอกอีกรอบ
“ในเมื่อฝั่าบาทมอบหมายให้กระหม่อมไกล่เกลี่ย
เรื่องนี้ ไม่ว่ากระหม่อมจะกระทำสิ่งใด ขอให้ฝั่า
บาทจงเชื่อใจว่ากระหม่อมสนับสนุนกฎหมาย
ใหม่และจะยืนเคียงข้างฝั่าบาทเสมอ!” ซ่งชูอีวาง
จอกสุราลง กล่าวด้วยความเคารพ
อิ๋งซื่อพยักหน้า “ในเมื่อกว่าเหรินกล้าใช้ท่าน ก็
กล้าเชื่อใจอยู่แล้ว”
“ขอบพระทัยฝั่าบาท!” ซ่งชูอีสะบัดแขนเสื้อ
เล็กน้อย โค้งคำนับยาวนาน
ความไว้วางใจอย่างสมบูรณ์นั้นไม่ใช่เรื่องที่
สามารถทำกันได้อย่างง่ายดายอย่างแน่นอน ยิ่ง
ไปกว่านั้นซ่งชูอีเป็นเพียงคนใหม่ที่เพิ่งเข้ารัฐฉิน
แต่มิใช่คนสนิทของอิ๋งซื่อ ซ่งชูอีชื่นชมความกล้า
หาญของอิ๋งซื่ออย่างมากในจุดนี้ และต้อง
ขอบคุณเขาด้วยใจจริง
พบคนรู้ใจดื่มกันพันจอกยังว่าน้อย สุรารส
ร้อนแรงผ่านไปจอกแล้วจอกเล่า ทั้งสองคนดู
คล้ายมึนเมาเล็กน้อย ทว่าดวงตากลับสดใสยิ่ง
“กระหม่อมเห็นว่าฝั่าบาทหน้านิ่วคิ้วขมวด” ซ่งชู
อีมองดูคิ้วนั้น พลันคิดว่า ผู้ที่ดูดีนั้นดูดีมากจริงๆ
แม้กระทั่งคิ้วส่วนเล็กๆ
อิ๋งซื่อพิงอยู่ที่ราวอย่างเกียจคร้าน เผยให้เห็น
บุคลิกอันน่าดึงดูดอย่างน่าทึ่ง ริมฝีปากบางๆ ทำ
มุมยิ้มเล็กน้อย “กระทำการโหดร้ายในช่วงแรก
ก็มักจะรู้สึกลำบากใจอยู่บ้าง ผ่านไปนานแล้วก็
จะคุ้นชินเอง”
“การเป็นท่านจวินจำต้องโหดร้ายด้วยหรือ?
เซี่ยวกงจิตใจกว้างขวางและตรงไปตรงมาก็ทำให้
รัฐฉินรุ่งเรืองได้มิใช่หรือ?” ดวงตาของซ่งชูอีเปล่ง
ประกายสดใสคล้ายลำธารน้ำใส
“หากท่านเต็มใจเป็นซางยาง กว่าเหรินก็จะเป็น
เซี่ยวกง” อิ๋งซื่อเอ่ยเชื่องช้า
ความเที่ยงธรรมไม่เห็นแก่ตัวและความโหดร้าย
ของซางยางนั้น ไม่ว่าเขาจะทำการใดก็จะไม่
เหลือพื้นที่ว่างให้คนอื่น และไม่ให้ตัวเองได้ถอย
หนี เพราะความแข็งแกร่งเช่นนี้ ฉินเซี่ยวกงจึงมี
จิตใจเมตตาต่อเขา รัฐต่างๆ ล้วนต้องการที่จะ
ดำรงอยู่ในโลกแห่งความวุ่นวายเช่นนี้ อาศัยเพียง
ความเมตตากรุณาอย่างเดียวนั้นยังห่างไกลจาก
ความเพียงพอ
“หวยจินไม่เต็มใจที่จะเป็นซางจวิน” ซ่งชูอีกล่าว
อิ๋งซื่อยืดตัวตรงเล็กน้อย เขาสังเกตว่าซ่งชูอีกล่าว
ว่า “ไม่เต็มใจ” มิใช่ “ไม่สามารถ” จึงเอ่ยถาม
“ท่านมีความกังวลใจใด?”
ซ่งชูอียิ้มมองเขา มิได้กล่าวอะไร
อิ๋งซื่อก็ยิ้มอย่างจนใจ สุดท้ายซางยางก็ลงเอย
อย่างน่าอนาจในมือของเขา ผู้คนมากมายต่างรู้
เห็น ใครยังจะกล้าเป็นซางจวินอีกคนภายใต้เงื้อม
มือของเขาเล่า?
เขาได้กำหนดทุกสิ่งที่เขาทำตั้งแต่ต้น บรรดาขุน
นางทั้งหมดต่างถูกเขาควบคุมได้เพียงผู้เดียว
เท่านั้น ผู้ที่เสริมสร้างความแข็งแกร่งของ
บ้านเมืองนี้ก็คือตัวเขาเอง
ฉินเซี่ยวกงมอบรัฐฉินที่รุ่งเรืองอยู่ในมือของเขา
เขาจึงมีหน้าที่ทำให้มันยิ่งใหญ่กว่าเดิม ทำให้การ
เสียสละของคนยุคนั้นมีความหมายยิ่งขึ้น
แสงจันทร์ดุจสายน้ำ
ขณะนี้ในศาลากลับสู่ความเงียบสงบแล้ว
เนื้อหาของการสนทนาทั้งหมดเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยง
ไม่ได้ในการพบกันครั้งนี้ อิ๋งซื่อมีความตั้งใจจะใช้
งานซ่งชูอี จึงต้องทำความรู้จักนิสัยและความคิด
ของนาง ส่วนซ่งชูอีตัดสินใจที่จะมอบชีวิตของตน
ให้แก่รัฐฉิน ก็จำเป็นต้องวางท่าทีของตนให้
เหมาะสม
หลังจากดื่มจนสำราญแล้ว
ซ่งชูอีอ่อนล้าไปทั้งร่าง ฟุบหลับบนโต๊ะด้วยความ
มึนเมา
อิ๋งซื่อคอแข็ง อย่าว่าแต่ครึ่งไหเลย แม้กระทั่งทั้ง
ไหก็ไม่อาจล้มเขาได้ด้วยซ้ำ เขามองดูเด็กหนุ่ม
ตรงข้ามที่เมาหลับภายใต้แสงจันทร์ ในใจคิดว่า
การได้พบกันนั้นเป็นเรื่องที่แปลกประหลาดโดย
แท้ แม้นเขากะตือรือร้นที่จะได้นักปราชญ์มาก
ทว่ากลับคิดไม่ถึงว่าจะพบกับคนผู้นี้ซึ่งอ่อน
เยาวน์นัก และเขาก็เชื่อนาง
ทันใดนั้นอิ๋งซื่อก็นึกถึงสิ่งที่ซ่งชูอีเคยถามเขา เมื่อ
ต้องเผชิญกับคู่ต่อสู้ที่มีประสบการณ์มากมาย
เพียงนี้ เขาไม่กลัวหรือ?